มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป•ตอนที่ 17

การล้างแค้นที่เริ่มขึ้น

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
"เด็กชายคนนั้น... เป็นใครกัน?" เสียงกระซิบที่ลอดผ่านไรฟันของจักรพรรดิอี้หลงแหบพร่าราวกับคนใกล้หมดลมหายใจ ดวงเนตรคมกลาบที่เคยทอดมองสรรพสิ่งด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กำลังเบิกกว้างสั่นระริกราวกับสะเก็ดไฟที่ถูกลมพายุโหมซัดเข้าใส่ เมื่อภาพเบื้องหน้าคือร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยราวสี่ขวบคนหนึ่ง ดวงหน้าจิ้มลิ้มนั้นถอดแบบมาจากพระองค์ราวกับพิมพ์เดียวกันเสียยิ่งกว่าเงาในกระจก โดยเฉพาะดวงตาสีดำสนิทคู่คมกล้าที่กำลังจ้องมองพระองค์กลับมาด้วยความไร้เดียงสา แต่มันกลับกรีดแทงลงกลางใจของโอรสสวรรค์ผู้ทรงอำนาจจนเจ็บแปลบเจียนตาย ความเงียบงันอันน่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วลานท้องพระโรง กลิ่นอายของความตายและความลับที่ถูกฝังกลบไว้กำลังส่งกลิ่นคละคลุ้ง ราวกับดอกไม้พิษที่ผลิบานในยามราตรี หลินฟางเซียน ไม่ได้สะทกสะท้านต่อความตกตะลึงของบุรุษผู้เคยเป็นสวามีแม้แต่น้อย นางแย้มยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่งดงามแต่เยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี นางค่อย ๆ ก้าวเดินลงมาจากแท่นประทับด้วยจังหวะจะโคนอันเชื่องช้า ทว่าสง่างามในทุกย่างก้าว ชุดคลุมสีเพลิงปักลายหงส์ขับเน้นเอวบางร่างน้อยให้ดูโดดเด่นตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะไหล่เล็ก ๆ ของเด็กชายคนนั้นเบา ๆ เป็นการปกป้อง "ฝ่าบาททรงตกพระทัยอันใดหรือเพคะ?" สุเสียงหวานใสกังสดาลเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน "หรือว่า... ทรงจำเด็กชายผู้นี้ไม่ได้กัน?" อี้หลงเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว หัวใจในอกเต้นกระหน่ำรัวราวกองศึก พระองค์หันกลับมามองสตรีที่ตนเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรี เคยผลักไสให้นางตกนรกทั้งเป็น และเคยปล่อยให้นางเผชิญกับความตายตามลำพังในตำหนักเย็น "ฟางเซียน... เจ้า..." พระโอษฐ์สั่นระริก คำพูดมากมายจุกแน่นอยู่ที่ลำคอ ความสำนึกผิดที่สะสมมาแรมปีราวกับภูเขาไฟระเบิดออกในวินาทีนี้ น้ำตาสายหนึ่งไหลรินลงมาจากดวงเนตรคมกลาบ—น้ำตาของจักรพรรดิผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด บัดนี้กลับหลั่งรินให้อดีตมเหสีผู้ไร้ใจที่เขายืนมองนางตายไปต่อหน้าต่อตาด้วยความโง่เขลา "หม่อมฉันยังไม่ตายเพคะ ฝ่าบาท" ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตานิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่นแห่งความรักความอาลัย เหลือเพียงความว่างเปล่าที่น่ากลัวยิ่งกว่าความเกลียดชัง "พระองค์คงคิดไม่ถึงสินะเพคะ ว่าแผนการสกปรกที่ทรงใช้ทำลายสกุลหลinของหม่อมฉันในอดีต บัดนี้... กำลังย้อนกลับมาบดขยี้บัลลังก์ทองคำของพระองค์จนไม่เหลือชิ้นดี" เสนาบดีหลี่ที่หมอบกราบอยู่แทบพระบาทหน้าซีดเผือด เขารู้ดีว่าบัดนี้เกมพลิกแล้ว ข้อมูลที่เขาปิดบังไว้ถูกเปิดโปง และเด็กชายคนนี้คือหลักฐานชิ้นโบแดงที่สามารถสั่นคลอนราชสำนักได้ทั้งแคว้น! "ทูลฝ่าบาท! นาง... นางสารเลวผู้นี้กบฏ! นางซ่อนทายาทนอกสมรสเพื่ออ้างสิทธิ์..." *เพี๊ยะ!* เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะคำพูดของเสนาบดีหลี่ อี้หลงไม่ได้ลงมือเอง แต่เป็นองครักษ์เงาที่ฟาดฝ่ามือลงไปตามคำสั่งทางสายตาที่เต็มไปด้วยโทสะอันไร้ขีดจำกัดของพระองค์ พระเนตรของจักรพรรดิแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม่ใช่โกรธฟางเซียน แต่โกรธตัวเอง โกรธความโง่เขลาในอดีตที่ทำลายครอบครัวของตนเองด้วยมือคู่นี้ "หุบปากของเจ้าซะ!" อี้หลงคำรามลั่น ขยับพระบาทเข้าหาฟางเซียนด้วยความเร้าร้อนและร้อนรน พระหัตถ์หนาสั่นเทาเอื้อมออกหมายจะคว้าข้อมือนางมากุมไว้ "ฟางเซียน... ลูก... เด็กคนนี้... เป็นลูกของเราใช่ไหม? เจ้า... เจ้ายังไม่ตาย... และเจ้าให้กำเนิด..." "ถอยไปเพคะ!" ฟางเซียนปัดพระหัตถ์นั้นออกอย่างไม่ไยดี แรงปะทะแม้จะไม่มากนัก แต่มันเพียงพอที่จะทำให้หัวใจของอี้หลงร้าวรานจนแตกสลาย ดวงตาคู่สวยของนางฉายแววดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจน "อย่าเอาพระหัตถ์เปื้อนเลือดของพระองค์มาแตะต้องบุตรชายของหม่อมฉัน! พระองค์ลืมไปแล้วหรือไร วันที่หม่อมฉันถูกเนรเทศ วันที่หม่อมฉันกราบทูลอ้อนวอนขอความเมตตา พระองค์ตรัสว่าอย่างไรนะ?... *'สตรีใจอำมหิตเช่นเจ้า สมควรตายอย่างโดดเดี่ยว!'*... จำได้ไหมเพคะ?" ทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยเปรียบเสมือนคมมีดน้ำแข็งที่กรีดแทงลงบนแผลเก่าของอี้หลงจนเลือดสาดกระจาย พระองค์ทรุดพระvàoลงคุกเข่าต่อหน้าสตรีที่ตนเคยเหยียบย่ำ ไม่สนEรศักดิ์ศรีแห่งความเป็นโอรสสวรรค์ ไม่สนสายตาของขุนนางนับร้อยที่กำลังมองมาด้วยความตกตะลึง "ข้าผิดไปแล้ว... ฟางเซียน... ข้ามันโง่เง่า... ข้าถูกคนชั่วหลอกใช้..." เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นเครือเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย พระองค์เอื้อมมือไปกุมชายฉลองพระองค์ของนางไว้แน่น ราวกับคนจมน้ำที่คว้าฟางเส้นสุดท้าย "ฆ่าข้าเถอะ... จะให้ข้าชดใช้ด้วยชีวิตอย่างไร ข้าก็ยอมทั้งสิ้น แต่... ขอโอกาสให้ข้าได้มองหน้าลูก... และขอให้เจ้า... ให้อภัยข้า..." ฟางเซียนก้มลงมองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังคุกเข่าร้องขอความเวทนาแทบเท้า นางแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสะใจและสมเพชเวทนา "ให้อภัยงั้นหรือ?" นางย่อกายลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเชยคางสลักเสลาของอี้หลงขึ้นมา บังคับให้พระองค์ต้องสบตากับความเย็นชาที่ไร้ก้นบึ้งของนาง "ความตายของบิดามารดาหม่อมฉัน ความเจ็บปวดที่ต้องคลอดบุตรโดยไร้ผู้เหลียวแลในยามค่ำคืนอันหน็บหนาว... พระองค์เอาอะไรมาคิดว่า น้ำตาหยดเดียวของจักรพรรดิผู้เห็นแก่ตัว จะลบล้างความอัปยศเหล่านั้นได้หมดสิ้น?" ดวงตาของอี้หลงพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา พระองค์ขยับเข้าไปใกล้ร่างบาง กลิ่นกายหอมหวานประหลาดที่คุ้นเคยกำลังปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความโหยหาที่ถูกกดทับมานานแรมปี ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ เบื้องหลังม่านไหมสีแดงฉานในตำหนักรับรอง ความโหยหาและความบ้าคลั่งของจักรพรรดิผู้สำนึกบาปได้ปะทุขึ้นอย่างไม่มีสิ่งใดเหนี่ยวรั้ง อี้หลงดึงรั้งร่างระหงเข้าสู่อ้อมพระกรอย่างแรงโดยไม่ฟังเสียงททัดทาน ริมฝีปากร้อนผ่าวประกบจูบลงบนเรียวปากอิ่มสีชาดทันที—จูบที่เปี่ยมไปด้วยความหิวกระหาย ความเจ็บปวด และความรักอันบิดเบี้ยวที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน "อื้อ... ปล่อย..." ฟางเซียนครางประท้วงในลำคอ นางพยายามทุบตีอกแกร่งเพื่อขัดขืน ทว่าเรียวแรงของสตรีหรือจะสู้แรงของบุรุษผู้บ้าคลั่ง อี้หลงไม่ยอมปล่อยให้นางเป็นอิสระ พระองค์รุกไล่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ รสชาติของความเค็มปร่าจากหยาดน้ำตาที่ผสมปนเปกันทำให้จูบนี้ทั้งเร่าร้อนและร้าวรานในเวลาเดียวกัน พระหัตถ์หนาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบอบบางอย่างรวดเร็วและเร่าร้อน ปลายนิ้วซุกซนปลดเปลื้องสายรัดฉลองพระองค์และอาภรณ์ของนางออกทีละชิ้นท่ามกลางแสงเทียนที่ไหววูบวาบ ผิวเนียนนุ่มราวกระเบื้องเคลือบสัมผัสกับอากาศเย็นยามค่ำคืนก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่ลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างอย่างหลงใหล "ฟางเซียน... เจ้าเป็นของข้า... เจ้าเป็นของข้าผู้เดียว..." เสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดริมหู ขณะที่ริมฝีปากร้อนระอุซุกไซร้ไปตามซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มสร้างรอยรักสีแดงก่ำลงบนผิวเนื้อเนียนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของอย่างป่าเถื่อน นางหอบหายใจสะท้าน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอของกันและกัน สัมผัสวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายเริ่มบั่นทอนความตั้งใจอันแข็งกร้าวของนางลงทีละน้อย ความโหยหาที่ถูกซ่อนเร้นไว้ใต้หน้ากากแห่งความแค้นกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยสัมผัสอันช่ำชองและเร่าร้อนของชายผู้เป็นอดีตสวามี เมื่ออาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดพ้นจากกาย ร่างระหงเปลือยเปล่าทอดกายอยู่ใต้ร่างหนาของจักรพรรดิอี้หลง อี้หลงก้มลงมองเรือนร่างที่งดงามราวกับงานศิลปะชิ้นเอก ดวงตาของพระองค์ลุกโชนด้วยไฟปรารถนาอันรุนแรง พระองค์แทรกกายเข้าสู่ความแนบชิดอย่างนุ่มนวล ทว่าลึกซึ้งและเต็มอิ่ม "อ๊ะ!... อี้หลง..." เสียงหวานครางหลุดรอดออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า เมื่อความซาบซ่านแผ่ซ่านไปทั่วร่างจากการประสานกายอันแนบแน่น อี้หลงก้มลงจูบซับหยาดน้ำตาให้ นางแอ่นกายรับสัมผัสอันเร่าร้อนนั้นด้วยความจำนนต่ออารมณ์ ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งแค้น และโหยหา หลอมรวมกันเป็นบทเพลงรักอันเร่าร้อนที่ดังก้องไปทั่วราตรีอันมืดมิด ทว่า... ในขณะที่บทเพลงรักอันวาบหวามกำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุด เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับเสียงเคาะเกราะเหล็กของทหารองครักษ์ก็ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก *ปัง!* ประตูไม้แกะสลักถูกถีบเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงรายงานของแม่ทัพหลวงที่ตะโกนก้องด้วยความตื่นตระหนก "ทูลฝ่าบาท! แคว้นศัตรูนำกองทัพประชิดชายแดนแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และมีราชโองการลับจากไทฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ... ตกอยู่ในมือขององค์ชายใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความดราม่าครั้งนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%