เสียงสะท้อนของโลหะที่กระทบกันอย่างรุนแรงยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ทว่าสิ่งที่มีน้ำหนักมากกว่าเสียงเหล่านั้น คือความเจ็บแปลบที่แผ่ซ่านไปทั่วอกขวา
ขุนศึกศิลาทรุดกายลงครึ่งหนึ่ง มือหนากำด้ามศิลาคมกริบไว้แน่นเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้น เลือดสีแดงเข้มไหลซึมผ่านร่องนิ้ว หยดลงกระทบกับพื้นศิลาอันเย็นเยียบของท้องพระโรงโบราณ
ลูกศรดอกนั้น... อาบยาพิษจากแดนใต้
"เจ้าคิดว่ากำจัดไกรจักรได้แล้ว เกมนี้จะจบลงแค่นั้นจริงๆ หรือ, ขุนศึกศิลา?" เสียงแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกดังขึ้น ท่ามกลางควันไฟและฝุ่นตลบจากการพังทลายของเสาเอก
ไกรจักร แม่ทัพผู้เคยยิ่งใหญ่และทะเยอทะยาน บัดนี้ร่างเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทบิดเบี้ยวจนเสียรูป ทว่านัยน์ตาคมกริบของเขายังคงเปล่งประกายด้วยความเย่อหยิ่งและบ้าคลั่ง แม้จะคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าคมดาบของศัตรู แต่ท่าทีของเขากลับราวกับผู้เหนือกว่าในเกมหมากรุกกระดานนี้
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด พิษร้ายเริ่มลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ปลายนิ้วเริ่มชาด้าน แต่แววตาของเขายังคงเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก เขากวาดสายตามองชายผู้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตเขา—ครอบครัว บ้านเมือง และความสงบสุขในวัยเยาว์
"ข้าไม่เคยคิดว่าเกมนี้จะจบลงง่ายดายเช่นนั้น... ไกรจักร" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทรงพลังพอกลบเสียงครางระงมของผู้บาดเจ็บรอบด้าน "แต่สำหรับเจ้า วันนี้คือจุดสิ้นสุดของความมืดมนที่เจ้าสาดส่องลงบนแผ่นดินลุ่มน้ำโขงแห่งนี้"
ไกรจักรเงยหน้าขึ้นหัวเราะร่า เสียงหัวเราะแห้งแล้งและน่าเวทนาสะท้อนก้องไปทั่วซากปรักหักพัง "ความมืดงั้นรึ? เจ้าเด็กโง่... เจ้าคิดว่าแผ่นดินนี้ขับเคลื่อนด้วยความยุติธรรมหรือความเมตตาของพวกเจ้าหญิงหน้าโง่อย่างมณีรินทร์อย่างนั้นหรือ? ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเขียนด้วยน้ำตาของคนดี แต่มันถูกจารึกด้วยเลือดของคนแพ้! และวันนี้... ถึงข้าจะตาย ดาบเล่มต่อไปก็จะมาเด็ดหัวพวกเจ้าอยู่ดี!"
"พอได้แล้ว!"
เสียงหวานกังวานแต่เด็ดเดี่ยวแทรกขึ้น เจ้าหญิงมณีรินทร์ก้าวผ่านกองซากปรักหักพังเข้ามาด้วยท่าทีสง่างาม ฉลองพระองค์เปื้อนฝุ่นควันและคราบเขม่า แต่พระพักตร์กลับเชิดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด ในพระหัตถ์ถือราชโองการฉบับสุดท้ายที่ผ่านการประทับตราลัญจกรแห่งแผ่นดิน
มณีรินทร์หยุดยืนเคียงข้างศิลา สายพระเนตรทอดมองไกรจักรด้วยความเวทนา มากกว่าความโกรธแค้น
"ท่านแม่ทัพไกรจักร... ท่านหลงทางในอำนาจจนลืมไปแล้วกระมัง ว่าแผ่นดินนี้ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่มีผู้ใดใหญ่เกินกว่าความถูกต้อง" มณีรินทร์ตรัสด้วยพระสุสานที่เยือกเย็น "สภาขุนนางแห่งลุ่มน้ำโขงได้มีมติเป็นเอกฉันท์แล้ว ความผิดฐานกบฏ ทรยศต่อแผ่นดิน และสังหารผู้บริสุทธิ์... โทษทัณฑ์มีเพียงสถานเดียว"
ไกรจักรแค่นยิ้มหยัน "เชิญ... ลงดาบข้าเสียสi ข้าอยากจะเห็นนักว่า เมื่อข้าตายไปแล้ว ผืนแผ่นดินที่เน่าเฟะแห่งนี้จะลุกขึ้นมางดงามได้สักเพียงใด"
ศิลาขยับกายยืนขึ้นอย่างยากลำบาก ลมหายใจหอบกระชั้น พิษร้ายเริ่มกัดกินหัวใจ แต่สติสัมปชัญญะของเขายังคงแน่วแน่ เขายกดาบศิลาคู่กายขึ้นช้าๆ น้ำหนักของมันในยามนี้ช่างคุ้มค่ากับภาระหน้าที่ที่เขาแบกรับมาตลอดหลายสิบปี
"ข้าไม่ได้ทำเพื่อความงดงามของแผ่นดิน..." ศิลาเอ่ยเบาๆ ทว่าดังก้องในความเงียบงัน "แต่ข้าทำเพื่อดวงวิญญาณทุกดวงที่เจ้าพรากไป... และเพื่อไม่ให้มีเด็กคนไหนต้องสูญเสียครอบครัวเพราะความโลภของคนเช่นเจ้าอีก"
ฉับพลัน! เงาดาบสีเงินก็วาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีคำร่ำลา มีเพียงความเงียบงันชั่วพริบตาก่อนที่ร่างของไกรจักรจะทรุดฮวบลง ศีรษะหลุดออกจากบ่า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปกับสายลมเย็นที่พัดโชยมาจากลำน้ำโขง ปิดฉากขุนศึกผู้เรืองอำนาจและสร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้คนมานานหลายปี
ศิลายืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม ปล่อยให้ดาบศิลาปักลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างที่เริ่มไร้เรี่ยวแรง พิษในกายแผ่ซ่านจนมองเห็นเส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นตามลำ颈 มณีรินทร์รีบพุ่งเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ทันที พระพักตร์เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"ศิลา! ทำใจดีๆ ไว้!" มณีรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พระหัตถ์พยายามกดแผลที่อกขวาเพื่อห้ามเลือดที่ยังคงไหลไม่หยุด
ศิลาสบตาคู่สวยนั้น รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างโล่งอก "ในที่สุด... ก็จบลงแล้วกระมัง... พระองค์..."
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบควรจะเข้าปกคลุม ท้องพระโรงที่ควรจะร้างผู้คน กลับมีเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก้าวเข้ามาพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง!
ไม่ใช่เสียงของทหารฝ่ายลุ่มน้ำโขง และไม่ใช่เสียงของกองกำลังที่เหลือรอดของไกรจักร... แต่เป็นเสียงฝีเท้าของกองทหารเกราะทองคำอันลึกลับ ที่ไม่เคยปรากฏตัวในหน้าประวัติศาสตร์สงครามครั้งไหนมาก่อน!
มณีรินทร์หันขวับไปมองที่ทางเข้าด้วยความตกตะลึง ทหารเหล่านั้นเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ และตรงกลางขบวนนั้น มีร่างของชายผู้หนึ่งก้าวออกมา ชายผู้สวมหน้ากากโลหะครึ่งซีก ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่ศิลาและมณีรินทร์ด้วยความเยียบเย็นราวกับมองมดปลวก
"พวกเจ้า... คิดจริงๆ หรือว่าไกรจักรคือผู้ชักใยที่แท้จริง?" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยอย่างประหลาดดังลอดออกมาจากหน้ากากนั้น ทำให้ศิลาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด
"เสียงนี้... เป็นไปไม่ได้!" ศิลาพยายามจะยกดาบขึ้นอีกครั้ง แต่ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟัง พิษร้ายและการปรากฏตัวของแขกไม่ได้รับเชิญผู้นี้ กำลังผลักดันให้พวกเขาทั้งสองก้าวเข้าสู่เกมอำนาจที่ดำมืดและลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม...
บทที่ 46 กำลังรอท่านอยู่ข้างหน้า... จงเตรียมใจรับมือกับความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ในประวัติศาสตร์
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเลือดนี้มาด้วยกันนะครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 45
สิ้นสุดยุคสมัยแห่งความมืด
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!