รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 46

เศษซากหลังสงคราม

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวเลือดที่เจือจางในสายลมยามค่ำคืน ไม่เคยจางหายไปจากความรู้สึกของขุนศึกศิลา แม้ว่าเสียงคำรามของเหล็กกล้าและเสียงกรีดร้องโหยหวนในมหาศึกบนลุ่มน้ำโขงจะสงบลงไปหลายราตรีแล้วก็ตาม ปลายรองเท้าบูทหนังย่ำลงบนเศษซากอิฐปูนที่แตกหักของกำแพงเมืองเก่า เสียงก๊อบแก๊บใต้ฝ่าเท้าดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ที่นี่... ณ ซากปรักหักพังแห่งนี้ คือพยานปากเอกถึงราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคำว่าชัยชนะ ศิลาในชุดเกราะที่เต็มไปด้วยรอยขูดขีดและคราบเขม่าควันสงคราม ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปสลักหิน มือใหญ่วางอยู่บนด้ามดาบคาตานะคู่กาย สายตาคมกริบทอดมองลงไปเบื้องล่าง พื้นดินที่เคยชุ่มฉ่ำไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสุสานไร้ป้ายหลุมศพ โครงกระดูกของม้าศึกและซากศพของทหารหาญนับพันนายกองทับถมกันอยู่ริมตลิ่ง แม่น้ำโขงสายใหญ่ที่เคยไหลเชี่ยวด้วยสีคราม บัดนี้ถูกย้อมให้กลายเป็นสีสนิมแดงฉานด้วยโลหิตของผู้คนทั้งสองฝ่าย "ท่านกำลังนับศพ หรือกำลังนับความผิดบาปของตนเองกันแน่ครับ ขุนศึก" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง เจ้าหญิงมณีรินทร์ก้าวเท้าเดินผ่านซากคานไม้ที่ไหม้เกรียมเข้ามาใกล้ พระพักตร์เรียบเฉยแต่แววตากลับสะท้อนความเจ็บปวดลึกซึ้งไม่แพ้กัน ฉลองพระองค์ที่เคยงดงามบัดนี้เปรอะเปื้อนฝุ่นดินและรอยเขม่าเช่นเดียวกับเหล่าทหาร ศิลายังคงไม่หันกลับไปมอง ร่างสูงใหญ่ยังคงยืนตระหง่านท้าทายความมืดมิด "ผมไม่ได้นับ... ผมแค่มองดูความจริงที่พวกเราพยายามหลบหนีมาตลอด เจ้าหญิง" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบ "ชัยชนะที่ได้มาแลกกับชีวิตผู้คนครึ่งค่อนเมือง มันคุ้มค่าจริงหรือครับ กับการได้ครอบครองแผ่นดินที่ไร้ซึ่งวิญญาณเช่นนี้" มณีรินทร์ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง สายตาของนางมองทอดไปเบื้องหน้าเช่นเดียวกับเขา "สงครามไม่เคยถามหาความคุ้มค่าหรอกครับ ขุนศึก มันถามหาแค่ว่า ใครคือผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย... และท่านก็คือผู้ชายคนนั้น ผู้ที่ต้องแบกรับซากปรักหักพังเหล่านี้ไว้บนบ่า" นางหยิบม้วนกระดาษบันทึกความเสียหายที่รวบรวมจากแม่ทัพกองต่างๆ ขึ้นมาส่งให้ "นี่คือตัวเลขล่าสุดจากกรมเสนาธิการ ทหารราบสูญเสียไปกว่าเจ็ดส่วน ประชาชนพลเรือนไร้ที่อยู่อาศัยอีกหลายหมื่นชีวิต เสบียงกรังในคลังหลวงถูกเผาทำลายจนหมดสิ้นจากแผนการถอยร่นของแม่ทัพไกรจักร... และที่สำคัญที่สุด เอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดินลุ่มน้ำทั้งหมด สูญหายไปในกองเพลิง" ศิลาหันมามองม้วนกระดาษในมือของหญิงสาว ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของแม่ทัพไกรจักร ผู้เป็นทั้งศัตรูหัวใจและฆาตกรที่พรากครอบครัวของเขาไป แม้ไกรจักรจะพ่ายแพ้และถูกคุมตัวไว้ในคุกใต้ดินรอการตัดสินโทษ แต่ร่องรอยความพินาศที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ก่อนลมหายใจสุดท้ายแห่งอำนาจจะดับลง กลับเป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันรักษาหาย "ไกรจักรมันไม่ได้แค่ทำลายกองทัพของผมครับ" ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง "มันจงใจทำลายรากเหง้าของแผ่นดินนี้ เพื่อให้ไม่เหลืออะไรให้ผมได้ปกป้อง... มันต้องการให้ผมเป็นราชาบนกองขี้เถ้าอย่างแท้จริง" "แต่มันทำไม่สำเร็จ" มณีรินทร์หันมาสบตาเขาตรงๆ แววตาของนางมีความเด็ดเดี่ยวที่สั่นคลอนหัวใจอันด้านชาของชายหนุ่มได้เสมอ "ตราบใดที่ท่านยังหายใจอยู่ และตราบใดที่ยังมีผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ศรัทธาในตัวท่าน แผ่นดินนี้ยังไม่ตายครับ ขุนศึก... สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้ ไม่ใช่การจมอยู่กับซากอดีต แต่คือการเลือกว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่บนคราบน้ำตา หรือจะปล่อยให้มันกลายเป็นดินแดนรกร้างไปตลอดกาล" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านซากปรักหักพัง ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบของคนตาย ศิลานิ่งงันไปกับคำพูดนั้น ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่เคยวิ่งเล่นในค่ายทหารของตระกูล ภาพรอยยิ้มของมารดาและน้องสาวที่ถูกเผาทำลายด้วยน้ำมือของไกรจักรผุดขึ้นมาในหัว แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยภาพของเด็กน้อยชาวบ้านที่กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้ท่ามกลางซากบ้านเรือนที่พังทลายในเวลานี้ หน้าที่... กับ การแก้แค้น เส้นแบ่งบางๆ ที่ขีดคั่นระหว่างนรกกับสวรรค์ ศิลาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นไหวในอก ก่อนจะก무ัมด้ามดาบในมือแน่นขึ้น "ผมเข้าใจแล้วครับ... พาผมไปพบไกรจักรตอนนี้" มณีรินทร์เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "ยามวิกาลเช่นนี้หรือครับ? ท่านต้องการอะไรจากนักโทษที่ใกล้จะสิ้นลมผู้นั้น" "ผมต้องการคำตอบ" ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและเด็ดขาดกว่าครั้งไหนๆ "เกี่ยวกับบันทึกโบราณที่หายไป... และความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคืนวันที่ตระกูลของผมต้องล่มสลาย ซึ่งไกรจักรมันจงใจเก็บซ่อนไว้ในห้องลับใต้ดิน ก่อนที่มันจะเผาทุกอย่างทิ้ง" ทั้งสองหันหลังให้กับหน้าผาที่มองเห็นซากเมืองเบื้องล่าง ก้าวเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินแคบๆ ที่มีคบเพลิงส่องสว่างสลัว แสงไฟสีส้มวับแวมสะท้อนกับคราบเขม่าบนเกราะเหล็กของขุนศึกศิลา เงาของพวกเขาทอดยาวไปตามผนังหินที่เต็มไปด้วยรอยร้าว ราวกับเส้นทางเดินสู่อดีตอันดำมืดที่กำลังรอการชำระสะเด็ดน้ำ เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องขังใต้ดินที่ลึกที่สุด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบโคลนคละคลุ้ง ทหารยามสองนายยืนถวายความเคารพก่อนจะดึงคานเหล็กหนาออก เสียงโซ่ตรวนกระทบกันดังสนั่นก้องกังวานในความมืด ศิลาก้าวเท้าเข้าไปในห้องขังแคบๆ ที่มีเพียงแสงเทียนริบหรี่ บนพื้นหินเย็นเฉียบ ร่างของแม่ทัพไกรจักรในสภาพสะินโซ่ตรวนทั่วร่าง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยและเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง ใบหน้าที่เคยองอาจและหยิ่งผยอง บัดนี้ซูบผอมและมีร่องรอยแห่งความพ่ายแพ้อย่างชัดเจน ไกรจักรค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยคมปลาบจับจ้องไปยังผู้มาเยือน ริมฝีปากแห้งแตกยิ้มเยาะออกมาอย่างน่าสมเพช "ในที่สุด... แกก็มาจนได้นะ เจ้าเด็กน้อยโง่เขลา" ไกรจักรหัวเราะในลำคอ เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกับพื้นหิน "แกคิดว่าแกชนะแล้วใช่ไหม ขุนศึกศิลา? แกคิดว่าการจับฉันมาขังไว้ จะทำให้แกได้ความสงบสุขกลับคืนมาอย่างนั้นหรือ?" ศิลาย่อตัวลง ให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเชลยศึก มือใหญ่เอื้อมไปจับลูกกรงเหล็กแน่นจนข้อต่องอขาว แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านเหมือนในอดีต แต่มันกลับนิ่งสนิทและลึกซึ้งราวกับก้นบึงของมหาสมุทร "ผมไม่ได้มาเพื่อฟังคำถากถางของท่านครับ ไกรจักร" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่น่าเกรงขาม "ผมมาเพื่อเอาสิ่งที่ท่านขโมยไป... ความจริงเกี่ยวกับตระกูลของผม และแผนที่ลับที่ท่านซ่อนไว้ก่อนเมืองนี้จะแตก" ไกรจักรหรี่ตามองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของอดีตแม่ทัพผู้ทะเยอทะยาน "ความจริงงั้นรึ? ฮ่าๆๆ... แกคิดว่าแกอยากรู้ความจริงจริงๆ หรือ ศิลา?" ไกรจักรโน้มตัวไปข้างหน้า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความคลุ้มคลั่ง "ความจริงก็คือ... คนที่สั่งฆ่าล้างโคตรตระกูลของแก ไม่ใช่ฉัน... แต่เป็นคนใกล้ตัวที่สุดที่แกกำลังไว้วางใจและยืนเคียงข้างอยู่ในตอนนี้ต่างหาก!" หัวใจของศิลากระตุกวูบ ลลมหายใจสะดุดกึกทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างขีดสุด ขณะที่มณีรินทร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับเงาดำปริศนาที่ปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดินมืดมิด... *** ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน คราบน้ำตา และคราบเลือดมาด้วยกันจนถึงบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%