“หากพระองค์ทรงประหารแม่ทัพนายกองฝ่ายใต้จนสิ้นตามคำทูลของขุนศึกผู้นี้... ใครเล่าจะคุมไพร่พลหมื่นนายที่ยังตรึงอยู่ริมปากน้ำ!”
เสียงตวาดกร้าวของพระยาธำรงดังก้องท้องพระโรงที่ยังคละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวควันไฟ เขาไม่ได้ก้มมองคราบเขม่าที่เปรอะเปื้อนชายผ้ายกทองของตนเองด้วยซ้ำ ปลายนิ้วเหี่ยวย่นที่สวมธำมรงค์นพเก้าชี้กราดตรงไปยังร่างสูงตระหง่านของบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องล่างบันไดแก้ว
ขุนศึกศิลาไม่ได้ขยับดาบในฝัก ทว่าฝ่ามือกร้านศึกที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรังกลับกดลงบนด้ามกระบี่ช้าๆ เสียงเสียดสีของโลหะเพียงครึ่งนิ้วทำเอาเหล่าขุนนางฝ่ายพลเรือนที่ยืนจับกลุ่มอยู่ด้านหลังพระยาธำรงสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน นัยน์ตาสีสนิมเหล็กของศิลาตวัดมองข้าราชสำนักเฒ่า ความเยียบเย็นในแววตาคู่นั้นทำให้พระยาธำรงต้องกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอโดยไม่รู้ตัว
“ไพร่พลหมื่นนายที่ท่านว่า...” ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่งดุจผิวน้ำโขงก่อนพายุคลั่ง “คือพวกเดียวกับที่หันปลายหอกเข้าหาพี่น้องตนเองเมื่อวานซืน หรือคือพวกที่แอบซ่อนเสบียงหลวงไว้ใต้ถุนเรือนท่าน ขณะที่ทหารแนวหน้าต้องเคี้ยวเปลือกไม้ประทังชีวิตกันแน่ พระยาธำรง?”
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าเกาะกุมโถงบัญชาการ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนรอยแหว่งวิ่นของเสาไม้สักทองที่ถูกสะเก็ดดินระเบิด ลมจากลำน้ำโขงที่พัดลอดหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามาไม่ได้นำพาความสดชื่น หากแต่นำเอากลิ่นซากศพของทหารจากสมรภูมิชานเมืองที่ยังเผาทำลายไม่หมดสิ้นเข้ามาตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
“พอที”
สุรเสียงหวานทว่าเด็ดขาดดังก้องลงมาจากเบื้องบนราชอาสน์
เจ้าหญิงมณีรินทร์ไม่ได้ประทับนั่งบนตั่งทองคำอย่างสุขสบาย พระหัตถ์เรียวขาวผ่องบัดนี้เปรอะเปื้อนละอองเขม่า ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีครามขลิบทองมีรอยฉีกขาดตรงชายแขนเสื้อจากการก้มลงช่วยพันแผลให้ทหารบาดเจ็บด้วยพระองค์เอง ดวงหน้ารูปไข่ที่เคยผุดผ่องซูบตอบลงเล็กน้อย ทว่าดวงเนตรคู่งามกลับทอประกายคมกล้าจนขุนนางทั้งเฒ่าหนุ่มต่างต้องหลุบสายตาลงต่ำ
พระนางทอดพระเนตรแผ่นดินเบื้องหน้า... แผ่นดินที่แลกมาด้วยชีวิตของทหารหาญนับพัน และบัดนี้ มันกำลังจะถูกรุมทึ้งด้วยปากกาและลมปากของพวกสอพลอที่เพิ่งคลานออกมาจากห้องใต้ดิน
“ท่านพระยาธำรง” มณีรินทร์ตรัสช้าๆ ทุกถ้อยคำชัดถ้อยชัดคำ “เมื่อกองทัพกบฏของไกรจักรประชิดกำแพงเวียง ข้าจำได้ว่าท่านส่งสาส์นลับขอลี้ภัยไปยังฝั่งขวา... เอกสารนั้นยังวางอยู่บนโต๊ะพระอักษรของเสด็จพ่อ ลายมือชื่อและรอยประทับชาดของตระกูลท่านยังไม่เลือนหาย หรือท่านอยากให้ข้าอ่านข้อความในนั้นให้แม่ทัพนายกองที่สละเลือดเนื้อเพื่อเมืองนี้ฟังเสียเดี๋ยวนี้?”
ใบหน้าของเสนาบดีเฒ่าถอดสี กลายเป็นขาวซีดราวกับคนตาย ริมฝีปากสั่นระริก
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า... ข้าพระพุทธเจ้าเพียงแต่... เพียงแต่หาทางหนีทีไล่เพื่อรักษาเชื้อพระวงศ์...”
“รักษาคอของท่านเองต่างหาก” มณีรินทร์ตัดบทอย่างไร้ความปรานี สายพระเนตรเบนมาสบตากับศิลา แววตาของพระนางไม่ได้มีความเคียดแค้นอย่างที่ศิลามี แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นล้ำลึกที่มองทะลุเกมกระดานอำนาจ
พระนางรู้ดีว่าสงครามด้วยคมดาบจบลงแล้ว แต่มหาสงครามที่น่ากลัวกว่า—สงครามการเมืองที่ไร้หยดเลือดแต่เดิมพันด้วยความอยู่รอดของราษฎร—เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวินาทีนี้
“ศิลา” เจ้าหญิงตรัสเรียกนามของเขาเบาๆ
ชายหนุ่มขยับกาย ก้าวขึ้นไปยืนข้างราชอาสน์หนึ่งก้าว เขารู้หน้าที่ของตนดี ในยามที่บ้านเมืองไร้องค์กษัตริย์และพระมหาอุปราชสิ้นพระชนม์ในสนามรบ มณีรินทร์คือเสาหลักต้นสุดท้าย และดาบของเขาคือสิ่งเดียวที่ค้ำจุนไม่ให้เสาต้นนี้ถูกเลื่อยล้มลง
“เจ้าเมืองฝ่ายเหนือและขุนนางที่ยังภักดีส่งม้าเร็วแจ้งข่าวมาแล้ว พรุ่งนี้รุ่งสาง กองเกวียนเสบียงและกำลังหนุนจะเข้าสู่ประตูเวียง” ศิลารายงานเสียงดังฟังชัด ทุุุกสายตาในท้องพระโรงจับจ้องมาที่เขาด้วยความหวาดหวั่นปนยำเกรง “ส่วนผู้ใดที่คิดแปรพักตร์หรือหวังใช้ความสับสนนี้ช่วงชิงคลังหลวง... ข้าได้สั่งให้กองทหารม้าลาดตระเวนปิดล้อมจวนทุกหลังไว้หมดแล้ว”
คำว่า ‘ปิดล้อม’ ดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเหล่าขุนนางหน้าเนื้อใจเสือ พวกเขาตระหนักได้ในทันทีว่า ขุนศึกหนุ่มผู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาบที่ไร้สมอง แต่เขาวางหมากคุ้มกันบัลลังก์ของเจ้าหญิงไว้อย่างรัดกุมตั้งแต่เสียงปืนใหญ่แตกดับลง
“พวกท่านทั้งหลายจงฟังให้ดี” มณีรินทร์ทรงลุกขึ้นยืน ร่างระหงทอดเงาทอดยาวลงบนพื้นหินอ่อน “ข้าจะไม่ประหารผู้ใดเพื่อล้างแค้นส่วนตัว บาปกรรมและความตายในสงครามครั้งนี้มีมากเกินพอแล้ว แต่... แผ่นดินนี้จะไม่ถูกปกครองด้วยความขลาดเขลาและการทรยศอีกต่อไป ผู้ใดต้องการคงบรรดาศักดิ์ จงนำข้าวในยุ้งฉางของตนออกมาแจกจ่ายให้ราษฎรที่บ้านเรือนถูกเผา ผู้ใดขัดขืน ข้าจะถือว่าผู้นั้นยังมีใจฝักใฝ่ต่อกบฏไกรจักร และจะถูกริบราชบาทว์ขับไล่ออกจากแผ่นดินล้านช้างทันที!”
ไม่มีเสียงคัดค้านแม้แต่เสียงเดียว ความเด็ดเดี่ยวทางจริยธรรมและปัญญาของมณีรินทร์บวกกับอำนาจทางทหารอันไร้เทียมทานของศิลา บดขยี้แผนการก่อหวอดของเหล่าขุนนางเฒ่าจนแหลกละเอียด เหล่าเสนาอำมาตย์ต่างค่อยๆ ทรุดกายลงกราบแทบพื้น ทยอยขานรับพระบัญชาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
เมื่อท้องพระโรงว่างเว้นจากกลุ่มคน ความเงียบสงัดก็ทิ้งตัวลงมาอีกครั้ง เหลือเพียงขุนศึกและเจ้าหญิงเคียงข้างกันท่ามกลางซากปรักหักพังแห่งชัยชนะ
มณีรินทร์ทรงผ่อนลมหายใจยาว พระอังสาบอบบางลู่ลงเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานหลายราตรี พระนางหันมามองชายหนุ่มผู้ยืนเป็นเงาคอยปกป้องพระนางเสมอมา
“หากไม่มีท่าน... ข้าคงไม่อาจยืนหยัดอยู่ตรงนี้ได้ ศิลา” พระสุรเสียงสั่นไหวเล็กน้อย ละทิ้งคราบของผู้นำแผ่นดิน เหลือเพียงสตรีผู้แบกรับความสูญเสีย
“พระองค์ทรงทำได้ดีกว่าที่ข้าคิดไว้มาก พระเจ้าค่ะ” ศิลาตอบ นัยน์ตาที่เคยดุดันผ่อนคลายลง ความเจ็บปวดในอดีตเรื่องการล่มสลายของตระกูลตนยังคงเป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันหาย ทว่าการได้เห็นมณีรินทร์ก้าวขึ้นมาเป็นแสงสว่างให้แก่แผ่นดิน กลับช่วยปลอบประโลมเพลิงแค้นในใจเขาให้สงบลงทีละน้อย “พวกมันยอมสยบ... อย่างน้อยก็ชั่วคราว”
“แต่มันยังไม่จบใช่หรือไม่?” มณีรินทร์สบตากับเขา “ร่างของไกรจักรยังหาไม่พบ ทหารของเราค้นทั่วคุ้งน้ำโขง พบเพียงม้าศึกและเกราะทองของมันที่เปื้อนเลือด... คนเช่นนั้น ไม่ยอมตายง่ายๆ แน่”
ศิลาพยักหน้าช้าๆ ความสังหรณ์ใจอันดำมืดเกาะกุมจิตใจของเขา ไกรจักรคือจอมมารผู้บงการทำลายล้างตระกูลของเขา และเป็นผู้จุดชนวนสงครามครั้งนี้ การที่ยังไม่เห็นซากศพของมัน เปรียบเสมือนลิ่มพิษที่ยังฝังคาอก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าซอยถี่และหนักหน่วงดังสะท้อนมาจากระเบียงด้านนอก!
นายทหารรักษาพระองค์ร่างโชกเลือดพุ่งตัวผ่านธรณีประตูเข้ามา เขาทรุดลงคุกเข่าต่อหน้าทั้งสอง ลมหายใจหอบเหนื่อยรุนแรงจนแทบพูดไม่เป็นภาษา
“ขะ... ขุนศึกขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
ศิลาปราดเข้าไปจับบ่านายทหารผู้นั้นทันที “มีกองกำลังตีตลบหลังหรือ? ฝ่ายไหน!”
“มิใช่ขอรับ...” นายทหารกลืนน้ำลายพร้อมกับยื่นม้วนกระดาษหนังเปื้อนคราบโคลนและรอยเลือดสดๆ ส่งให้ศิลาด้วยมือที่สั่นเทา “พวกเราค้นพบห้องลับใต้ฐานทัพบัญชาการเดิมของไกรจักร... ในนั้นมีหีบเหล็กของราชสำนัก และสาส์นลับฉบับนี้... มันถูกเขียนขึ้นเมื่อสิบปีก่อน”
ศิลาคลี่ม้วนกระดาษออกอ่าน สายตาของยอดนักรบกวาดมองข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ร่างกายที่ผ่านศึกนับร้อยกลับแข็งทื่อราวกับถูกสาป เลือดในกายเย็นเฉียบลงในพริบตา
ตราประทับสีชาดที่มุมล่างของสาส์นสั่งประหารล้างตระกูลของศิลา... ไม่ใช่ตราของไกรจักร
มันคือตราประจำพระองค์ของ ‘อดีตองค์เหนือหัว’... พระบิดาแท้ๆ ของเจ้าหญิงมณีรินทร์!
มณีรินทร์สังเกตเห็นสีหน้าของศิลาที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน พระนางก้าวเข้าไปหาด้วยความห่วงใย “ศิลา... มีสิ่งใดในนั้นหรือ?”
ศิลาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าหญิง แววตาอบอุ่นจงรักภักดีที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าอันเย็นเยียบและรอยร้าวลึกที่ไม่มีสิ่งใดในปฐพีจะสมานได้อีกต่อไป มือของเขากำม้วนกระดาษแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ขณะที่นิ้วหัวแม่มืออีกข้างเลื่อนไปสัมผัสกะบังดาบที่เอวอย่างช้าๆ...
***
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้ และโปรดเตรียมใจรับมรสุมครั้งสุดท้ายในตอนต่อไปนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 47
การเมืองหลังชัยชนะ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!