รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 48

วางดาบเพื่อถือคันไถ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
เสียงโลหะหนักอึ้งกระทบลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันดัง *กริ้ง* สะท้อนก้องไปทั่วท้องท้องพระโรงกว้างใหญ่ ตราตั้งแม่ทัพใหญ่แห่งลุ่มน้ำโขงประดับหยกแท้ ซึ่งผ่านเลือดเนื้อและหยาดน้ำตามานับไม่ถ้วน กลิ้งหล่นมาหยุดอยู่แทบเท้าขององค์เหนือหัว ภาพนั้นทำให้เหล่าเสนาอำมาตย์ถึงกับพากันกลั้นหายใจ เสียงกระซิบกระซาบเงียบลงในฉับพลัน ราวกับว่าออกซิเจนในห้องโถงถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ขุนศึกศิลาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ แผ่นหลังกว้างที่เคยแบกรับความเป็นความตายของไพร่พลนับหมื่นในมหาศึกคราวก่อน บัดนี้เหยียดตรงอย่างสง่างาม ทว่าไร้ซึ่งเกราะเหล็กกล้าห่อหุ้ม เขาสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีดิบเรียบง่าย ผิดแปลกจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ต่างสวมอาภรณ์ปักดิ้นทองแพรพรรณระยับตา "เจ้า... ว่าอย่างไรนะ, ศิลา?" พระสุสานขององค์เหนือหัวสั่นเครือเล็กน้อย เจือด้วยความตกพระทัยและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่สดับรับฟัง "ตำแหน่งสมุหพระكاتมาธิบดี บำเหน็จความชอบจากสงครามครั้งนี้ เจ้าคู่ควรยิ่งกว่าผู้ใด ใยจึงปฏิเสธสิ่งที่เราประทานให้อย่างไม่ไยดีเล่า?" ศิลานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาคมกริบที่ผ่านการผ่านตายมาโชกโชนทอดมองลงไปยังพื้นหิน เย็นเยียบแต่สงบสุขุม เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์อย่างไม่เกรงกลัวความผิด ชั่วขณะนั้น ร่องรอยแผลเป็นข้างขมับซ้ายเต้นตุบตามจังหวะชีพจร มันคือเครื่องเตือนใจถึงวันที่ตระกูลของเขาต้องมอดไหม้ลงในกองเพลิงแห่งความทะเยอทะยานของผู้คนในสถานที่แห่งนี้ "ข้าพระพุทธเจ้า... กราบทูลลาออกจากราชioรทุกตำแหน่งพ่ะย่ะค่ะ" สุ้มเสียงของศิลานุ่มลึก ทว่าเด็ดเดี่ยวและก้องกังวาน "ความชอบอันใดที่พระองค์ตรัสถึง ล้วนแลกมาด้วยชีวิตของพี่น้องทหารกล้าที่นอนตายเกลื่อนกลอดอยู่ริมฝั่งโขง เลือดของพวกเขาไม่ได้หลั่งรินเพื่อให้ข้าพระพุทธเจ้าก้าวขึ้นมานั่งเสวยสุขบนกองเงินกองทองในราชสำนัก" แม่ทัพไกรจักร ซึ่งยืนอยู่เบื้องขวาในชุดขุนศึกเต็มยศ สันกรามกระตุกเกร็ง ดวงตาคมปลาบหรี่แคบลงด้วยความริษยาและระแวงแค้น เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าวประสานมือทูลด้วยน้ำเสียงเจือแววเยาะหยัน "บังAญยิ่งนัก, ศิลา! บ้านเมืองเพิ่งสงบ ศัตรูคุกคามยังไม่สิ้นซาก เจ้าในฐานะแม่ทัพผู้กุมกำลังพล กลับเลือกที่จะทิ้งดาบหนีราชกิจเช่นนี้ หรือเกียรติยศและอำนาจที่เจ้าไขว่คว้ามาตลอด มันเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเพื่อซ่อนความขลาดเขลาไว้เบื้องหลัง?" ศิลาไม่ได้หันไปมองหน้าไกรจักรทันที เขายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นดั่งสายน้ำลึก ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ตอกกลับคำกล่าวหาอันตึงเครียดนั้น ก่อนจะค่อยๆ หันไปสบตาคู่ปรับตลอดกาลช้าๆ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่มีความขบขันอยู่เลยแม้แต่น้อย "ท่านแม่ทัพไกรจักร... ท่านยังคงหลงใหลในอำนาจและการฆ่าฟันไม่เสื่อมคลาย" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดคุยถึงดินฟ้าอากาศ "ท่านคิดว่าอำนาจคือจุดสูงสุดของชีวิต แต่นั่นเป็นเพราะท่านไม่เคยลิ้มรสชาติของการสูญเสียทุกสิ่งจนไม่เหลืออะไรให้ปกป้องต่างหาก ดาบในมือของข้า... ข้าได้ใช้มันปกป้องแผ่นดินจนหมดหน้าที่ของมันแล้ว ถึงเวลาที่ข้าควรคืนมันให้กับแผ่นดิน และคืนชีวิตของข้าให้แก่ธรรมชาติ" "สามหอง!" ไกรจักรคำรามในลำคอ ขยับมือเข้าหาด้ามดาบข้างกายโดยสัญชาตญาณ หากแต่ข้าราชบริพารรอบข้างต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว "พอเถอะ, ไกรจักร" สุ้มเสียงทรงอำนาจตรัสห้ามปราม องค์เหนือหัวทอดพระเนตรศิลานานนิ่ง ราวกับกำลังพยายามอ่านความคิดของชายหนุ่มผู้ยากจะหยั่งถึง แววตาของพระองค์ฉายความเสียดายอย่างสุดซึ้ง "ศิลา... เจ้าแน่ใจแล้วหรือ? ออกไปจากที่นี่ เจ้าจะไม่มีเบี้ยหวัด ไม่มีทหารคอยอารักขา ไม่มีเกียรติยศใดๆ หลงเหลือให้ผู้คนกราบไหว้ ชีวิตสามัญชนคนธรรมดา... มันเหนื่อยยากและโดดเดี่ยว เจ้าทนได้แน่หรือ?" ศิลาโคล้งศีรษะลงต่ำอีกครั้ง "ข้าพระพุทธเจ้าผ่านมาหมดแล้วทั้งความตายและความรุ่งโรจน์พ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่ข้าโหยหาที่สุดในยามนี้ มิใช่เสียงสรรเสริญเยินยอ หากแต่เป็นเสียงของสายลมที่พัดผ่านรวงข้าวในยามเช้า และผืนแผ่นดินที่ไร้ควันไฟจากสงคราม ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลลา" เมื่อกล่าวจบ ศิลาไม่รอให้มีพระราชดำรัสใดๆ เพิ่มเติม เขาหันหลังให้แก่ท้องพระโรงอันโอ่อ่าและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการแก่งแย่งชิงดี ย่างก้าวแต่ละก้าวของเขาหนักแน่น มั่นคง และทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังอย่างไม่ลังเล ... ณ ชานเรือนไม้สักทองริมฝั่งแม่น้ำโขง สายน้ำกว้างใหญ่ไหลเอื่อยสะท้อนประกายแดดอัสดงเป็นสีทองระยิบระยับ กลิ่นหอมจางๆ ของดินชื้นและต้นข้าวปะทะเข้ากับผิวกาย ศิลากำลังก้มลงใช้สองมือจับคันไถไม้เก่าๆ ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน ด้านหน้ามีโคกระบือสีดำตัวใหญ่มองเขาด้วยแววตาซื่อสัตย์ การไถนาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอดีตแม่ทัพผู้เคยถือดาบสังหารคนมานับไม่ถ้วน ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากด้ามดาบ บัดนี้พุพองและมีรอยถลอกจากการกำด้ามคันไถไม้ แต่ทว่า... มันกลับเป็นความเจ็บปวดที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่จริงๆ "มือของท่าน... ไม่เหมาะกับรอยแผลพวกนี้เลยนะ, ศิลา" เสียงหวานใสคุ้นเคยดังขึ้นจากทางบันไดบ้าน ขุนศึกหนุ่มหยุดชะงัก เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง เจ้าหญิงมณีรินทร์ก้าวเท้าลงมาบนพื้นดิน โดยมีบ่าวไพร่คอยถือตะกร้าพืชผักตามหลัง นางสวมชุดผ้าซิ่นพื้นเมืองเรียบง่าย รอยยิ้มละมุนบนใบหน้านวลปราศจากเครื่องประดับใดๆ ช่างงดงามตราตรึงใจยิ่งกว่าอาภรณ์ของราชสำนัก ศิลาวางคันไถลง ใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อที่ผาก พลางแย้มยิ้มออกมาช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่มีใครเคยเห็นตลอดหลายปีที่ผ่านมา "แต่มันเหมาะกับผืนดินมากกว่าด้ามดาบเป็นไหนๆ นะ, มณีรินทร์" เขาเอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล "เจ้ามาทำอะไรที่นี่? แดดร่มลมตกเช่นนี้ ควรจะพักผ่อนอยู่บนเรือนเสียมากกว่า" มณีรินทร์เดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าลอยมาแตะจมูก นางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมากดซับเหงื่อบนหน้าผากให้เขาอย่างอ่อนโยน ดวงตากลมโตมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม "ข้าเป็นห่วงท่าน กลัวว่าอดีตจะตามมาหลอกหลอนท่านในยามค่ำคืน... ท่านไม่เสียดายเลยหรือ กับอำนาจและเกียรติยศที่สละทิ้งไป?" ศิลาจับมือเรียอบางของนางไว้แน่นสัมผัสอุ่นซ่านส่งผ่านถึงกัน "อำนาจทำให้เราได้ครอบครองแผ่นดิน แต่มันไม่เคยทำให้เรามีความสุข... สิ่งที่ข้าต้องการ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่มีเพียงเท่านี้" ทั้งสองยืนเคียงคู่กัน มองทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า ท้องฟ้าสีส้มอมแดงค่อยๆ ถูกความมืดของราตรีเข้าปกคลุม สายน้ำโขงยังคงไหลรินไปไม่หวนกลับ บรรยากาศรอบกายเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม ทว่า... ความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยฝีเท้าม้าจำนวนมากที่ควบทะยานเข้ามาใกล้เรือนพักอย่างรวดเร็ว เสียงกีบม้ากระทบพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นตลบอบอวลขึ้นท้องฟ้าในยามวิกาล ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาปล่อยมือจากนางมณีรินทร์อย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันกลับไปมองยังเส้นทางเข้าสู่ไร่นา เงาร่างของชายผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ควบม้ามาหยุดนิ่งอยู่หน้าลานบ้าน แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ดเผยให้เห็นรอยแผลเป็นลึกที่มุมปาก และดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความอาฆาตมาดร้ายที่เขาจำได้ไม่มีวันลืม "ยินดีด้วยที่ได้กลับมาใช้ชีวิตสามัญชนนะ, ท่านแม่ทัพศิลา" เสียงแหบพร่าเอ่ยทักขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน "แต่เกรงว่า... ประวัติศาสตร์ที่ท่านพยายามจะลืม มันยังไม่อนุญาตให้ท่านจบลงง่ายเพียงนี้หรอก" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาจนถึงบทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%