รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 44

คมดาบแห่งความยุติธรรม

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"เหล็กกล้าที่ผ่านการลับด้วยน้ำตา... ย่อมคมกริบพอที่จะตัดขั้วหัวใจของผู้ทรยศได้เสมอ เจ้าว่าจริงไหม, ขุนศิลา" เสียงทุ้มต่ำของแม่ทัพไกรจักรดังลอดผ่านม่านหมอกบางเบายามสนธยา บริเวณลานหินผาชันเหนือลำน้ำโขง สายน้ำเบื้องล่างไหลเชี่ยวกรากส่งเสียงคำรามกึกก้องราวกับเสียงร้องคำรามของอสูรกาย มันคือสถานที่ที่ถูกเลือกให้เป็นลานประลองชะตากรรม—ไม่มีกองทัพหนุนหลัง ไม่มีกลอุบายซับซ้อน มีเพียงคมดาบสองเล่ม และความแค้นที่สะสมมานานนับแรมปี ขุนศึกศิลายืนนิ่งสงบ ด้ามดาบในมือถูกกำชับแน่นจนข้อนิ้วปรากฏสีขาวซีด ดวงตาคมกริบคู่นั้นมิได้ฉายแววแห่งความโกรธเกรี้ยวอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม มันกลับว่างเปล่า เยือกเย็น และลึกซึ้งดั่งหุบเหวไร้ก้นบึ้ง ภาพจำของกองเพลิงที่เผาผลาญเรือนร่างของบิดามารดาในอดีตผุดวาบขึ้นมาในสมอง แต่มันถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มอันสุขุมของเจ้าหญิงมณีรินทร์ที่เคยกระซิบเตือนสติเขาไว้ก่อนออกศึก *“ท่านศิลา... จงใช้ดาบเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แผ่นดิน มิใช่เพื่อเป็นทาสของความแค้น”* "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อชำระความแค้นส่วนตัว, ไกรจักร" ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังพอที่จะสะกดเสียงคำรามของสายน้ำเบื้องล่างให้เงียบลงได้ "ข้ามาเพื่อปิดฉากวงจรอุบาทว์ที่เจ้าเป็นคนเริ่มต้น... ผู้ที่เหยียบย่ำชีวิตผู้บริสุทธิ์เพื่ออำนาจ สมควรได้รับการพิพากษาจากแผ่นดิน" แม่ทัพไกรจักรหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองคู่ต่อสู้หัวจรดเท้า รอยแผลเป็นที่พาดผ่านแก้มขวาของเขากระตุกไหวตามแรงยิ้มเยาะ "ความยุติธรรมงั้นรึ? เจ้าเด็กน้อย... ในโลกที่เลือดเนื้อคือหมึกพิมพ์ประวัติศาสตร์ มีเพียงผู้ชนะเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนดความจริง ประวัติศาสตร์จะจารึกว่าข้าคือผู้รวบรวมแผ่นดิน ส่วนเจ้า... ก็เป็นเพียงกบฏที่ถูกลืมเลือนบนหน้ากระดาษที่ฉีกขาด" สิ้นคำพูด ร่างทั้งสองก็พุ่งเข้าหากันดั่งสายฟ้าแลบ! *เคร้ง!* ประกายไฟสีส้มวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมัวของบรรยากาศยามเย็น แรงปะทะจากการตวัดดาบครั้งแรกทำให้พื้นหินแกรนิตใต้ฝ่าเท้าแตกร้าว ไกรจักรอาศัยพละกำลังที่เหนือกว่าและประสบการณ์สนามรบที่โชกโชนเป็นฝ่ายกดดัน เขารัวดาบเข้าใส่เป็นชุดอย่างไร้ความปรานี ทุกท่วงท่าเปี่ยมด้วยสัญชาตญาณของนักฆ่าและแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชน ศิลาก้าวถอยหลังทีละก้าวอย่างใจเย็น ดวงตาจับจ้องทุกองศาการเคลื่อนไหวของคมดาบศัตรู เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนรุ่มและความกระวนกระวายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมั่นใจของไกรจักร—นั่นคือจุดอ่อนของผู้ที่กลัวความพ่ายแพ้ *แปดปีที่เจ้าเสวยสุขบนกองเงินกองทอง... เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียมันเป็นอย่างไร* ศิลาคิดในใจขณะที่เบี่ยงตัวหลบคมดาบที่เฉียดใบหูไปเพียงเส้นยาแดง จังหวะนั้นเอง ศิลาแสร้งทำเป็นเสียหลักก้าวสะดุด ไกรจักรเห็นช่องว่างจึงเหวี่ยงดาบสุดแรงเพื่อเผด็จศึกในดาบเดียว หมายจะผ่าร่างของขุนศึกหนุ่มให้ขาดเป็นสองท่อน ทว่า... นั่นคือแผนลวง! ด้วยความยืดหยุ่นและรวดเร็วที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เยาว์วัย ศิลาทิ้งน้ำหนักตัวลงต่ำ สอดตัวเข้าประชิดวงในในเสี้ยววินาทีที่ดาบของไกรจักรยังไม่ทันดึงกลับ คมดาบโบราณประจำตระกูลถูกตวัดสวนขึ้นด้วยมุมองศาที่สมบูรณ์แบบ *ฉับ!* โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นต้องแสงสนธยา ร่างของแม่ทัพไกรจักรชะงักกง คมดาบหยุดนิ่งอยู่ที่ลำคอ ห่างจากเส้นเลือดใหญ่เพียงมิลลิเมตรเดียว ลมหายใจของไกรจักรหอบกระชั้น เหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกในชีวิต "เจ้า... แพ้แล้ว, ไกรจักร" ศิลาเอ่ยกระซิบ น้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ความยินดีปรีดา มีเพียงความโล่งเบาเสมือนภูเขาที่ถูกยกออกจากอก ไกรจักรหัวเราะแหบแห้ง เลือดสดๆ ไหลรินจากบาดแผลที่หัวไหล่ลงสู่พื้นหิน "ฆ่าข้าสิ... รออะไรอยู่ล่ะ? ทำไมไม่ล้างแค้นให้พ่อแม่ของเจ้าเสียที เจ้าคนอ่อนแอ!" ศิลานิ่งงงไปชั่วขณะ ดาบในมือสั่นไหวเล็กน้อย ความโกรธแค้นที่เคยแผดเผาจิตใจพยายามร้องเรียกให้เขาลงมือปลิดชีพชายตรงหน้าเพื่อให้เรื่องราวจบลง แต่วินาทีนั้นเอง ภาพของเจ้าหญิงมณีรินทร์ รอยยิ้มของชาวบ้านที่ปลอดภัย และอนาคตของแผ่นดินที่รอการเยียวยาก็ลอยเด่นขึ้นมาในห้วงความคิด เขาไม่ใช่ฆาตกร... และเขาจะไม่ยอมลดตัวลงไปมีค่าเท่ากับคนทรยศผู้นี้ ศิลาค่อยๆ ลดดาบลง ถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง แววตาเด็ดเดี่ยวฉายชัด "การฆ่าเจ้าในตอนนี้ มันง่ายเกินไปสำหรับความผิดที่เจ้าก่อ ไกรจักร... เจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อเห็นแผ่นดินที่เจ้าเคยเหยียบย่ำ ได้รับการฟื้นฟูโดยผู้คนที่เจ้าเคยดูแคลน และเจ้าจะต้องชดใช้กรรมทั้งหมดในคุกใต้ดินแห่งลุ่มน้ำโขงจนกว่าจะสิ้นลม" ไกรจักรเบิกตากว้างด้วยความตกใจยิ่งกว่าถูกตัดหัว การให้อภัยที่มาพร้อมกับการจองจำทางจิตวิญญาณเช่นนี้ เจ็บปวดและทรมานยิ่งกว่าความตายหลายร้อยเท่า ทว่า ก่อนที่ศิลาจะได้ก้าวเข้าไปควบคุมตัวแม่ทัพผู้พ่ายแพ้ บรรยากาศรอบกายกลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ลมพายุหมุนลูกใหญ่พัดกระโชกแรงจนคบเพลิงรอบลานหินดับลงในพริบตา กลิ่นอายคาวเลือดแปลกประหลาดลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเสียงฝีเท้าของกองกำลังปริศนานับร้อยที่เคลื่อนตัวเข้ามาปิดล้อมลานหินแห่งนี้ไว้ทุกด้าน ศิลาขมวดคิ้วแน่น ตวัดดาบกลับมาตั้งรับในทันที ไกรจักรเองก็มีสีหน้าแปลกใจระคนหวาดระแวง เพราะนี่ไม่ใช่กำลังพลของฝ่ายเขาอย่างแน่นอน เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ ร่างนั้นสวมชุดเกราะทองคำสลักลวดลายโบราณที่สาบสูญไปนานนับร้อยปี และในมือถือคันธนูเหล็กกล้าที่ขึ้นสายรอไว้เรียบร้อยแล้ว ใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากโลหิต แต่ดวงตาคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่ศิลาด้วยรังสีอำมหิตที่คุ้นเคยอย่างประหลาด "เจ้าคิดว่ากำจัดไกรจักรได้แล้ว เกมนี้จะจบลงแค่นั้นจริงๆ หรือ, ขุนศึกศิลา?" เสียงแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกเอ่ยขึ้น พร้อมกับลูกศรอาบยาพิษที่พุ่งตรงเข้าหาอกขวาของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านมรสุมและหยาดเหงื่อมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%