"ท่านพ่อ! ท่านยังไม่ได้เสวยพระโอสถถ้วยนั้นใช่หรือไม่?"
เสียงของเจ้าหญิงมณีรินทร์ดังกังวานผ่านความเงียบงันของห้องบรรทมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานแปลกปลอม นางถลาเข้าไปคว้าถ้วยกระเบื้องเคลือบสีครามจากพระหัตถ์ของเจ้าหลวงที่สั่นเทา ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างเมื่อเห็นคราบผงสีขาวละเอียดติดอยู่ที่ก้นถ้วย ร่องรอยที่นางจำได้แม่นยำจากตำรายาพิษโบราณที่เคยแอบอ่านในหอสมุดหลวง
เจ้าหลวงผู้ทรงเป็นดั่งขุนเขาที่มั่นคงของแผ่นดิน บัดนี้กลับมีพระพักตร์ซูบตอบและดวงตาที่เลื่อนลอย พระองค์ทอดพระเนตรบุตรสาวด้วยสายตาที่เหมือนคนหลงทางในม่านหมอก
"มณีรินทร์... เจ้าอย่าได้ก้าวก่ายงานของแม่ทัพไกรจักร ไกรจักรเขารู้ดีว่าอะไรควรทำเพื่อบ้านเมือง" เสียงแหบพร่าของท่านเอ่ยขึ้น แต่ทว่ากลับไม่มีความเด็ดขาดเฉกเช่นอดีต ทุกคำพูดดูเหมือนถูกสั่งการมาจากใครบางคนที่ยืนอยู่ในเงามืด
มณีรินทร์ใจหายวาบ นางถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว กลิ่นกำยานที่เคยคิดว่าหอมหวนกลับกลายเป็นกลิ่นสาบสางที่น่าสะอิดสะเอียน นางเพิ่งตระหนักในวินาทีนั้นเองว่า สิ่งที่ขุนศึกศิลาเคยเตือนไว้นั้นไม่ใช่เพียงคำครหาเพื่อหาเรื่องใส่ร้าย แต่คือความจริงที่น่าขนลุกที่สุด—พระบิดาของนางไม่ได้ทรงพระประชวรด้วยโรคภัย แต่กำลังถูก "มอมเมา" ด้วยวิชาอาคมและยาพิษชนิดสั่งตายแบบช้าๆ
"ไกรจักร... ท่านอ้างนามของบ้านเมือง เพื่อกระชากจิตวิญญาณของท่านพ่อไปแบบนี้หรือ!" นางเค้นเสียงลอดไรฟัน มือไม้สั่นเทาด้วยความโกรธแค้น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่จังหวะสม่ำเสมอดังขึ้นจากด้านนอกประตูไม้แกะสลัก ประตูบานใหญ่เปิดออกโดยไม่มีการทูลขออนุญาต ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะลงอาคมสีนิลก้าวเข้ามา กลิ่นอายของความตายและกลิ่นเหล็กแหลมคมกระจายไปทั่วห้อง แววตาของไกรจักรเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูหนาวที่มองผ่านเปลวไฟ
"เจ้าหญิง... การมาเยือนห้องบรรทมยามวิกาลเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่กุลสตรีพึงกระทำ" ไกรจักรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ เขากวาดสายตามองถ้วยยาที่ร่วงหล่นลงบนพื้นพรมราคาแพง "ยาถ้วยนั้น... เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เจ้าหลวงยังทรงมีสติอยู่ได้ หากขาดไป ผู้นำที่ท่านรักอาจจะขาดใจตายได้ในชั่วข้ามคืน ท่านแน่ใจหรือว่าอยากเป็นคนที่ทำให้พระบิดาต้องดับสูญด้วยมือของตัวเอง?"
มณีรินทร์ยืนตัวแข็งทื่อ คำพูดของไกรจักรเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มัดร่างนางไว้แน่น หากนางโวยวายออกไป ความตายของเจ้าหลวงจะกลายเป็นความผิดของนางทันที แต่ถ้าหากนางยอมจำนน ความล่มสลายของแผ่นดินที่นางรักก็จะกลายเป็นจริงในมือของชายโฉดผู้นี้
"ท่านบังคับให้ท่านพ่อเซ็นชื่อในฎีกาจัดสรรกำลังพลชายแดน เพื่อให้กองทัพของท่านเคลื่อนเข้ายึดลำน้ำโขงโดยไร้ผู้ขัดขวาง... นี่หรือคือความจงรักภักดีที่ท่านพร่ำบอก?" นางสวนกลับพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่ทัพผู้ทรยศ
ไกรจักรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "ประวัติศาสตร์ไม่ได้จดจำว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลว แต่มันจดจำว่าใครคือผู้เหลือรอดต่างหาก เจ้าหญิง... ท่านยังเด็กนักเกินกว่าจะเข้าใจว่าบัลลังก์นี้เปราะบางเพียงใด เมื่อข้าก้าวออกไปจากห้องนี้ เจ้าจะกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไร้ค่าในกระดานของข้า"
เขาก้าวเดินผ่านตัวนางไปช้าๆ ก่อนจะหยุดและกระซิบข้างหู "ศิลาที่ท่านเฝ้ารอคอยจะมาช่วยนั้น บัดนี้เขากำลังถูกล่าอยู่ที่หน้าผาหินดำ อย่าหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในคืนที่ไร้แสงจันทร์นี้เลย"
มณีรินทร์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า ในขณะที่นางกำลังจะหันกลับไปคว้ากริชที่ซ่อนไว้ใต้ผ้ารัดเอว ประตูห้องลับด้านหลังม่านพระสุวรรณกลดก็ค่อยๆ แง้มออก ร่างของชายผู้หนึ่งที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีก้าวออกมาพร้อมกับรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนใบหน้า... เขาไม่ใช่ศิลา แต่เป็นองครักษ์ประจำพระองค์ที่นางไว้ใจที่สุด!
"เจ้าหญิง... ท่านแม่ทัพพูดถูกแล้ว เรื่องทั้งหมดที่ท่านสงสัย มันสายเกินไปกว่าที่จะแก้ไข" องครักษ์ผู้นั้นหยิบมีดสั้นขึ้นมาจ่อที่ลำคอของนางเองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันไปทางประตูแล้วคุกเข่าลง "ท่านไกรจักร... ทุกอย่างพร้อมแล้ว ข้าได้ลอบสังหารคนของศิลาที่แอบเข้ามาในวังเรียบร้อย"
มณีรินทร์เบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของขุนศึกศิลาถูกลากเข้ามาในห้องโดยทหารนับสิบ ร่างของเขาโซซัดโซเซจากพิษบาดแผล ทันทีที่ศิลาเงยหน้าขึ้นมาสบตานาง เขาก็ฉีกยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนแรง... ก่อนจะพ่นเลือดสีแดงฉานออกมาเต็มพื้นห้อง!
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 10
รอยร้าวในราชสำนัก
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!