“อย่าได้เผลอเชียวล่ะศิลา... กลิ่นกำยานในวังหลวงนี้ มิได้มีไว้เพื่อความรื่นรมย์ แต่มันมีไว้เพื่อกลบกลิ่นคาวเลือดที่เจ้าอาจจะได้กลิ่นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า”
น้ำเสียงกระซิบแผ่วเบาของเจ้าหญิงมณีรินทร์ผ่านรอยพัดผ้าไหมปักดิ้นทองที่นางใช้บังหน้าดั่งเครื่องประดับตกแต่ง มิได้ทำให้ขุนศึกศิลาหวั่นไหว เขายังคงประคองจอกสุราทองคำไว้ในมือด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ใบหน้าคมเข้มภายใต้หน้ากากยิ้มแย้มที่สวมทับความเกลียดชังเอาไว้จนมิดชิด สายตาของเขากวาดมองผ่านโถงพระโรงอันโอ่อ่า ตระการตาด้วยแสงเทียนนับร้อยที่สะท้อนกับเครื่องทองเหลืองจนดูคล้ายขุมนรกที่จำแลงกายมาในรูปสวรรค์
“หม่อมฉันทราบดีพระเจ้าข้า” ศิลาตอบกลับโดยไม่ขยับปากมากนัก “เป้าหมายอยู่ตรงนั้น... แม่ทัพไกรจักร”
กลางโถงใหญ่ แม่ทัพไกรจักรยืนเด่นเป็นสง่าในชุดออกศึกสลับกับเครื่องยศชั้นสูง เสียงหัวเราะดังกังวานของเขาสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของศิลา ผู้ชายคนนี้คือคนที่ลงมือปลิดชีพทุกคนที่เขารักด้วยรอยยิ้มเฉกเช่นเดียวกับที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้
“เจ้าว่าคืนนี้จะมีใครสักกี่คนที่เดินออกจากวังนี้ไปได้โดยไม่มีบาดแผลบนแผ่นหลัง?” มณีรินทร์ถามพลางวางพัดลง เผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตก
ศิลานิ่งเงียบ เขาจ้องมองไปยังโต๊ะเสวยที่ไกรจักรกำลังรินเหล้าให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มือที่ถือจอกสุราของศิลาสั่นเพียงครู่หนึ่งก่อนจะนิ่งสนิทตามนิสัยฝึกฝน “หากไม่มีคนตายในคืนนี้ แผ่นดินนี้คงไม่มีวันเปลี่ยนมือ แต่ข้ากลัวเหลือเกินว่า... เราอาจกำลังเดินเข้าสู่กับดักที่เขาวางไว้เพื่อล่อเสือออกจากถ้ำ”
“นั่นมิใช่กับดักหรอกศิลา” มณีรินทร์เอียงตัวเข้ามาใกล้ “มันคือกรงขังที่เจ้าอาสาเดินเข้าไปเอง แต่ข้าเชื่อว่าเจ้ามีกุญแจที่ไกรจักรคาดไม่ถึง”
ศิลาลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิทที่ปลอมตัวเป็นบริกรคอยรินเหล้าในแถบมุมมืด ทุกฝีก้าวของเขาคือการคำนวณ จังหวะการก้มคำนับ จังหวะการประสานสายตา ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้ไกรจักรสงสัย แต่ทว่า... สัญชาตญาณนักรบของเขากลับร่ำร้องบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ความเงียบงันที่ซ่อนอยู่ในเสียงดนตรีร่ายรำนั้นประหลาดเกินไป
เมื่อเดินเข้าใกล้โต๊ะเสวย กลิ่นสุราชั้นเลิศมิอาจกลบกลิ่นโลหะเย็นเยียบของคมดาบที่ซ่อนอยู่ใต้พรมหนาได้ ศิลาหยุดยืนต่อหน้าแม่ทัพไกรจักรที่เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการเยาะหยัน
“ขุนศึกศิลา... เจ้าดูซูบผอมไปนะ” ไกรจักรเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ามีดที่เขาใช้หั่นเนื้อวางลงบนโต๊ะด้วยเสียง ‘เคร้ง’ ที่ดังกังวานผิดปกติ “ข้าหวังว่ารสชาติสุราในคืนนี้จะไม่ทำให้เจ้าคิดถึงความตายของบรรพบุรุษเจ้ามากเกินไป”
ศิลาสูดลมหายใจลึก พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด “ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของนักรบ แม่ทัพไกรจักร แต่สำหรับท่าน... ความตายอาจเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุด เพราะท่านไม่รู้ว่ามันจะมาถึงเมื่อใดและด้วยฝีมือใคร”
บรรยากาศรอบโต๊ะเสวยเงียบลงทันที ขุนนางคนอื่นๆ ต่างหันมาจ้องมองเป็นตาเดียว ไกรจักรหัวเราะร่วน ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้จนศิลาได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ จากตัวศัตรู
“กล้าหาญดีนี่... แต่เจ้าลืมไปหรือไม่ว่าในวังนี้ ใครเป็นผู้คุมกติกาทั้งหมด”
ไกรจักรใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะสามครั้งทันที ทหารองครักษ์ที่เคยยืนห่างออกไปก็ขยับเข้ามาล้อมวงทันทีอย่างพร้อมเพรียง มณีรินทร์ที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งกำชายผ้าจนมือขาวซีด นางรู้อยู่แล้วว่านี่คือแผนลวงตาเพื่อบีบให้ศิลาเผยตัวตน แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากเงามืดด้านหลังม่านพระโรง
ศิลาไม่ได้ถอยหลัง เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของไกรจักร “กติกาทั้งหมดอาจถูกเขียนโดยผู้ชนะ แต่ผู้ที่กุมความลับของแผ่นดินนี้ไว้... มิใช่ท่าน”
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งเงินที่ดังมาจากระเบียงชั้นบนก็ขัดจังหวะทุกสรรพสิ่ง ไฟในโถงใหญ่ดับวูบลงชั่วขณะ ก่อนที่แสงจากคบเพลิงจะวูบวาบเผยให้เห็นร่างของชายชราในชุดสีดำสนิทที่ยืนตระหง่านอยู่บนบัลลังก์ แทนที่จะเป็นกษัตริย์ที่ควรจะประทับอยู่
ไกรจักรหน้าถอดสีไปในพริบตา ศิลาฉวยโอกาสนั้นกระชากมีดสั้นที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อออกมาหมายจะจ่อคอหอยศัตรู ทว่าร่างของมณีรินทร์กลับพุ่งเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์
“อย่า! ศิลา... ท่านนั่นแหละที่ถูกหลอก!”
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังที่ไม่ได้อยู่ในแผนดังขึ้นจากทุกทิศทาง ประตูโถงใหญ่ถูกปิดตายด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่ร่วงลงมาจากเพดาน ศิลาหันกลับไปมองรอบตัวด้วยความตระหนก เมื่อเขาเห็นว่าทหารทุกนายในโถงนี้... ต่างสวมหน้ากากรูปหัวกะโหลกอันเป็นสัญลักษณ์ของ 'กลุ่มเงาสังหาร' ที่ควรจะสาบสูญไปแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน
ไกรจักรยิ้มกว้างออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาก้าวถอยหลังไปรวมกับกลุ่มคนชุดดำ “เจ้ามาเพื่อล้างแค้นตระกูลตัวเองงั้นรึ? ช่างน่าขัน... เพราะคนที่จะตายในคืนนี้มิใช่ข้า แต่คือผู้ที่เจ้าพยายามจะปกป้องที่สุดต่างหาก”
สิ้นคำของไกรจักร มณีรินทร์ก็ทรุดเข่าลงกับพื้น พร้อมกับรอยเลือดที่ซึมออกมาจากหัวไหล่ของนางโดยที่ไม่มีใครเห็นว่าถูกแทงตอนไหน ศิลารีบคว้าตัวนางไว้ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเยือกเย็นเป็นความบ้าคลั่งที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า
“มณีรินทร์!”
ศิลาตะโกนเรียกก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับกองทัพหัวกะโหลกที่เริ่มชักดาบออกมาเป็นทิวแถว ในขณะที่ประตูโถงใหญ่ถูกพังลงจากภายนอกโดยกองทัพปริศนาที่ขี่ม้าเข้ามาถึงกลางโถง! ผู้นำกองทัพนั้นคือชายที่ศิลาเคยคิดว่าตายไปแล้วในสงครามครั้งก่อน... พ่อของเขาเอง!
ความลับที่ถูกฝังไว้ใต้ลำน้ำโขงกำลังถูกขุดขึ้นมาพร้อมกับเลือดที่นองพื้นวัง ในคืนที่งานเลี้ยงกลายเป็นทุ่งสังหาร ศิลาจะเลือกปกป้องผู้หญิงที่เขารัก หรือจะเลือกทวงถามความยุติธรรมจากพ่อที่หวนคืนมาพร้อมกับดาบที่หันปลายมาทางเขา
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 9
งานเลี้ยงลวงตา
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!