“หลักฐานชิ้นนี้ ท่านแม่ทัพไกรจักร... ท่านอธิบายได้หรือไม่ว่าเหตุใดตราประทับของกองทัพหลวง จึงไปปรากฏอยู่บนเอกสารลับที่ซ่องสุมกำลังพลข้ามแม่น้ำโขงในช่วงราตรีที่ผ่านมา?”
สุ้มเสียงของขุนศึกศิลากังวานก้องไปทั่วท้องพระโรงที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำค้างกระทบกระเบื้องหลังคา กลิ่นธูปกำยานที่ลอยอวลในอากาศดูจะหนักอึ้งขึ้นถนัดตาเมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังชายผู้กำลังยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์
แม่ทัพไกรจักรไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ยกยิ้มที่มุมปากอย่างเยือกเย็น นิ้วมือเรียวยาวของเขาเคาะลงบนด้ามดาบทองคำข้างกายเป็นจังหวะเชื่องช้า ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่เจ้าหญิงมณีรินทร์ที่นั่งนิ่งอยู่เบื้องพระหัตถ์ของเจ้าหลวง
“ศิลา... เจ้าเป็นถึงยอดขุนศึก เหตุใดจึงไร้เดียงสาถึงเพียงนี้” ไกรจักรเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ทว่าแฝงไปด้วยคมมีด “เอกสารปลอมที่ทำเลียนแบบตราประทับของข้า ใครก็ตามที่มีเงินและไพร่พลมากพอ ก็สามารถจ้างวานช่างฝีมือในตลาดมืดจัดทำขึ้นได้ เจ้าเอาสิ่งนี้มาปรักปรำข้าด้วยความแค้นส่วนตัว หรือด้วยความโง่เขลากันแน่?”
เจ้าหญิงมณีรินทร์ผุดลุกขึ้น ทรงก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มสะบัดพริ้วตามจังหวะการเดิน แววตาของพระนางทรงพลังและแน่วแน่กว่าขุนศึกชายใดในที่นี้
“หากเป็นเอกสารปลอม แล้วเหตุใดขบวนเกวียนเสบียงที่ติดตรานั้น ถึงได้ไปจอดสนิทรอคอยการขนถ่ายที่ช่องเขาขาดในยามเที่ยงคืนเล่า ท่านแม่ทัพไกรจักร?” เจ้าหญิงตรัสถาม พลางขยับพัดในมือเบาๆ “หรือท่านจะบอกว่า ขบวนเสบียงของกองทัพหลวง เดินทางไปเที่ยวชมจันทร์ในที่ทุรกันดารเช่นนั้นโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแม่ทัพผู้คุมกองพัน?”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ศิลาสังเกตเห็นกล้ามเนื้อกรามของไกรจักรขบกันแน่นขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ทว่าเขาก็ยังรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้อย่างน่าประหลาดใจ นี่คือสิ่งที่ศิลาหวาดกลัวที่สุด... ความใจเย็นของคนที่กุมความลับไว้มหาศาล
“เจ้าหญิง... กระหม่อมได้รับรายงานว่ามีโจรป่าอาละวาดหนัก จึงส่งกองกำลังไปลาดตระเวนเพื่อคุ้มกันเส้นทางลำเลียง มิใช่เพื่อการขนถ่ายสิ่งผิดกฎหมายอย่างที่ท่านขุนศึกศิลาปรักปรำ” ไกรจักรค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการแสดงความเคารพที่ดูเสแสร้งที่สุดเท่าที่ศิลาเคยพบมา “หากการกระทำของกระหม่อมทำให้พระองค์ทรงระแวง กระหม่อมขอน้อมรับคำตำหนิ แต่ขอให้ทรงไตร่ตรองให้ดีเถิด ว่าคำพูดของชายที่โหยหาการแก้แค้นให้วงศ์ตระกูลที่ล่มสลายไปนานแล้วนั้น... เชื่อถือได้เพียงใด”
ศิลารู้สึกถึงความร้อนรุ่มในอก แผลเป็นที่หัวไหล่เริ่มปวดร้าว ราวกับมันกำลังเตือนสติเขาถึงคืนวันที่ตระกูลของเขาถูกกวาดล้างด้วยข้อหา 'กบฏ' ที่ไกรจักรเป็นคนวางแผน เขาขยับกายเข้าไปใกล้ไกรจักรจนได้กลิ่นสนิมเหล็กจางๆ จากตัวอีกฝ่าย
“การล่มสลายของตระกูลข้า หรือความมั่นคงของแผ่นดินแม่น้ำโขง... สิ่งใดกันแน่ที่ท่านให้ความสำคัญมากกว่ากัน ท่านแม่ทัพ?” ศิลาลดเสียงลงให้ได้ยินเพียงสองคน “ข้าไม่ได้มาตัวเปล่า และข้าก็ไม่ได้มาเพื่อกล่าวหาท่านด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว”
ไกรจักรกระตุกยิ้ม “เจ้ายังมีอะไรอีกรึ ศิลา?”
“ข้ามีพยาน...”
ก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยชื่อพยานคนสำคัญ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารองครักษ์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูท้องพระโรง บานประตูไม้แกะสลักถูกผลักออกพร้อมกับร่างของชายผู้หนึ่งที่โซซัดโซเซเข้ามา เขาอยู่ในชุดทหารหน่วยลาดตระเวนที่ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนของแม่น้ำโขง
ชายผู้นั้นทิ้งตัวลงกราบแทบพระบาท ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท... ข้าพระพุทธเจ้า... คือหนึ่งในทหารที่ท่านแม่ทัพไกรจักรส่งไปรับเสบียงที่ช่องเขาขาดคืนนั้น...” เขาหอบหายใจรวยริน “ข้าพเจ้ามิอาจทนต่อความผิดบาปที่ต้องขนอาวุธจากต่างแดนเพื่อทำลายแผ่นดินเกิดได้อีกต่อไป... ข้าพเจ้ามีตราประทับจริง... และบันทึกบัญชีรายชื่อคนในกองทัพที่รับเงินจากศัตรู... อยู่ที่นี่พะยะค่ะ!”
ไกรจักรหันขวับไปมองทหารคนนั้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากความนิ่งเฉยเป็นความอำมหิตที่ปิดไม่มิด ศิลาเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะ แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ทหารองครักษ์ที่ยืนเฝ้าประตูอยู่สองนาย กลับชักดาบออกมา แต่เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ไกรจักร... พวกเขาพุ่งตรงเข้าใส่พยานคนนั้นก่อนที่ใครจะทันได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ!
คมดาบวาววับสะบัดผ่านลำคอของพยานผู้กุมความลับในพริบตา เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปื้อนพื้นหินอ่อน ศิลาคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล พุ่งเข้ากระชากคอเสื้อทหารองครักษ์ทั้งสองอย่างรวดเร็ว แต่ไกรจักรกลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“เห็นหรือไม่ศิลา! แม้แต่คนของเจ้ายังลอบสังหารพยานตัวเองเพื่อปิดปาก... แผนการของเจ้าช่างตื้นเขินนัก!”
ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้น ศิลามองเห็นแววตาที่สั่นไหวของเจ้าหญิงมณีรินทร์ และในวินาทีนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของทหารกลุ่มใหญ่ที่กำลังล้อมห้องโถงนี้ไว้ทั้งหมด... ไม่ใช่ทหารหลวง แต่เป็นทหารในสังกัดของไกรจักรที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับธนูที่เล็งตรงมาที่พระพักตร์ของเจ้าหลวงและเจ้าหญิง
ไกรจักรชักดาบของตนออกมา ชี้ปลายคมดาบไปที่ลำคอของศิลา
“ความจริงอาจจะสำคัญ... แต่ผู้ที่ถือดาบอยู่ในมือในเวลานี้ต่างหาก คือผู้ที่กำลังจะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแม่น้ำโขง... และเจ้าศิลา เจ้าจะเป็นคนแรกที่ต้องตายในบันทึกฉบับนี้”
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 11
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!