คมกริชจ่อชิดหลอดลมจนผิวเนื้อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของเหล็กกล้า ทว่าความเย็นของคมมีดยังเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวยะเยือกที่กัดกินขั้วหัวใจของขุนศึกศิลา ในเสี้ยววินาทีนั้น โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน
ร่างชราที่สำลักน้ำและนอนหายใจรวยรินอยู่เบื้องหน้า มิใช่บิดาบังเกิดเกล้าผู้ให้กำเนิด หากแต่เป็นเพียงโครงกระดูกและเศษผ้าที่ถูกร่ายเวทมนตร์แห่งความลวงตาให้มีรูปลักษณ์และเสียงครางระโหยโรยแรง เพื่อหลอกล่อให้ยอดนักรบผู้เยือกเย็นก้าวเข้าสู่ "ทุ่งสังหาร" แห่งนี้อย่างเต็มใจ
กลอุบายนี้เหี้ยมเกรียมเกินกว่าจะจินตนาการ
ศิลาสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นคาวเลือด ควันไฟ และดินปืนโชยคละคลุ้งมาตามกระแสลมหนาวจากลำน้ำโขง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบกายด้วยสัญชาตญาณดิบของนักรบผู้ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน แสงคบเพลิงนับพันดวงสว่างวาบขึ้นราวกับหิ่งห้อยมรณะ ล้อมรอบทุ่งโล่งกว้างแห่งนี้ไว้ทุกด้าน เงาร่างของทหารนับหมื่นนายภายใต้ธงศึกสีดำสนิทขยับเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
"ยินดีต้อนรับสู่หลุมศพของเจ้า ขุนศึกศิลา"
เสียงทุ้มต่ำกังวานก้องกังสดาลสะท้อนมาจากเบื้องบนเนินดินสูง แม่ทัพไกรจักรปรากฏกายขึ้นบนหลังอาชาสีหมอกนิลกาฬ ร่างกายสวมเกราะเหล็กกล้าประดับลวดลายเสือโคร่งทะยานศึก มือขวาถือทวนยาวด้ามทองเหลือง ปลายทวนหยดหยาดเลือดสดๆ ที่เพิ่งสังหารพลทหารฝ่ายตรงข้าม ดวงตาของแม่ทัพผู้ทะเยอทะยานคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและกระหายเลือด
ศิลากัดกรามแน่นจนสันกรามปูดนูน เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกหลอกใช้ปะทุขึ้นในอกราวกับลาวาเดือดพล่าน แต่ภายใต้ใบหน้าที่อาบหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้า เขากลับหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อดึงสติอันเยือกเย็นกลับคืนมา นัคราและดวงวิญญาณของบรรพบุรุษไม่ได้สอนให้เขาพ่ายแพ้ต่ออารมณ์ชั่ววูบ
"เจ้าใช้มารยาชั้นต่ำ ขุดศพคนตายมาล้อเล่นกับความรู้สึกของข้า ไกรจักร... สมกับเป็นผู้ไร้ซึ่งเกียรติยศแห่งนักรบจริงๆ" ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนิทแต่น่าเกรงขาม ก้องกังวานฝ่าสายลมหนาวไปถึงเบื้องหน้า
ไกรจักรหัวรawลั่น สำเนียงหัวเราะเยาะเย้ยบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของทหารรอบด้าน
"เกียรติยศงั้นหรือ? มีแต่คนโง่เท่านั้นที่เอาเกียรติยศไปแลกกับชัยชนะ ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่มีใครจดจำคนแพ้ที่มีเกียรติหรอก ศิลา มีแต่ผู้ชนะที่จะเป็นคนเขียนทุกสิ่ง... และวันนี้ ข้าจะเป็นผู้เขียนจุดจบของตระกูลเจ้าด้วยมือของข้าเอง!"
สิ้นคำประกาศิตของไกรจักร กลองศึกนับร้อยใบก็ถูกตีขึ้นพร้อมกัน เสียง "ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม!" ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของอสูรกาย ดึงเอาขวัญและกำลังใจของพลทหารให้ดิ่งลงเหว ทุ่งสังหารแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ พื้นที่โล่งแจ้งไร้ที่กำบัง ด้านหนึ่งติดกระแสน้ำโขงเชี่ยวกราก อีกด้านคือหน้าผาสูงชัน เป็นยุทธภูมิที่ไร้ทางหนีทีไล่
ทันใดนั้น ร่างของหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีนวลสะพายคันธนูเหล็กกล้าก็ควบม้าฝ่าวงล้อมเข้ามาเคียงข้างศิลา เจ้าหญิงมณีรินทร์ ใบหน้าของนางซีดเผือดแต่แววตากลับเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชายชาตรี นางกวาดสายตามองกองทัพนับหมื่นที่โอบล้อมเข้ามา แล้วหันมาสบตาชายหนุ่ม
"พวกมันเตรียมการมาอย่างดี ศิลา... นี่ไม่ใช่การรบ แต่นี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" เสียงของมณีรินทร์กระซิบเบาหวิวผ่านสายลม แต่มันกลับหนักแน่นพอที่จะเรียกสติของศิลาให้มองเห็นภาพรวมทั้งหมด
"เรารู้เท่าทันกลลวงช้าไปก้าวหนึ่ง..." ศิลาตอบพล M กำดาบในมือแน่นขึ้นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด "แต่บนสนามรบ ต่อให้เหลือทหารแค่คนเดียว ข้าก็จะไม่ยอมให้พวกมันเหยียบย่ำแผ่นดินนี้ตามอำเภอใจ"
มณีรินทร์พยักหน้ารับ นางดึงลูกศรออกจากแล่งขึ้นพาดสายธนู เล็งตรงไปยังแม่ทัพไกรจักรที่อยู่บนเนินสูง "ถ้าเช่นนั้น... วันนี้เราจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ในฐานะผู้ปกป้อง ไม่ใช่ผู้แก้แค้น"
คำพูดของนางเปรียบเสมือนสายน้ำเย็นที่รินรดลงบนกองไฟแห่งความแค้น ศิลาหันไปมองสตรีผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมข้างกาย แววตาของเขาอ่อนลงเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นประกายตานักรบผู้พร้อมพลีชีพ
"ระวังตัวด้วย มณีรินทร์"
"ท่านก็เช่นกัน ศิลา"
"ฆ่ามันให้หมด! อย่าให้เหลือแม้แต่รอดกลับไปบอกใคร!" ไกรจักรสะบัดทวนชี้ฟ้า กองทัพทหารราบและทหารม้าเหล็กนับหมื่นนายส่งเสียงคำรามกึกก้อง วิ่งกรูเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์มหาศาลที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งบนผืนแผ่นดิน
เสียงฝีเท้าสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าผ่า ฝุ่นตลบอบอวลจนท้องฟ้ามืดครึ้ม ศิลาพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าดั่งพญาเสือโคร่งที่หลุดจากกรง ดาบเหล็กกล้าในมือสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวาววับเป็นประกายอำมหิต ปะทะเข้ากับแนวหน้าของศัตรูอย่างดุเดือด เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนหญ้าสีเขียวขจีให้กลายเป็นสีชาดในพริบตา
การต่อสู้ตะลุมบอนดำเนินไปอย่างเหี้ยมโหด เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นเคล้าเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ศิลาฟาดฟันศัตรูรอบกายล้มลงดั่งใบไม้ร่วง ความตายรายล้อมอยู่ทุกอณูอากาศ ทว่ายิ่งรบ ลึกเข้าไปในใจกลางทหารราบของไกรจักร ศิลาก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
กระบวนทัพของศัตรูไม่ได้มุ่งเน้นจะสังหารเขาให้ตายในทันที แต่พวกมันกำลัง "ต้อน" เขาและกองกำลังส่วนน้อยให้ถอยร่นเข้าไปเรื่อยๆ... ถอยร่นไปยังแท่นหินโบราณใจกลางทุ่งสังหาร ที่ซึ่งมีอักขระประหลาดเรืองแสงสีเลือดวาดไว้เป็นวงกว้าง!
ศิลาชะงักฝีเท้า หันมองรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก ทหารฝ่ายศัตรูถอยร่นออกไปเป็นวงกว้างอย่างเป็นระเบียบ ทิ้งให้เขายืนอยู่คนเดียวกลางวงล้อมของอักขระเวทมนตร์นั้น บนเนินสูง ไกรจักรกำลังยกย่องรอยยิ้มเยือกเย็นน่าขนลุก พร้อมกับท่องคาถาภาษาโบราณที่ทำให้แผ่นดินใต้เท้าของศิลาสั่นสะเทือน
พื้นหินโบราณแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หมอกควันสีดำทึบทะลายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดึงดูดพลังชีวิตและหยาดเลือดจากซากศพรอบบริเวณให้ไหลมารวมกันที่จุดที่ศิลายืนอยู่
มณีรินทร์ที่อยู่ห่างออกไปเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางตะโกนสุดเสียงฝ่าเสียงรบ
"ศิลา! ถอยออกมา! นั่นมันค่ายกลดูดวิญญาณบรรพกาล!"
สายเกินไปเสียแล้ว...
แสงสีแดงฉานพุ่งทะลุจากพื้นดินขึ้นครอบร่างของศิลาไว้ราวกับกรงขังพลังงานมืด ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ พลังลมปราณในกายปั่นป่วนจนกระอักเลือดสดออกมาคำโต ศิลาทรุดเข่าลงกับพื้น มือข้างหนึ่งยันดาบไว้แน่นเพื่อไม่ให้ล้มคว่ำ
ไกรจักรหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ ยืนมองเหยื่อผู้เกรียงไกรกำลังดิ้นรนอยู่ในกรงขังมรณะ
"เจ้าคิดว่าข้าล่อเจ้ามาที่นี่เพื่อสู้รบอย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย ศิลา... ทุ่งสังหารแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อฆ่าเจ้า แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อ 'บูชายัญ' สายเลือดสุดท้ายของตระกูลเจ้า เพื่อปลุกพลังอำนาจที่หลับใหลใต้ลำน้ำโขงต่างหาก!"
ศิลาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดและแค้นเคือง พลังงานมืดรอบตัวกำลังบีบอัดร่างของเขาจนกระดูกลั่นกรอบ แต่ในวินาทีที่สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวับลงนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากความมืดหลังกองทัพศัตรู
ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ดลึก แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของศิลาหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่ใช่ความน่ากลัวของบุคคลปริศนา...
หากแต่เป็น "ดาบโบราณ" ที่เหน็บอยู่ข้างเอวของคนผู้นั้น มันคือดาบประจำตระกูลที่หายสาบสูญไปพร้อมกับบิดาแท้ๆ ของเขาในคืนวันทรยศเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเลือดไปกับผมนะครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 38
สมรภูมิเลือดทุ่งสังหาร
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!