"เจ้าจะยอมทิ้งดาบลง หรือจะมองดูบิดาของเจ้าถูกตัดหัวสังเวยวิญญาณคนตายต่อหน้าต่อตา?"
เสียงของแม่ทัพไกรจักรแหบพร่าทว่าดังกังวานเสียดแทงประสาทสัมผัส ศิลาแทบหยุดหายใจ มือที่กุมด้ามดาบสั่นสะท้าน ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่ด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ที่รุนแรงดั่งคลื่นยักษ์ซัดเข้าใส่หน้าอก ชายชราในชุดนักพรตมอมแมมที่ถูกลากคออยู่นั้นคือเงาแห่งอดีตที่เขาฝังมันไว้ในหลุมศพมานานนับสิบปี ทว่าบัดนี้ เงาดังกล่าวกลับมีลมหายใจ มีหยดเลือดที่ไหลรินจากบาดแผลบนใบหน้า
ศิลาไม่ได้ตอบในทันที เขาทำเพียงแค่นิ่งค้าง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบกาย ทหารม้านับร้อยที่รายล้อมเปรียบเสมือนกำแพงเหล็กที่ไม่มีช่องโหว่ ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มเปลี่ยนสี จากสีครามเข้มกลายเป็นสีม่วงคล้ำปนส้มดั่งเลือดที่เจือจางในน้ำ ลมพายุหมุนวนอยู่เหนือลำน้ำโขงจนเกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงวิญญาณคร่ำครวญ
"เหตุใด... ท่านจึงยังมีชีวิตอยู่" ศิลาเค้นเสียงถาม คำถามนั้นไม่ได้ส่งไปถึงไกรจักร หากแต่ส่งไปยังชายชราที่บัดนี้เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นไม่ได้มีความสะทกสะท้าน มีเพียงความว่างเปล่าที่ทำเอาหัวใจของขุนศึกหนุ่มกระตุกวาบ
ไกรจักรแค่นหัวเราะในลำคอ พลางลากปลายดาบอาคมสีเลือดครูดไปกับพื้นดินจนเกิดเสียงน่าขนลุก "ความลับที่เก็บงำมานานนับสิบปี มักจะเน่าเฟะจนกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีให้แก่ชัยชนะของข้าเสมอ ศิลา เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกหลอกใช้ให้จงรักภักดีต่อซากศพที่เดินได้ตัวนี้"
"หุบปากของท่านเสีย" ศิลาตวาดลั่น พุ่งกายออกไปราวกับสายฟ้า ทว่าทหารม้าสองนายขวางหน้าไว้ด้วยหอกยาว เขาไม่ได้ชักดาบออกมากวัดแกว่งเพื่อสังหาร แต่เขาใช้สันดาบกระแทกเข้าที่จุดตายของทหารเหล่านั้นอย่างแม่นยำ ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของศิลาคือศิลปะแห่งการทำลายล้างที่ไร้ความปรานี
ท่ามกลางความโกลาหล เจ้าหญิงมณีรินทร์ที่แอบสังเกตการณ์อยู่บนเนินเขาไม่ไกลนัก กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางเห็นพายุที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปกรวยอยู่เหนือกลางแม่น้ำโขง มวลน้ำเริ่มบิดเบี้ยวตามแรงลม สัญญาณแห่งศึกตัดสินที่ไม่ใช่เพียงศึกระหว่างคนกับคน แต่เป็นศึกแห่งโชคชะตาที่กำลังจะถูกสะสางในค่ำคืนนี้
"ท่านพี่... อย่าได้หลงกลมัน" มณีรินทร์พึมพำกับตนเอง นางรู้ดีว่าหากศิลาเลือกช่วยพ่อ เขาจะตกเป็นรองไกรจักรทันที แต่หากเขาเลือกเมินเฉย เกียรติยศและปมในใจจะทำลายเขาจนไม่เหลือชิ้นดี
ขณะที่ศิลาเข้าใกล้ชายชราเพียงไม่กี่ก้าว ไกรจักรก็ฉีกยิ้มกว้าง ดาบสีเลือดในมือเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นจนแสบตา "เจ้าคิดหรือว่าข้าจะปล่อยให้เจ้ากู้คืนทุกอย่าง? ผิดแล้วศิลา... ข้าไม่ได้พาเขามาเพื่อให้เจ้าช่วย แต่ข้าพามาเพื่อให้เขาเห็น... การล่มสลายของลูกชายตัวเอง!"
ทันใดนั้น ชายชราที่นิ่งเฉยมาตลอดก็ขยับปาก เสียงแหบพร่าที่ศิลาจำได้แม่นยำดั่งรอยแผลเป็นในใจเอ่ยขึ้นเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่ฟ้าจะผ่าลงมากลางวงล้อม "อย่า... อย่ามองที่ตาข้า... ศิลา... จงมองที่เงา..."
ทว่าก่อนที่ศิลาจะทันเข้าใจความหมาย ร่างของบิดาก็ถูกผลักทิ้งลงสู่ห้วงน้ำโขงที่เชี่ยวกรากเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษลึกลับในชุดดำสนิทที่โผล่ขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของศิลา พร้อมกับกริชพิษที่จ่อตรงเข้าสู่หัวใจของเขา!
สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางสมรภูมิ แสงสีขาววาบขึ้นฉาบใบหน้าของชายชุดดำที่บัดนี้เผยให้เห็นรอยสักรูปมังกรไร้เนตร... ศิลาเบิกตากว้างเมื่อจำได้ว่านั่นคือตราประทับของหน่วยสังหารที่เขาสั่งสลายไปเมื่อสิบปีก่อน
และในวินาทีที่กริชจ่อคอหอย ศิลาก็พบความจริงที่โหดร้ายกว่าการทรยศ... ชายชราในน้ำไม่ใช่พ่อของเขา แต่เป็นร่างจำลองที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมนตราเพื่อล่อลวงให้เขาตายใจ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับรอยเลือดและหยาดเหงื่อบนเส้นทางกู้แผ่นดินนี้นะครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 37
ลมพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!