“ท่านกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือว่าหลอกข้ากันแน่ ศิลา?”
น้ำเสียงของเจ้าหญิงมณีรินทร์ราบเรียบ หากแต่สั่นไหวเล็กน้อยเมื่อกระทบกับความเงียบงันของค่ำคืน ริมฝั่งแม่น้ำโขงยามนี้มีเพียงเสียงน้ำกระทบโขดหินเป็นจังหวะเชื่องช้า แต่มันกลับไม่หนักแน่นเท่าจังหวะหัวใจของขุนศึกหนุ่มที่ยืนประจันหน้ากับนาง
ศิลานิ่งงัน มือหนาที่กร้านจากการจับดาบมาตลอดชีวิตค่อยๆ วางลงบนด้ามดาบประจำกายโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกล้าของเขาที่เคยผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนกลับหลบเลี่ยงสายตาของหญิงสาวที่เขามีใจให้มาตลอด
“ข้าเป็นเพียงขุนศึกที่มือเปื้อนเลือด” ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่า “ชีวิตของข้าไม่มีอนาคต ไม่มีแม้แต่ชื่อตระกูลที่ควรค่าแก่การเอ่ยนาม สิ่งเดียวที่ข้ามีคือความแค้นที่สุมอยู่ในอก หากข้าดึงท่านลงมาในวังวนนี้ ท่านจะมิใช่แค่เจ้าหญิงที่สูงส่ง แต่จะเป็นเพียงเบี้ยในกระดานสงครามที่ไร้ความปรานีของไกรจักร”
มณีรินทร์ก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว แสงจันทร์นวลตาอาบไล้ใบหน้างามที่ดูเศร้าสร้อยแต่ทว่าเด็ดเดี่ยว “ท่านคิดว่าข้าเลือกเกิดได้หรือ? การเป็นเจ้าหญิงในยุคเข็ญเช่นนี้ ไม่ต่างจากการถูกขังอยู่ในกรงทองที่รอวันพังทลาย แต่ท่าน... ท่านคือคนเดียวที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าข้ายังมีลมหายใจอยู่จริงๆ”
ศิลาเงยหน้าขึ้น สบตากับหญิงสาวตรงหน้า ในแววตาของเขามีความเจ็บปวดลึกซึ้งฉายชัด “เหตุใดท่านจึงเลือกคนที่มืดมนเช่นข้า หากท่านเลือกเดินเคียงข้างข้า ท่านอาจต้องสูญเสียทุกอย่างที่ท่านมี”
“ข้าเสียมันไปตั้งนานแล้ว” มณีรินทร์ยิ้มขื่น “เมื่อข้าเห็นศพทหารใต้บังคับบัญชาของท่านที่ต้องตายแทนข้าในศึกครั้งก่อน เมื่อข้าเห็นแผ่นดินที่ข้าต้องปกครองถูกกระชากแบ่งแยกโดยเงื้อมมือของไกรจักร ท่านคิดว่าข้าจะโหยหาสมบัติพัสถานไปเพื่ออะไร? ในเมื่อสิ่งที่ข้าต้องการที่สุด กลับเป็นเพียงความหวัง... หวังว่าจะมีใครสักคนที่ยอมปกป้องข้า ไม่ใช่ในฐานะเจ้าหญิง แต่ในฐานะของมณีรินทร์ที่ท่านรู้จัก”
ศิลาชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัด เขาค่อยๆ เอื้อมมือออกไป ก่อนจะหยุดชะงักกลางอากาศราวกับเกรงว่าหากสัมผัสไปแล้ว ความฝันนี้จะสลายไป แต่มณีรินทร์กลับเป็นฝ่ายคว้ามือของเขาไปแนบไว้ที่ข้างแก้มของนาง ความอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวหนังทำให้กำแพงในใจของขุนศึกผู้เยือกเย็นพังทลายลงในทันที
“ศิลา... ข้ารู้ว่าท่านมีปมในใจที่ฉุดรั้งท่านไว้ แต่หากท่านยังจมอยู่กับอดีต ท่านก็จะไม่มีวันได้สร้างอนาคตกับใครทั้งนั้น” นางกระซิบ เสียงของนางเบาหวิวแต่กลับดังก้องในความรู้สึกของเขา
“ข้า... ข้าไม่เคยบอกใคร” ศิลาเริ่มเผยความในใจที่เก็บกดมานาน “ข้าจำเสียงแม่ของข้าไม่ได้แล้วจำใบหน้าของท่านพ่อไม่ได้ สิ่งเดียวที่ข้าจดจำได้แม่นยำคือกลิ่นคาวเลือดในวันนั้น วันที่ไกรจักรทรยศตระกูลข้า ข้าใช้ชีวิตเพื่อรอคอยที่จะเด็ดหัวมัน... แต่เมื่อข้าได้พบท่าน ความปรารถนาที่จะแก้แค้นเริ่มเจือจางลง และถูกแทนที่ด้วยความกลัว... กลัวว่าหากข้าตายไป ท่านจะถูกมันทอดทิ้งไว้ในนรกที่ข้าสร้างขึ้น”
“เช่นนั้นก็อย่าตาย” มณีรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “จงมีชีวิตอยู่เพื่อข้า จงมีชีวิตอยู่เพื่อกอบกู้แผ่นดินนี้อย่างที่ท่านตั้งใจ... ข้าจะเป็นแสงสว่างให้ท่านเอง แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด”
ศิลาโน้มตัวลงมา ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงลมหายใจ เขาใช้หน้าผากจรดกับหน้าผากของหญิงสาว ความอ่อนโยนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตนักรบทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ “หากข้าผ่านศึกนี้ไปได้ หากข้าสามารถลากคอไกรจักรมาชดใช้กรรมได้... ข้าขอสัญญาด้วยเกียรติของตระกูลที่ข้าสูญเสียไป ว่าข้าจะวางดาบนี้ลง และขออยู่เคียงข้างท่านตราบจนสิ้นลมหายใจ”
มณีรินทร์ปิดเปลือกตาลง น้ำตาหยดหนึ่งรินไหลผ่านแก้ม “ข้าจะจำคำสัญญานี้ไว้”
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังผืนน้ำโขง บรรยากาศดูราวกับหยุดนิ่ง ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงในเสี้ยววินาทีเมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าศึกหลายตัวดังแทรกเข้ามาจากทางทิศเหนือ ศิลาผละออกจากเจ้าหญิงทันที ดวงตาของเขากลับมาคมกริบดุจเดิมในชั่วพริบตา
เขารีบดึงตัวเจ้าหญิงให้หลบเข้าหลังพุ่มไม้ใหญ่ สายตาจ้องเขม็งไปทางต้นเสียงที่ใกล้เข้ามาทุกที
“เจ้าหญิง... ท่านต้องกลับไปที่ค่ายเดี๋ยวนี้” ศิลากระซิบด้วยน้ำเสียงรีบร้อน
ทว่าก่อนที่มณีรินทร์จะทันได้ขยับตัว เสียงที่เขารู้จักดีที่สุด เสียงที่เคยสร้างฝันร้ายให้เขามาตลอดสิบปี ก็ดังก้องขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
“ข้าว่าคำสัญญาของเจ้าคงต้องเลื่อนออกไปก่อนนะ ศิลา”
แม่ทัพไกรจักรปรากฏกายขึ้นใต้เงาไม้ใหญ่ในมือถือดาบอาคมที่เปล่งประกายสีเลือด ในขณะที่ทหารม้านับร้อยเริ่มล้อมรอบบริเวณนั้นไว้จนมิด แต่สิ่งที่ทำให้ศิลาถึงกับตัวชาไม่ใช่ทหารเหล่านั้น หากแต่เป็นร่างของชายชราในชุดนักพรตที่ถูกทหารสองคนลากตัวลงมาจากหลังม้า ซึ่งศิลาจำได้ดี... ว่าเขาคนนั้นคือบุคคลที่เขาเชื่อว่าตายไปแล้วในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน พ่อของเขาเอง!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดบทหนึ่งนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 36
คำมั่นสัญญาใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!