“เจ้าเป็นใคร และอาวุธในมือนั่น... เจ้าไปเอามาจากขุมนรกขุมไหน”
น้ำเสียงของขุนศึกศิลาไม่ได้สั่นไหว แม้ในยามที่คมดาบในมือเขากำลังสั่นระริกด้วยแรงกดดันมหาศาลจากไอสังหารที่แผ่ออกมาจากชายแปลกหน้าตรงหน้า ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัดของป่าดิบชื้น แสงจันทร์เสี้ยวที่ลอดผ่านแมกไม้ลงมาสะท้อนกับโลหะประหลาดบนแผ่นอกของบุรุษผู้นั้น มันไม่ใช่เหล็กกล้าที่ตีขึ้นด้วยค้อนแบบช่างตีเหล็กทั่วไป แต่มันเป็นวัสดุสีดำสนิทราวกับความว่างเปล่าที่กลืนกินแสงสว่างไปจนหมดสิ้น
ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบคำถาม เขามีเพียงรอยยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความรู้สึกของมนุษย์ ดวงตาของเขาว่างเปล่าราวกับดวงตาของตุ๊กตาที่ถูกทำขึ้นจากกระดูกสัตว์ เขายกอาวุธทรงกระบอกที่ดูซับซ้อนขึ้นประทับบ่า นิ้วชี้ที่สวมปลอกโลหะเย็นเยียบแตะลงบนกลไกบางอย่าง เสียง ‘คลิก’ แผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ แต่มันกลับก้องกังวานในโสตประสาทของศิลามากกว่าเสียงฟ้าร้อง
“ศิลา... ถอยออกมา!”
เสียงตะโกนของเจ้าหญิงมณีรินทร์ดังมาจากแนวต้นไม้ นางพุ่งตัวออกมาพร้อมกับธนูในมือ แต่นางสายเกินไป ชายชุดเกราะแปลกตาเหนี่ยวไกอาวุธนั้นโดยไม่ลังเล แสงสีฟ้าพุ่งวาบออกจากปลายกระบอกด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาจะมองทัน ศิลาตัดสินใจสัญชาตญาณเขาทิ้งตัวลงแนบดินในเสี้ยววินาที เสียงระเบิดของต้นไม้ด้านหลังเขาดังสนั่นจนดินโคลนแตกกระจาย ไม้ใหญ่หักโค่นลงราวกับถูกดาบยักษ์ฟันฉับ
“นี่ไม่ใช่ยุคสมัยที่เจ้าจะเข้าใจได้... ขุนศึกผู้หลงทาง” ชายแปลกหน้าเอ่ยขึ้น สำเนียงของเขาแปร่งปร่าคล้ายภาษาท้องถิ่นแต่มีจังหวะการพูดที่แปลกประหลาด
ศิลากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นนูน เขาดีดตัวขึ้นจากพื้นในท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้ง พุ่งตัวเข้าหาศัตรูด้วยความเร็วปานพยัคฆ์ ดาบประจำตระกูลที่อาบด้วยเลือดศัตรูมานับไม่ถ้วนตวัดออกเป็นเส้นโค้งที่งดงามและรุนแรง หมายจะสังหารอีกฝ่ายในดาบเดียว แต่ปลายดาบกลับปะทะเข้ากับกำแพงพลังงานโปร่งใสที่ปรากฏขึ้นรอบตัวชายผู้นั้นจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ
“ข้าคือตัวแทนของความตายที่เจ้าโหยหา” ชายผู้นั้นกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะสะบัดมือเพียงครั้งเดียว พลังมหาศาลก็กระแทกเข้าที่อกของศิลาจนร่างเขากระเด็นไปไกลหลายวา กระแทกเข้ากับโขดหินจนกระอักเลือดออกมาคำโต
มณีรินทร์วิ่งเข้าประคองร่างศิลาไว้ นางใช้สายตามองไปรอบข้าง ทหารเหล่านั้นไม่ได้เข้ามาจู่โจม พวกมันเพียงแค่ยืนนิ่งดุจรูปปั้น รอคอยคำสั่งจากบุรุษในชุดเกราะประหลาดผู้นี้
“มณีรินทร์... หนีไป” ศิลาพึมพำ เลือดสดๆ ไหลอาบมุมปาก “นี่ไม่ใช่ศึกของคนปกติ... เจ้าต้องไปเตือนไกรจักร... ถึงแม้เขาจะเป็นศัตรู แต่ถ้ามันมีอาวุธเช่นนี้ แผ่นดินโขงจะไม่มีเหลือแม้แต่เถ้าถ่าน”
มณีรินทร์ส่ายหน้า น้ำตาไหลรินออกมาด้วยความเจ็บปวด “ข้าจะไม่ทิ้งท่าน ต่อให้ต้องตายที่นี่ ข้าก็จะอยู่เคียงข้างท่าน!”
“ช่างเป็นความรักที่งดงามและไร้ค่า” ชายชุดเกราะก้าวเดินเข้ามาใกล้ เขากวาดสายตามองไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครหลวง “พวกเจ้าไม่ต้องกังวลหรอก เพราะอีกไม่ช้า ทัพใหญ่ของพวกเจ้าที่กำลังเคลื่อนพลไปสู่นครหลวง เพื่อหวังจะเปิดศึกตัดสินกับไกรจักร... จะไม่ได้พบกับทหารม้าหรือพลธนูอย่างที่พวกเจ้าคาดคิด”
ศิลาเงยหน้าขึ้นมองสายตาของชายผู้นั้น ความสยดสยองแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังเมื่อเขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์แปลกประหลาดที่ประทับอยู่บนไหล่ของชายผู้นั้น มันเป็นตราประทับของตระกูลที่สาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน—ตระกูลที่ควรจะสิ้นซากไปในคืนที่ครอบครัวของเขาถูกสังหาร
“แก... แกเป็นใครกันแน่” ศิลาเค้นเสียงถาม
ชายผู้นั้นหยุดเดิน เขาโน้มตัวลงมาจนใบหน้าเกือบชิดกับศิลา กลิ่นอายของความตายและสนิมเหล็กโชยออกมาจากตัวเขา “ข้าคือความทรงจำที่พวกเจ้าพยายามลืมเลือน และวันนี้... ข้าจะนำพาเอาวันสิ้นโลกกลับมาสู่ลำน้ำโขงอีกครั้ง”
ชายผู้นั้นหันหลังกลับ ทหารในชุดเกราะแปลกประหลาดทั้งหมดเริ่มก้าวเดินออกไปพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง ราวกับเป็นเครื่องจักรกลที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ ศิลามองเห็นในความมืดมิดนั้น กองทัพขนาดมหึมาที่แอบซ่อนอยู่หลังหมอกควัน พวกมันไม่ใช่ทหารจากเมืองใด แต่เป็นกองทัพของมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงด้วยเทคโนโลยีที่เหนือล้ำจนมิอาจเรียกว่ามนุษย์ได้อีกต่อไป
ในขณะที่ศิลาพยายามพยุงตัวลุกขึ้น เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นตรงจุดที่ชายผู้นั้นยืนอยู่ มันคือแผ่นโลหะขนาดเล็กที่สลักชื่อคนคนหนึ่งเอาไว้... ชื่อที่ทำให้ศิลาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น
มันคือชื่อของ ‘บิดา’ เขาเองที่ควรจะตายไปตั้งแต่คืนนั้น
ท่ามกลางความสับสนและความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา ศิลาตัดสินใจแล้วว่าเขาไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป เขาต้องรีบมุ่งหน้าสู่นครหลวงไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพื่อหยุดยั้งหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เมื่อเขาหันไปมองมณีรินทร์ เขาก็พบว่านางหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงจดหมายฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนพื้นดิน ห่างออกไปไม่ไกลนักมีเสียงฝีเท้าของม้าศึกนับพันที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้... ม้าศึกที่มีตราสัญลักษณ์ของไกรจักรปรากฏชัดเจนบนธงสีแดงฉาน
ความโกลาหลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเขากลายเป็นหมากตัวสำคัญที่ถูกบีบให้ต้องเลือกระหว่างการล้างแค้นส่วนตัว หรือการปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของแผ่นดินนี้
ผมหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดเปลี่ยนสำคัญในครั้งนี้ แล้วพบกันในตอนถัดไปครับ
พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 35
เตรียมเข้าสู่สมรภูมิใหญ่
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!