กลิ่นดินปืนที่อบอวลผสมผสานกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กไม่ได้ทำให้ขุนศึกศิลาสะทกสะท้านแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังโครงสร้างเหล็กกล้าสีดำสนิทเบื้องหน้า มันคือสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ผ้าคลุมแพรต่วนสีนิล ก่อนที่กระแสลมกระโชกแรงในยามค่ำคืนจะเปิดเผยรูปโฉมที่แท้จริงของมัน—ปืนใหญ่โบราณรดน้ำลายทองประดับอัญมณีล้ำค่า ทว่าปากกระบอกกลับถูกหล่อขึ้นด้วยโลหะผสมพิเศษที่เบาและทนทานกว่าเดิมถึงสามเท่า
"ท่านอ๋อง... ทุกอย่างพร้อมแล้วครับ" เสียงทุ้มต่ำของนายกองทหารราบรายงานอย่างนอบน้อม ขณะที่เขาสวมชุดเกราะหนังปลาวาฬถักร้อยด้วยลวดเงินอย่างประณีตตามแบบฉบับราชสำนักโบราณ
ศิลาไม่ตอบคำ เขาเพียงแต่ยื่นมือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบไปสัมผัสผิวโลหะเย็นเฉียบนั้น ชวนให้นึกถึงไอเย็นของคมดาบที่สั่นระริกราวกับมีชีวิตอยู่ในฝัก มันไม่ใช่แค่การรบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของจุดจบที่ไม่มีใครหวนคืนกลับมาได้อีกต่อไป อาวุธชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายล้างกำแพงศิลาของเมืองหลวง และเหนือสิ่งอื่นใด มันถูกออกแบบมาเพื่อบดขยี้กองกำลังของแม่ทัพไกรจักรให้แหลกเป็นจุลในคราเดียว
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักเรือนหลังอันเงียบสงบ เจ้าหญิงมณีรินทร์กำลังประทับอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์หอม แสงเทียนสีส้มสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายดอกโบตั๋น พระหัตถ์เรียวงามดั่งลำเทียนกำลังบรรจงเขียนพู่กันจีนลงบนกระดาษสาเนื้อดี ตัวอักษรแต่ละตัวมีความคมชัดและเด็ดเดี่ยวสะท้อนสติปัญญาอันล้ำลึกของพระนาง
นางรู้ดีว่าการมาถึงของ "อาวุธลับ" ชิ้นนี้จะพลิกกระดานอำนาจทั้งหมด แต่มันก็แลกมาด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์นับหมื่น
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ระเบียงทางเดิน มณีรินทร์มิได้เงยพระพักตร์ขึ้นทันที แต่ทรงวางพู่กันลงอย่างช้าๆ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
"ท่านพี่... ท่านตัดสินใจแล้วจริงๆ หรือที่จะใช้สิ่งนั้น?"
ศิลาซึ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเงียบๆ มานาน ทอดพระเนตรแผ่นหลังบอบบางภายใต้ชุดฉลองพระองค์ผ้าไหมปักดิ้นทองระยิบระยับ เขาสูดกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้จันทน์ที่ติดกายหญิงสาวเข้าปอดลึก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็ง
"สงครามไม่มีพื้นที่ให้กับความเมตตา มณีรินทร์... ไกรจักรมันเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของแผ่นดินและตระกูลเรามามากพอแล้ว หากข้าไม่เด็ดขาดในวันนี้ วันหน้าแผ่นดินนี้ก็จะไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่านให้ผู้คนได้จดจำ"
มณีรินทร์หมุนพระวรกายกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงพักตร์งดงามล้ำเลิศฉายแวววิตกกังวลเพียงชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ พระนางย่างพระบาทเข้าไปใกล้ ชายผ้าไหมลากยาวไปกับพื้นไม้ขัดมัน เสียงกุ๊กกั๊กเบาๆ ของกำไลหยกกระทบกันบ่งบอกถึงความเปราะบางของสตรี ทว่าแววตาที่มองเขานั้นกลับลุ่มลึกและทรงพลังยิ่งกว่ากองทหารนับแสน
"ท่านอ๋องผู้เกรียงไกร... ท่านอาจจะชนะสงครามด้วยเหล็กกล้าและดินปืนเหล่านั้น แต่ท่านแน่ใจหรือว่าชัยชนะบนกองซากศพ จะทำให้หัวใจที่ว่างเปล่าของท่านกลับมามีชีวิตอีกครั้ง?"
คำถามนั้นราวกับคมหอกที่แทงทะลุเกราะเหล็กหนา ศิลานิ่งงันไปชั่วขณะ นัยน์ตาสีเข้มไหววูบคล้ายคลื่นใต้น้ำ เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากร่างระหงที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางสมรภูมิการเมืองอันเชือดเฉือน ทำให้ขุนศึกผู้ไร้พ่ายอย่างเขาเกิดความลังเลขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชีวิต
ทว่า ก่อนที่บทสนทนาอันลึกซึ้งจะดำเนินไปลึกกว่านั้น เสียงแตรรบจากค่ายทหารเบื้องล่างก็ดังสนั่นหวั่นไหว กังวานสะท้อนไปทั่วหุบเขาและผืนน้ำโขง
ทหารม้าเร่งด่วนนายหนึ่งควบม้าเข้ามาหยุดที่หน้าตำหนัก ฝุ่นตลบอบอวลพร้อมกับเสียงรายงานที่ขาดห้วงด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! หน่วยลาดตระเวนของเราพบกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเคลื่อนพลเข้าประชิดแนวหลัง... และ... และพวกมันไม่ได้ใช้ธนูหรือดาบ!"
ศิลาขมวดคิ้วมุ่นทันที ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านขึ้นมาตามสันหลัง เขาสบตากับมณีรินทร์โดยสัญชาตญาณ ทั้งสองต่างรู้ทันทีว่าสถานการณ์พลิกผันเสียแล้ว
"พวกมันใช้อะไร?" ศิลาเค้นเสียงถามด้วยความดุดัน
"พวกมัน... พวกมันใช้อาวุธลับแบบเดียวกับที่เรากำลังจะใช้พ่ะย่ะค่ะ! และคนนำทัพในครั้งนี้... คือคนที่เราคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน!"
สิ้นคำรายงานนั้น บรรยากาศภายในห้องก็เย็นเยียบลงทันทีราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งขั้วโลก ศิลาหันขวับไปมองยังทิศทางของค่ายพักแรม ขณะที่มือแกร่งกำด้ามดาบแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน
ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องโถงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของขันทีเฒ่าผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาด้วยอาการหอบสะท้าน ในมือของเขาชูวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นสูงด้วยมือที่สั่นเทา
แสงเทียนวับแวมสาดส่องกระทบกับถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาด—ถ้วยชาผสมยาพิษที่ถูกส่งตรงมาจากพระราชสำนักชั้นใน โดยมีพระราชโองการลับฉบับใหม่แนบมาพร้อมกับตราประทับเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทดี!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิและคราบน้ำตามาด้วยกันจนถึงบทนี้นะครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 34
อาวุธลับแห่งประวัติศาสตร์
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!