"หากเจ้ายังไม่เก็บดาบเล่มนั้นเข้าฝัก ข้าเกรงว่าพันธสัญญาที่เพิ่งลงนามไปเมื่อครู่ อาจจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษเปื้อนเลือดก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้าเสียอีก"
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจและจังหวะจะโคนของเจ้าเมือง ‘เวียงผาคำ’ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในโถงรับรอง ศิลาไม่ได้ลดคมดาบลงทันที เขายังคงยืนตระหง่าน ร่างกายกำยำเกร็งแน่นจนเห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนตามลำคอ ดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์บาดเจ็บจ้องเขม็งไปยังชายวัยกลางคนตรงหน้า ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงชื่อในบันทึกทางการทูต แต่วันนี้กลับกลายเป็นความหวังสุดท้ายของเขา
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามดับไฟที่สุมอยู่ในอก เขาค่อยๆ ผ่อนแรงมือที่กำด้ามดาบจนขาวซีด ก่อนจะสะบัดข้อมือส่งมันกลับเข้าฝักด้วยเสียงดังกังวานก้องไปทั่วห้องโถง
"ความแค้นของข้า... ไม่ได้มีไว้เพื่อข่มขู่พันธมิตรหรอกครับท่านเจ้าเมือง" ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ แต่กระแสเสียงนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งจากยอดดอย "แต่ข้าไม่อาจวางใจได้ ในเมื่อไกรจักรเคลื่อนทัพประชิดพรมแดนด้วยความเร็วที่เหนือการคาดหมาย หากท่านมาที่นี่เพื่อยืนยันข้อตกลง ก็โปรดแสดงความจริงใจให้ประจักษ์ ไม่ใช่แค่ส่งสารที่มีแต่คำหวานหู"
เจ้าหญิงมณีรินทร์ที่นั่งอยู่ข้างศิลาขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยของนางจับจ้องไปที่เอกสารม้วนเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สัก นางสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในอากาศ ไม่ใช่แค่ความเกลียดชังระหว่างศิลาและแม่ทัพไกรจักร แต่มันคือเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิตของผู้คนนับหมื่น
"ท่านศิลา" มณีรินทร์เอ่ยเบาๆ มือเรียวงามวางแตะที่แขนเสื้อของชายหนุ่มเพื่อดึงสติ "การที่เจ้าเมืองเวียงผาคำทรงนำกำลังพลข้ามลุ่มน้ำโขงมาด้วยพระองค์เองในยามที่สถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว"
เจ้าเมืองเวียงผาคำหัวเราะในลำคอ สายตาของเขามองผ่านศิลาไปทางหน้าต่างที่เปิดกว้าง มองเห็นทิวแถวของทหารม้าที่ปักหลักอยู่เชิงเขา "ข้าไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้าแก้แค้นเรื่องตระกูลที่ล่มสลายหรอกนะศิลา ข้ามาเพราะหากไกรจักรยึดผืนแผ่นดินนี้ได้ เวียงผาคำของข้าก็จะเป็นรายต่อไป... ในโลกของการศึก ศัตรูของศัตรูคือมิตรที่น่าเชื่อถือที่สุดจริงไหม?"
ศิลาแค่นยิ้มที่มุมปาก "หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็หวังว่ามิตรภาพที่ว่า จะไม่แปรเปลี่ยนเป็นคมดาบเสียบหลังข้าในยามที่ศึกหนักที่สุดนะครับ"
"เจ้าช่างเป็นคนระแวงจนน่ารำคาญ" เจ้าเมืองลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ก้าวย่างผ่านศิลาไปหยุดอยู่ที่ประตูห้องโถง "พรุ่งนี้ยามฟ้าสาง กองทัพของข้าจะเริ่มเคลื่อนพลไปสมทบที่ช่องเขาคอคอด เตรียมเสบียงและแผนที่ของเจ้าให้พร้อม อย่าให้ข้าต้องเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาที่คุณควรจะจัดการให้จบตั้งแต่เมื่อวาน"
เมื่อบานประตูไม้หนักอึ้งปิดลง ความเงียบที่กดดันก็กลับมาเข้าครอบงำอีกครั้ง ศิลาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม เขายกมือขึ้นกุมขมับ บาดแผลทางกายเริ่มส่งสัญญาณความเจ็บปวดจากการไม่ได้พักผ่อนมาหลายคืน
"ท่านกำลังแบกรับน้ำหนักของทั้งแผ่นดินไว้บนบ่าเดียว" มณีรินทร์รินน้ำชาส่งให้ศิลา กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรช่วยผ่อนคลายบรรยากาศที่ตึงเครียด "การยอมรับความช่วยเหลือจากเวียงผาคำคือการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว แม้จะต้องแลกด้วยเงื่อนไขที่น่าหนักใจในภายภาคหน้าก็ตาม"
"ข้าไม่ได้กลัวเงื่อนไข มณีรินทร์" ศิลาเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาที่เคยดุดันกลับฉายแววโศกเศร้าอย่างที่น้อยครั้งจะเผยออกมา "ข้ากลัวว่า... เมื่อถึงเวลาที่ต้องรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนเหล่านี้ ข้าจะจำไม่ได้ว่าตัวเองสู้เพื่ออะไร ระหว่างความยุติธรรมที่ตระกูลข้าโหยหา หรือเพียงแค่ชัยชนะในสนามรบที่แลกมาด้วยเลือดของผู้บริสุทธิ์"
"ท่านสู้เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยเดิมอย่างไรครับ" นางตอบคำถามแทนเขาด้วยน้ำเสียงมั่นคง "หากท่านวางดาบตอนนี้ ประวัติศาสตร์จะจารึกว่าท่านคือผู้พ่ายแพ้ แต่หากท่านก้าวต่อไป แม้จะเจ็บปวด อย่างน้อยท่านก็ได้พยายามปกป้องสิ่งสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่"
ศิลานิ่งงันไปครู่หนึ่ง คำพูดของนางเปรียบเสมือนน้ำค้างแข็งที่ชะโลมใจที่กำลังมอดไหม้ เขากำลังจะเอ่ยปากตอบ ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารเวรก็ดังรัวมาจากโถงทางเดิน ก่อนจะหยุดลงที่หน้าประตูด้วยอาการร้อนรน
"ท่านขุนศึกครับ!" เสียงนายทหารคนสนิทตะโกนผ่านบานประตู "มีรายงานด่วนจากหน่วยสอดแนมที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงครับ!"
ศิลาลุกพรวดทันที ประสาทสัมผัสกลับมาตื่นตัวเต็มที่อีกครั้ง เขาเปิดประตูออกไปเผชิญหน้ากับทหารที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเลือดและคราบโคลน
"พูดมา" ศิลาสั่งสั้นๆ
"พวกมันไม่ได้มาแค่ทัพหลวงครับ..." ทหารผู้นั้นหอบหายใจถี่ "หน่วยสอดแนมของเราพบกองทัพลับของไกรจักร... มันไม่ได้ใช้เส้นทางหลัก แต่มันข้ามลำน้ำโขงมาด้วยเรือแพที่ทำขึ้นจากซากศพของชาวบ้านที่พวกมันสังหาร... ตอนนี้พวกมันอยู่ห่างจากค่ายหลักของเราไม่เกินสิบลี้ครับท่าน!"
ศิลาหน้าถอดสี มือที่กำดาบข้างกายสั่นสะท้าน ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความเดือดดาลที่พุ่งถึงขีดสุด สิ่งที่เขาคาดคิดไว้ว่าเป็นการรุกรานทั่วไป กลับกลายเป็นสงครามทารุณกรรมที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิง
"ท่านศิลา ดูนั่นครับ!" ทหารชี้ไปทางทิศตะวันออก ที่ซึ่งท้องฟ้าควรจะเป็นสีครามยามรัตติกาล กลับเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงฉาน ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของสัตว์ที่ตื่นตระหนกและเสียงกลองศึกที่ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด
บนยอดหอคอยไกลออกไป แสงไฟจากคบเพลิงนับร้อยดวงปรากฏขึ้นพร้อมกันเป็นแถวยาวเหยียด มันไม่ใช่แค่การโจมตี แต่เป็นการล้อมกรอบที่วางแผนมาเป็นอย่างดี และที่จุดสูงสุดของกองทัพนั้น ธงสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกสีดำสนิทโบกสะบัดท้าทายสายลม
ศิลาขบกรามแน่น "มันไม่ได้มาแค่เพื่อทำลายค่าย... มันมาเพื่อล้างบางทุกชีวิตที่ขวางทางมัน"
เขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นของคมดาบที่สั่นระริกราวกับมีชีวิตอยู่ในฝัก มันไม่ใช่แค่การรบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของจุดจบที่ไม่มีใครหวนคืนกลับมาได้อีกต่อไป
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับ "รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง" ในบทที่เข้มข้นที่สุดบทหนึ่งนะครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 33
พันธมิตรที่ไม่คาดคิด
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!