รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 14

สายใยแห่งความเชื่อใจ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
“เจ้าจะดึงดาบออกจากฝักเพียงเพื่อหั่นเนื้อแห้งให้ข้ากินหรือศิลา ความเกลียดชังมันฝังลึกอยู่ในคมเหล็กนั่นจนเจ้าแยกแยะระหว่างศัตรูกับมิตรไม่ออกแล้วกระนั้นหรือ” สุรเสียงราบเรียบแต่ทว่าบาดลึกของเจ้าหญิงมณีรินทร์ดังขึ้นกลางความเงียบงันภายในกระโจมพักแรมชั่วคราว ขุนศึกศิลาชะงักมือที่กำลังใช้กริชคู่ใจแล่เนื้อแห้งสำหรับมื้อค่ำ ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดมองสตรีผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ภายใต้แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันที่วูบไหวตามแรงลมโขงภายนอก ใบหน้าของนางดูเคร่งขรึมและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน ศิลาไม่ได้ตอบในทันที เขาวางกริชลงบนถาดไม้เบาๆ ก่อนจะขยับตัวเข้าใกล้กองไฟที่เริ่มมอดลง สายตาของเขายังคงจับจ้องที่เปลวเพลิงราวกับพยายามหาคำตอบจากมัน “มิตรหรือศัตรู... ในสนามรบที่แม่น้ำโขงแห่งนี้ เส้นแบ่งมันเลือนลางเกินกว่าที่กระหม่อมจะไว้ใจใครได้ แม้แต่หัวใจของตนเองครับ ฝ่าบาท” มณีรินทร์ขยับกายเล็กน้อย ชุดผ้าไหมสีตุ่นที่สวมใส่ยับย่นจากการเดินทางหลายวัน นางเอื้อมมือไปหยิบกาชาใบเก่ามารินน้ำชาส่งให้ชายหนุ่ม ท่าทางนั้นสงบนิ่งราวกับไม่ได้ยินคำปฏิเสธในน้ำเสียงของเขา “ความไว้ใจไม่ใช่เหรียญทองที่เจ้าจะหยิบยื่นให้ใครได้ตามใจปรารถนา แต่หากเจ้ายังเก็บงำความแค้นไว้ดั่งก้อนหินถ่วงอกเช่นนี้ สักวันเจ้าจะเป็นฝ่ายจมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำโขงเสียเอง” ศิลารับถ้วยชามาถือไว้ ความร้อนจากถ้วยแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือหยาบกร้าน เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าหญิง แววตาของเขาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มไหวระริก “ฝ่าบาททรงทราบดีว่าเหตุใดกระหม่อมถึงเป็นเช่นนี้ ไกรจักรไม่ได้ทำลายเพียงตระกูลของกระหม่อม แต่มันทำลายความเป็นมนุษย์ที่กระหม่อมเคยรู้จักจนหมดสิ้น ความแค้นคือสิ่งเดียวที่ทำให้กระหม่อมยังมีลมหายใจอยู่ถึงวันนี้ หากจะให้วางมันลง... กระหม่อมก็ไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวอีกแล้วครับ” มณีรินทร์วางถ้วยชาลง เสียงกระทบของถ้วยเซรามิกกับโต๊ะไม้เตี้ยๆ ดังก้องชัดเจนในกระโจม นางโน้มตัวเข้าหาเขาจนศิลาสัมผัสได้ถึงกลิ่นจางๆ ของดอกมะลิที่ติดกาย “ถ้าเช่นนั้น ก็จงให้หน้าที่นี้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวแทนเถิดศิลา การกู้แผ่นดินไม่ใช่เพื่อการแก้แค้นส่วนตน แต่มันคือการคืนความยุติธรรมให้แก่ราษฎรที่ต้องล้มตายเพราะคนทรยศอย่างไกรจักร หากเจ้าสู้เพื่อตนเอง เจ้าคือขุนศึกผู้พ่ายแพ้ แต่หากเจ้าสู้เพื่อพวกเขา เจ้าจะเป็นวีรบุรุษที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก” ถ้อยคำนั้นเปรียบเสมือนศรที่ปักลงกลางหัวใจของขุนศึกผู้โดดเดี่ยว ศิลาเงียบไปนาน ความเย็นชาที่เคยฉาบใบหน้าไว้ค่อยๆ มลายหายไป เหลือเพียงความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของนักรบ เขาไม่เคยพบใครที่มองทะลุถึงแก่นแท้ของความเจ็บปวดเขาได้เท่ากับสตรีผู้นี้ “กระหม่อม... ไม่เคยคิดว่าจะมีใครมองเห็นความจริงข้อนี้” ศิลาเอ่ยเสียงแผ่ว สรรพนามที่ใช้ยังคงไว้ซึ่งระยะห่าง แต่แววตาที่เขามองนางกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันคือความเชื่อใจที่เขาไม่เคยหยิบยื่นให้ผู้ใดมานานนับปี “เพราะเจ้าไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครได้มองเห็นอย่างไรเล่า” มณีรินทร์แย้มยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาพร้อมกับเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง แต่มันคือน้ำทิพย์ที่ชโลมหัวใจอันแตกสลายของชายหนุ่ม บรรยากาศในกระโจมเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความอบอุ่นที่แฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ศิลาขยับตัวเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว มือของเขาวางลงข้างๆ มือของนางบนโต๊ะไม้ แม้ไม่มีการแตะต้อง แต่กระแสความผูกพันที่เกิดขึ้นเงียบๆ นั้นกลับรุนแรงยิ่งกว่าการประกาศศึกใดๆ ในชีวิตของเขา ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุมความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าศึกก็ดังขึ้นจากภายนอก ตามด้วยเสียงตะโกนแจ้งเหตุจากทหารยามที่สั่นเครือ “ท่านขุนศึก! ฝ่าบาท! กองลาดตระเวนของไกรจักร... พวกมันล้อมกระโจมเราไว้หมดแล้วครับ!” ศิลากระโดดลุกขึ้นยืนในทันที สัญชาตญาณนักรบกลับมาฉายชัดบนใบหน้าอีกครั้ง เขาคว้าดาบขึ้นมาแนบข้างกาย ก่อนจะหันไปสบตากับมณีรินทร์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ดูเหมือนไกรจักรจะไม่อยากให้เรามีเวลาได้คุยกันนานกว่านี้เสียแล้ว ฝ่าบาท... อยู่ข้างหลังกระหม่อม และอย่าได้ห่างจากรัศมีดาบนี้เป็นอันขาด” มณีรินทร์พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น นางรู้ดีว่าสถานการณ์ข้างหน้าคือความเป็นความตาย แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการที่กองกำลังที่ล้อมอยู่ ไม่ใช่ทหารลาดตระเวนธรรมดา หากแต่เป็นกลุ่มนักฆ่า 'เงาอัคนี' ที่ไกรจักรใช้กำจัดศัตรูทางการเมืองมาแล้วนับไม่ถ้วน ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก เขาเตรียมตัวจะพุ่งออกจากกระโจมเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรู แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นเงาดำร่างหนึ่งก้าวเข้ามาขวางประตูหน้ากระโจมไว้เสียก่อน ร่างนั้นสูงใหญ่คุ้นตา และกลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาก็เป็นสิ่งที่เขาจำได้ไม่มีวันลืม “ไม่เจอกันนานเลยนะ... เจ้าหลานชายผู้หลงทาง” เสียงแหบพร่าของชายปริศนาเอ่ยขึ้นพร้อมกับหัวเราะในลำคอ ศิลาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เมื่อเขาพบว่าคนผู้นี้คือคนที่เขาสังหารด้วยมือตัวเองไปแล้วเมื่อสามปีก่อน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%