“เจ้าบอกว่านี่คือความจริง... แต่ในสายตาข้า มันคือนิทานหลอกเด็กที่หวังผลทางการเมืองเสียมากกว่า”
ขุนศึกศิลาวางถ้วยชาเซรามิกเนื้อหยาบลงบนโต๊ะไม้กระดานเสียงดัง ‘กึก’ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายวัยกลางคนตรงหน้า สายตาของเขาเย็นเยียบดุจคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมภายในกระโจมลับริมฝั่งโขง ที่ซึ่งกลิ่นไอของดินชื้นและควันไฟจากภายนอกคละคลุ้งจนน่าอึดอัด
ชายผู้นั้นคือ ‘อาจารย์เคน’ อดีตนักปราชญ์หัวก้าวหน้าผู้ผันตัวมาเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อให้ขบวนการกู้ชาติ เขายิ้มรับคำปรามาสด้วยความสงบ ราวกับเตรียมใจมาล่วงหน้าสำหรับคำถามที่แหลมคมเช่นนี้
“ท่านขุนศึกครับ” อาจารย์เคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ประวัติศาสตร์อาจเขียนโดยผู้ชนะ แต่มันจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีศรัทธาของประชาชนเป็นฐานราก คนที่สูญเสียครอบครัวและแผ่นดินไปต่อหน้าต่อตาอย่างท่าน ย่อมเข้าใจดีว่า ‘ข่าวลือ’ ที่ถูกที่ถูกเวลานั้น มีอำนาจสังหารได้รุนแรงยิ่งกว่าคมหอกคมดาบเสียอีก”
ศิลานิ่งงัน ปมในใจเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่ตระกูลของเขาต้องพบเจอเมื่อหลายปีก่อนถูกกระตุกขึ้นมาอีกครั้ง เขาเห็นภาพแม่ทัพไกรจักรยืนยิ้มเยาะอยู่เหนือซากปรักหักพังของจวนตระกูลศิลาในมโนภาพ ความโกรธแค้นประทุขึ้นในอกจนกล้ามเนื้อสันกรามขยับ
“ท่านกำลังจะบอกว่าให้ข้าใช้ความลวงเป็นเครื่องมือหรือ?” ศิลาเค้นเสียงถาม
“ไม่ใช่ความลวง... แต่คือ ‘ตำนาน’” เสียงนุ่มนวลของเจ้าหญิงมณีรินทร์ดังขึ้นจากมุมมืดของกระโจม เธอเดินออกมาในชุดพื้นเมืองเรียบง่าย ทว่าสง่างามอย่างผิดปกติ สายตาที่มองมายังศิลานั้นมีความอ่อนโยนแฝงความหนักแน่น “ขุนศึก ท่านมองเห็นเพียงสมรภูมิ แต่ข้าและอาจารย์เคนมองเห็นดวงใจของผู้คน หากเราไม่สร้างตำนานขึ้นมาว่าท่านคือ ‘ผู้ถูกเลือก’ ว่าท่านคือ ‘ทายาทผู้กอบกู้’ ที่จะมาทวงคืนความยุติธรรมให้กับลำน้ำโขงนี้ ท่านคิดว่าชาวบ้านที่ไร้ทางสู้จะยอมเสี่ยงชีวิตเดินตามท่านไปลงนรกเพื่อล้มล้างอำนาจไกรจักรหรือครับ?”
ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาของเขาวางลงบนด้ามดาบประจำกายโดยสัญชาตญาณ เขาเดินไปที่หน้าต่างกระโจม มองออกไปยังเงาดำทะมึนของสายน้ำโขงที่ไหลเชี่ยวเบื้องหน้า เสียงน้ำกระทบฝั่งราวกับเสียงกระซิบของคนตายที่เฝ้ารอการล้างแค้น
“การปั้นข่าวลือเพื่อสร้างศรัทธา มันเหมือนกับการเลี้ยงงูพิษนะครับ” ศิลาพึมพำ “วันนี้เราใช้มันเพื่อโน้มน้าวใจคน แต่วันหน้าถ้าประชาชนตื่นจากฝัน และพบว่าสิ่งที่เขายึดเหนี่ยวเป็นเพียงกุศโลบาย... ความแค้นนั้นจะย้อนกลับมาเผาผลาญพวกเราเอง”
“นั่นคือความเสี่ยงที่เราต้องแบกรับ” มณีรินทร์เดินเข้ามาหยุดข้างกายเขา สัมผัสเบาๆ ที่หัวไหล่ทำให้ศิลาชะงัก “แต่ถ้าวันนี้เราไม่ทำอะไรเลย อีกไม่นานผู้คนนับหมื่นจะตกอยู่ใต้เงื้อมมือของไกรจักรจนหมดสิ้น ท่านต้องการให้ชื่อของท่านเป็นเพียงวีรบุรุษในตำนาน หรือต้องการเห็นแผ่นดินที่ไร้รอยเลือดอีกต่อไป?”
การโต้เถียงกันดำเนินไปตลอดทั้งคืน อาจารย์เคนนำม้วนเอกสารที่คัดลอกด้วยลายมือบรรจงขึ้นมาวาง กลิ่นหมึกสดใหม่ลอยแตะจมูก ในนั้นเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่ปรุงแต่งขึ้นเกี่ยวกับการปรากฏตัวของปาฏิหาริย์ในคืนที่ศิลารอดชีวิตจากกองเพลิง มันถูกเขียนอย่างพิถีพิถันเพื่อให้อ่านง่ายและเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก
“คนมักจะเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ” อาจารย์เคนกล่าวปิดท้าย “เราไม่ได้โกหกท่านขุนศึก เราเพียงแต่ ‘ขยายความ’ ในสิ่งที่พวกเขากำลังต้องการคำตอบ”
ศิลามองดูเอกสารเหล่านั้นด้วยความรู้สึกขัดแย้งลึกๆ ในใจ ศรัทธาเป็นสิ่งสวยงาม แต่ในยามสงคราม มันถูกใช้เป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุด เขาได้รับรายงานจากสายลับว่าแม่ทัพไกรจักรกำลังวางแผนกวาดล้างหมู่บ้านริมน้ำโขงเพื่อตัดกำลังสนับสนุนของฝ่ายกู้ชาติ ข่าวลือเหล่านี้อาจเป็นเพียงทางเดียวที่จะทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นสู้ก่อนที่จะถึงวันพิพากษา
“เอาเถิด” ศิลาถอนหายใจยาว “ถ้าข่าวลือของท่านทำให้ประชาชนไม่ยอมก้มหัวให้ไกรจักรได้แม้แต่วันเดียว... ข้าก็จะยอมเป็นตัวละครในตำนานของท่าน”
ทันทีที่เขากล่าวจบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารเวรยามก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม ตามด้วยเสียงตะโกนตื่นตระหนกที่ทำให้ทุกคนภายในกระโจมต้องนิ่งอึ้ง
“ท่านขุนศึกครับ! มีข่าวร้าย! หน่วยลาดตระเวนของเราถูกฆ่าตายทั้งหมดกลางป่าทิศตะวันตก และที่สำคัญ... บนหน้าอกของพวกเขาทุกคน มีสัญลักษณ์ ‘รูปมังกรพ่นไฟ’ ประทับอยู่!”
ศิลาเบิกตากว้าง สัญลักษณ์นั้นไม่ใช่ของใครที่ไหน มันคือตราประจำตัวของกองกำลังลับที่แม่ทัพไกรจักรสร้างขึ้นเพื่อ ‘ล่าสังหาร’ กบฏโดยเฉพาะ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาสั่นสะท้าน สิ่งที่ทำให้ศิลารู้สึกราวกับถูกตบหน้าคือจดหมายฉบับหนึ่งที่ปักอยู่กับศพนายทหารคนสนิทของเขา ซึ่งทหารเวรยามเพิ่งนำมามอบให้
เขารีบฉีกผนึกจดหมายออก อ่านข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดภายในนั้น แล้วมือของเขาก็สั่นเทาจนเกือบทำจดหมายร่วงหล่นลงพื้น
*“ข้าได้ยินข่าวลือเรื่องวีรบุรุษคนใหม่ของเจ้าแล้ว... น่าสนใจนัก ศิลา แต่เจ้าลืมไปหรือเปล่าว่า ‘ลูกสาวของศัตรู’ ที่เจ้าให้ความไว้วางใจนักหนานั้น คือคนเดียวกับที่ส่งข่าวการเคลื่อนไหวของเจ้าให้ข้าตลอดเวลา”*
ศิลาหันขวับไปมองเจ้าหญิงมณีรินทร์ทันที เธอไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเธอกลับดูเย็นเยียบและแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คู่คิดที่เขาเชื่อใจ แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยเลือดและตำนานบทใหม่นี้ด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 15
ข่าวลือและศรัทธา
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!