"ถ้าท่านเชื่อว่าคมดาบของพวกท่านมีไว้เพียงเพื่อหั่นเนื้อสัตว์หรือฟันต้นไม้ในป่าทึบ ท่านก็จงวางมันลงเสียตอนนี้ แล้วกลับไปนอนรอความตายใต้ถุนเรือนเถิด"
เสียงของศิลาไม่ได้ดังประหนึ่งเสียงตะโกนของแม่ทัพผู้เกรี้ยวกราด ทว่ามันกลับเย็นเยียบและบาดลึกยิ่งกว่าคมมีดโกน เขายืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบชีวิตในโรงเก็บฟืนเก่าแก่ที่ลับตาคน ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายดิบสีหม่นของเขาสะท้อนกับแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันที่วูบไหว กลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นดินชื้นแฉะของริมฝั่งโขงอบอวลอยู่ในอากาศ
ชายคนหนึ่งที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านโหนกแก้มสบถออกมาเบาๆ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน "ข้ามีลูกมีเมียต้องเลี้ยงดู ท่านศิลา... การจับดาบสู้กับกองทัพหลวงของแม่ทัพไกรจักร ไม่ต่างอะไรกับการเอาหัวไปรับคมหอกหรอกนะ"
ศิลาไม่ตอบในทันที เขาเพียงแต่ขยับกายเข้าไปใกล้ชายผู้นั้น สายตาที่ผ่านการสูญเสียและไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ในชีวิตตนเองจดจ้องมองลึกลงไปในดวงตาที่สั่นไหวของอีกฝ่าย "ข้าไม่ได้มาชวนพวกท่านไปตาย แต่ข้ามาชวนให้พวกท่าน 'เลือก' ว่าจะตายอย่างไร... จะตายอย่างสุนัขที่รอให้เขามาเหยียบย่ำถึงหน้าเรือน หรือจะตายอย่างพยัคฆ์ที่ฝากแผลไว้บนแผ่นหลังของศัตรูให้โลกจารึก"
ในมุมมืดของโรงเก็บฟืน เจ้าหญิงมณีรินทร์เฝ้ามองภาพนั้นด้วยหัวใจที่บีบรัด นางไม่ได้แต่งกายด้วยอาภรณ์สูงศักดิ์ แต่สวมใส่ชุดของหญิงชาวบ้านเพื่อหลบเร้นสายตาผู้คน แสงเทียนที่ตกกระทบใบหน้าของนางเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกปนชื่นชม นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้กำลังแบกรับความแค้นที่ใหญ่หลวงเกินกว่าคนคนหนึ่งจะรับไหว แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กำลังจุดไฟแห่งความหวังที่ริบหรี่ให้ลุกโชนขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
"ไกรจักรไม่ได้ต้องการแค่แผ่นดิน" ศิลาหันมามองขุนพลเถื่อนเหล่านั้นทีละคน "มันต้องการลบชื่อของพวกท่านออกจากหน้าประวัติศาสตร์ มันต้องการให้เลือดของบรรพบุรุษพวกท่านกลายเป็นปุ๋ยใต้รองเท้าบูทของพวกมัน ใครที่คิดว่าลูกหลานของท่านสมควรเกิดมาเป็นทาส ก็จงออกไปจากที่นี่เสียตอนนี้... ข้าจะไม่ขวางทางเดินของคนขี้ขลาด"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่นั้นอย่างรวดเร็ว เสียงแมลงกลางคืนและเสียงกระแสน้ำโขงที่ไหลเอื่อยอยู่ไม่ไกลกลายเป็นเสียงเดียวที่ปรากฏชัดเจน ทุกคนในที่นั้นต่างตระหนักดีถึงคำพูดของเขา ศิลาไม่ได้พูดเกินจริง ไกรจักรคือปีศาจในคราบขุนศึกที่เหยียบย่ำทุกอย่างที่ขวางหน้า
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าศึกและเสียงเกราะกระทบกันก็ดังแทรกเข้ามาจากภายนอก เป็นจังหวะที่หัวใจของทุกคนในโรงเก็บฟืนหยุดเต้นไปชั่วขณะ ศิลาชักดาบสั้นที่พกติดตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบส่งสัญญาณให้ทุกคนหมอบต่ำ
"ดูเหมือนว่า 'แขกไม่ได้รับเชิญ' จะมาถึงเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้" ศิลาหันไปสบตากับมณีรินทร์ที่หลบอยู่ในมุมมืด พลางกระซิบสั่งเสียงเรียบ "ท่านจงออกไปทางประตูลับหลังโรงเรือน ถ้าข้าไม่กลับมา... จงจำไว้ว่าเลือดของท่านมีค่ามากกว่าการเอามาทิ้งไว้ที่นี่"
มณีรินทร์คว้าข้อมือเขาไว้แน่น นิ้วเรียวของนางสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะปล่อยออก "อย่าให้ข้าต้องเสียคนสำคัญไปอีกคนเลยนะศิลา... เพราะหากท่านตาย แผ่นดินนี้ก็ไม่เหลือความหวังใดๆ อีกแล้ว"
ศิลาไม่หันกลับมาตอบ เขาเพียงแต่ขยับหน้ากากผ้าปิดปากขึ้น ปล่อยให้สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่พร้อมจะสังหารผู้ที่เข้ามาขวางทาง เขาพุ่งทะยานออกไปทางหน้าต่างไม้ที่ผุพัง ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าชายฉกรรจ์ที่มองดูการตัดสินใจของเขาทั้งด้วยความหวาดกลัวและความยำเกรง
เมื่อเขากระโดดออกไปภายนอก กองทหารม้าลาดตระเวนของไกรจักรกว่าสิบคนกำลังยืนคุมเชิงอยู่รอบโรงเรือน แสงไฟจากคบเพลิงสว่างจ้าจนน่าเวียนหัว หัวหน้าหน่วยทหารมองไปรอบๆ พลางแสยะยิ้มที่ดูน่ารังเกียจ
"ออกมาเถอะเจ้าพวกสวะ ข้าได้รับคำสั่งมาว่ามีหนูสกปรกมากบดานอยู่ที่นี่... ออกมาให้พวกข้าเชือดทิ้งเสียดีๆ แล้วข้าจะสัญญาว่าครอบครัวของพวกเจ้าจะไม่ต้องทรมานมากนัก"
ศิลายืนสงบนิ่งอยู่ในเงามืดของพุ่มไม้ข้างโรงเรือน เขาไม่ได้พุ่งออกไป แต่กลับเลือกที่จะใช้มีดสั้นปาดคอทหารม้าที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างเงียบเชียบ เลือดอุ่นๆ กระเซ็นเปื้อนใบหน้าของเขา เขายังคงไร้ความรู้สึก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของการเข่นฆ่า
ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังจะจัดการทหารคนที่สอง เสียงเกือกม้าอีกฝูงก็ดังสนั่นมาจากทิศตรงข้าม พร้อมกับธนูเพลิงที่พุ่งเข้าใส่กองทหารของไกรจักรจนแตกกระเจิง ศิลาชะงักไปชั่วครู่ ใครกันที่บังอาจขวางทางกองทัพของไกรจักรในยามวิกาลเช่นนี้?
ร่างของชายชุดดำคนหนึ่งควบม้าฝ่ากองเพลิงเข้ามา มือหนึ่งถือดาบใหญ่ที่เปื้อนคราบเลือดเก่าแก่ มันหันมามองศิลาผ่านความมืด สายตาของชายปริศนาผู้นั้นเต็มไปด้วยความแค้นที่เขารู้สึกได้แม้จะห่างกันหลายวา
"ข้าไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้าหรอกนะ ศิลา..." ชายชุดดำกล่าวเสียงต่ำด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ศิลาถึงกับตัวแข็งทื่อ "ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่พวกเจ้าตระกูลศิลาเคยทำไว้กับตระกูลของข้าเมื่อสิบปีก่อนต่างหาก"
ร่างนั้นชักดาบขึ้นเหนือหัว พลางสั่งให้กองกำลังลึกลับของเขาระดมโจมตีทหารของไกรจักรอย่างบ้าคลั่ง ศิลาเบิกตากว้างเมื่อเห็นตราประทับที่แขนเสื้อของชายผู้นั้น... มันคือตราสัญลักษณ์ของ 'ขุนพลเงา' ที่เขาคิดว่าตายไปตั้งแต่สงครามคราวก่อน
เกมที่เขาตั้งใจจะเดินเพื่อกู้ชาติกลับกลายเป็นสนามรบของความแค้นในอดีตที่เริ่มเผยตัวออกมาทับซ้อนกัน ศิลาคว้าดาบแน่น หันไปมองที่ประตูโรงเรือนอีกครั้ง ซึ่งบัดนี้เจ้าหญิงมณีรินทร์ไม่ได้อยู่ในนั้นแล้ว แต่ทิ้งไว้เพียงสร้อยคอทองคำที่สลักชื่อตระกูลศิลาวางอยู่บนพื้นดินที่เปื้อนเลือด
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 13
กองกำลังจากแดนใต้
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!