“พี่ชาย... ท่านรอน้องนานไปหน่อยนะเจ้าคะ”
ประโยคที่ทิ้งค้างไว้จากความมืดมิดในค่ำคืนก่อนหน้า ยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพของขุนศึกศิลา แม้ในยามที่เขากำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวภายในกระโจมบัญชาการกองทัพผสมริมฝั่งโขง กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยปะปนมากับไอหมอกเหนือน้ำ แต่มันไม่ใช่กลิ่นของศัตรูที่อยู่อีกฟากฝั่ง ทว่าเป็นกลิ่นของความตายที่กำลังคืบคลานจากภายใน
บนโต๊ะแผนที่ไม้สักแผ่นใหญ่ กองทัพพันธมิตรที่เคยฮึกเหิมกำลังตกอยู่ในสภาวะง่อนแง่น ขุนศึกศิลาจ้องมองถ้วยชาที่วางอยู่ตรงหน้าแม่ทัพไกรจักรด้วยแววตาเย็นเยียบ เขาไม่ได้เอ่ยปากทักทาย แต่ความเงียบที่เขาสร้างขึ้นนั้นบีบคั้นเสียยิ่งกว่าเสียงตะโกนด่าทอ
“เหตุใดท่านจึงไม่ดื่มเล่า ท่านศิลา? ชาใบหม่อนชั้นดีจากเมืองเหนือเช่นนี้ หาได้ยากยิ่งนักในยามศึก” แม่ทัพไกรจักรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยรอยยิ้มที่มุมปากอย่างผู้กุมความได้เปรียบ
ศิลาขยับตัวเล็กน้อย เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังกังวานในความเงียบ เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับใช้ปลายนิ้วเขี่ยถ้วยชาของตนให้เลื่อนไปหาแม่ทัพไกรจักรอย่างเชื่องช้า “ข้าเกรงว่าคอของข้าแห้งผากเกินกว่าจะรับรสชาใดได้ในยามนี้... โดยเฉพาะเมื่อข้าทราบว่า สหายร่วมรบของข้าสองคนในหน่วยเสบียง เพิ่งล้มฟุบลงไปเมื่อครู่นี้ด้วยอาการตัวเขียวคล้ำ”
บรรยากาศในกระโจมพลันเย็นเยียบลงถนัดตา นายทหารคนสนิทที่ยืนเฝ้าอยู่รอบด้านต่างชักมือเข้าหาด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ
“ท่านกำลังกล่าวหาว่ามีคนทรยศงั้นหรือ?” ไกรจักรวางถ้วยชาลง เสียงกระแทกกระทบไม้นั้นเบาหวิว แต่กลับมีน้ำหนักดั่งค้อนปอนด์ที่ทุบลงบนหัวใจของทุกคนในห้อง “ในสนามรบ ความตายมาเยือนได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะด้วยคมดาบหรือโรคร้าย การกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานชัดแจ้งนั้น... เป็นพฤติกรรมของคนขี้ขลาดนะท่านศิลา”
ศิลายันกายลุกขึ้นเต็มความสูง ร่างกายกำยำบดบังแสงตะเกียงจนเกิดเป็นเงาทะมึนทาบลงบนใบหน้าของแม่ทัพผู้ทรยศ “ข้าไม่ได้กล่าวหาใคร แต่คนของข้าพบถุงสมุนไพร 'รากอสรพิษ' ในยามเฝ้าเสบียง และที่น่าแปลกใจคือ ตราประทับบนถุงนั้น... มันเป็นตราของหน่วยพลาธิการที่ท่านเป็นผู้ดูแลโดยตรง”
เขาก้าวเข้าไปใกล้ไกรจักรจนได้ยินเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัด “ท่านต้องการให้กองทัพนี้อ่อนแอเพื่อหวังผลสิ่งใด? หรือท่านเพียงแค่ต้องการรอเวลาให้ ‘น้องสาว’ ของข้ากลับมาจัดการข้าด้วยมือของนางเอง?”
ไกรจักรหัวเราะร่า รอยยิ้มนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียม “ท่านฉลาดมากศิลา แต่น่าเสียดายที่ความฉลาดของท่านมักจะมาสายเกินไปเสมอ ท่านคิดหรือว่าการที่นางปรากฏตัวขึ้นหลังจากหายสาบสูญไปนานหลายปี เป็นเรื่องบังเอิญ? นางไม่ได้กลับมาเพื่อรื้อฟื้นสายเลือด แต่นางกลับมาพร้อมกับคำสั่งจากเงา... คำสั่งที่จะบดขยี้ทุกสิ่งที่เป็นของท่าน”
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกจากภายนอกกระโจมก็ดังขึ้น แรงระเบิดเบาๆ กระจายมาจากคลังเสบียง แสงไฟสีส้มฉานพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดำมืด กองทัพพันธมิตรเริ่มแตกตื่น ความสับสนวุ่นวายก่อตัวขึ้นจากการที่ทหารชั้นผู้น้อยเริ่มอาเจียนเป็นเลือดและล้มตายเป็นเบือจากการดื่มน้ำในถังกลางกองทัพ
ศิลาคว้าคอเสื้อของไกรจักรขึ้นมา “เจ้าทำอะไรลงไป! นั่นคือน้ำดื่มของทหาร!”
ไกรจักรไม่สะทกสะท้าน แม้ใบหน้าจะถูกกำปั้นของศิลาจ่ออยู่ “ข้าไม่ได้ทำ... แต่ผู้ที่ท่านเฝ้ารอคอยต่างหากที่เป็นคนลงมือ นางไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตท่าน แต่นางต้องการดูให้แน่ใจว่า เมื่อถึงเวลาสุดท้าย ท่านจะโดดเดี่ยวและพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ที่สุด”
ศิลาผลักไกรจักรออกห่าง ก่อนจะคว้าดาบคู่กายวิ่งออกไปสู่ความโกลาหลเบื้องนอก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือความพินาศ น้ำสีดำที่ปนเปื้อนในลำน้ำโขงกลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่สุดที่เขามิอาจป้องกันได้ ท่ามกลางทหารที่กำลังดิ้นรนเจ็บปวด เขาเห็นเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนเนินดินฝั่งตรงข้าม
สตรีในชุดผ้าไหมสีนิล ใบหน้าที่เคยงดงามอ่อนหวานในความทรงจำ บัดนี้กลับดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาต ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่ศิลาด้วยความสมเพช นางถือน้ำเต้าพิษในมือหนึ่ง และอีกมือหนึ่งถือป้ายประจำตระกูลที่ควรจะสูญหายไปแล้ว
ศิลากัดฟันแน่น มือที่จับด้ามดาบสั่นสะท้านด้วยความโกรธและเจ็บปวด “มณีรินทร์... สั่งให้ทหารหยุดเดี๋ยวนี้! นี่ไม่ใช่การแก้แค้น แต่มันคือการทำลายแผ่นดิน!”
เจ้าหญิงมณีรินทร์ก้าวออกมาจากเงามืด แสงไฟจากคลังเสบียงที่กำลังไหม้ลามเลียไปตามผิวกายของนาง “แผ่นดินที่ท่านพยายามปกป้องนี้หรือ? แผ่นดินที่ทอดทิ้งตระกูลเราให้ตายอย่างสุนัขข้างถนน... ท่านพี่ ท่านช่างเป็นคนโง่เขลาเสียจริง”
นางยกน้ำเต้าขึ้นจรดริมฝีปาก ราวกับกำลังดื่มด่ำกับความพินาศเบื้องหน้า ก่อนจะโยนมันทิ้งลงพื้นจนแตกกระจาย พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังผ่านกระแสลมเย็นเฉียบมายังศิลา “ท่านรอคอยที่จะแก้แค้น แต่ท่านไม่เคยรู้เลยว่า คนที่ท่านพยายามช่วยชีวิตไว้ในตอนต้น... คือคนเดียวกับที่แอบวางยาพิษในถ้วยชาของท่านตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่กระโจมบัญชาการแล้ว”
ศิลารู้สึกถึงความร้อนผ่าวในลำคอที่แล่นปราดเข้าสู่หัวใจทันทีที่สิ้นเสียงนาง เขาทรุดลงกับพื้น ดาบหลุดจากมือ ทัศนียภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนในขณะที่เงาร่างของน้องสาวเดินห่างออกไป พร้อมกับชายปริศนาผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากเงามืดหลังนาง... ชายผู้ที่ศิลาจำได้ดีที่สุดเพราะเขาคือคนที่ตายไปแล้วต่อหน้าต่อตาเขาในเหตุการณ์ครั้งก่อน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในหน้าประวัติศาสตร์เลือดนี้ครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 18
คนทรยศในกลุ่มพันธมิตร
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!