รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 17

ความโหดร้ายของสงคราม

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
“ท่านแม่ทัพ... มันไม่ใช่ทหาร แต่มันคือเด็ก! เด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมด้วยซ้ำ!” เสียงตะคอกของทหารคนสนิทสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ ศิลาไม่ตอบโต้อะไร เขายืนนิ่งอยู่กลางทุ่งนาที่บัดนี้กลายเป็นทุ่งสังหาร กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นดินโคลนที่ถูกเหยียบย่ำจนเละเทะ ที่ปลายเท้าของเขา ร่างของเด็กชายวัยไม่เกินสิบขวบนอนขดตัว มือเล็กๆ กำดาบไม้ที่หักครึ่งแน่น ราวกับว่าแม้ในวาระสุดท้าย เขาก็ยังพยายามปกป้องสิ่งที่มีค่าที่สุด นั่นคือบ้านที่เหลือเพียงเถ้าถ่านเบื้องหลัง ศิลาคุกเข่าลงช้าๆ ถอดถุงมือหนังออกด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เขาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเศษดินออกจากเปลือกตาที่ปิดไม่สนิทของเด็กน้อยคนนั้น ความเยือกเย็นที่เขาสั่งสมมานานหลายปีคล้ายจะแตกสลายลงต่อหน้าภาพความโหดร้ายที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ของสงคราม “นี่คือสิ่งที่ไกรจักรมอบให้แผ่นดินหรือ” ศิลาพึมพำ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบจนคนฟังต้องก้มหน้าหลบสายตา “การสังหารผู้ที่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะชักดาบสู้... ชัยชนะบนกองซากศพเช่นนี้ มันมีค่าควรแก่การจารึกไว้ในประวัติศาสตร์จริงๆ หรือ” “ท่านศิลา” เสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นดังขึ้นจากทางด้านหลัง เจ้าหญิงมณีรินทร์ก้าวเข้ามาใกล้ นางไม่ได้สวมชุดอาภรณ์หรูหราดั่งเช่นในวังหลวง หากแต่เป็นชุดผ้าป่านสีมอซอที่เปื้อนฝุ่นดิน สายตาของนางที่มองไปรอบตัวไม่ได้สะท้อนความกลัว แต่เป็นความโศกเศร้าที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย นางนั่งลงข้างกายศิลา วางมือลงบนบ่ากว้างของเขาอย่างแผ่วเบา “สงครามไม่เคยเลือกเหยื่อ แต่มันเลือก ‘คนที่จะเหลือรอด’ ไปเล่าเรื่องราวที่บิดเบือน เพื่อปกปิดความชั่วร้ายของตนเองท่านมองเห็นไหม ศิลา... ความเงียบงันของพวกเขาเหล่านี้ คือเสียงก่นด่าที่ดังก้องที่สุด” ศิลาหันไปสบตานาง แววตาของเขาดุดันและเจ็บปวด “ข้าโหยหาการแก้แค้น ข้าอยากให้ไกรจักรลิ้มรสความสูญเสียแบบเดียวกัน แต่เมื่อข้าเห็นภาพนี้... ข้ากลับตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากข้าต้องกลายเป็นอสูรร้ายเพื่อเด็ดหัวมัน ข้าจะต่างอะไรกับคนที่ข้ากำลังจะไปฆ่า?” “ต่างสิคะ... ต่างตรงที่ท่านยังมีหัวใจที่เจ็บปวดอยู่” มณีรินทร์พูดพลางมองไปทางหมู่บ้านที่ถูกเผาไหม้ “คนที่ไร้ความรู้สึก คือคนที่น่ากลัวที่สุดในยุทธภพ หากท่านทิ้งความเมตตา ท่านก็เพียงแค่เปลี่ยนมือผู้ถือคมดาบ แต่ความเจ็บปวดของประชาชนจะยังคงเดิม” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าอาชาศึกดังกระหึ่มขึ้นจากเนินเขาด้านทิศเหนือ ทหารม้ากลุ่มหนึ่งในเครื่องแบบสีดำสนิทของกองทัพไกรจักรกำลังควบตะบึงตรงมาทางพวกเขา ศิลาลุกขึ้นยืนในทันที สัญชาตญาณนักรบเข้ายึดครองสติสัมปชัญญะอีกครั้ง เขาคว้าดาบประจำกายขึ้นมา มือกระชับมั่นแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ท่านต้องไป” มณีรินทร์กล่าวอย่างรวดเร็ว “ข้าจะจัดการกับชาวบ้านที่เหลือเอง ท่านเป็นความหวังเดียวของพวกเขา อย่าให้ไฟแค้นเผาผลาญเหตุผลของท่านจนหมดสิ้น” ศิลาไม่ได้ถอยหนี เขากลับก้าวเดินไปข้างหน้า สวนทางกับทหารม้าเหล่านั้น ดาบในมือเขาไม่ได้ถูกชักออกมาเพื่อสังหารอย่างบ้าคลั่ง แต่ถูกถือไว้ด้วยจิตวิญญาณที่พร้อมจะยุติความวิบัติ ขณะที่ทหารม้ากลุ่มนั้นใกล้เข้ามา หัวหน้าหน่วยที่สวมหน้ากากเหล็กดึงสายบังเหียนจนม้าหยุดกะทันหัน มันหัวเราะเยาะด้วยเสียงที่แหบแห้งชวนขนลุก “ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็ ‘สุนัขจรจัด’ ที่รอดชีวิตมาจากคืนพิฆาตตระกูลตนเอง... ท่านแม่ทัพไกรจักรฝากมาบอกว่า เลือดของท่านเมื่อสิบปีก่อนมันยังไม่สะอาดพอ วันนี้เขาจะล้างให้ถึงกระดูก!” ศิลาเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโศกเศร้าเป็นประกายเพชฌฆาตที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง “บอกไกรจักรว่า วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อล้างเลือด... แต่ข้ามาเพื่อ ‘ปิดบัญชี’ ที่มันทำกับแผ่นดินนี้” ศิลาตวัดดาบในมือเป็นวงโค้ง แสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนใบดาบจนเกิดประกายวาบ ทันใดนั้น เขากลับหยุดชะงักเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังทหารม้าเหล่านั้น... เป็นสตรีในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิง ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติแต่กลับฉาบไปด้วยรอยยิ้มที่ดูอำมหิต นางคนนั้นคือน้องสาวแท้ๆ ของเขา—คนที่เขาเชื่อว่าตายไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน และในมือของนางกำลังถือศีรษะของทหารคู่ใจที่เพิ่งคุยกับเขาเมื่อครู่โยนลงมาที่ปลายเท้าของศิลา! “พี่ชาย... ท่านรอน้องนานไปหน่อยนะเจ้าคะ” ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามรอยเลือดและโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%