"อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากเห็นเลือดของตัวเองไหลนองพื้นเร็วกว่าที่โชคชะตากำหนด"
น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบ ดุจคมดาบที่อาบยาพิษ ศิลาพยายามฝืนลืมตาขึ้น แต่ความพร่าเลือนในม่านตาทำให้เขาเห็นเพียงเงาร่างของชายผู้ที่ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้ว เขากำลังยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างของศิลา มือข้างหนึ่งวางบนด้ามดาบที่สลักลวดลายคุ้นตา—ลายหัวสิงห์แห่งกองทัพหลวงที่สาบสูญ
"แก... แกตายไปแล้ว" ศิลาเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก รสปร่าของเลือดคลุ้งอยู่ในปาก ความร้อนผ่าวที่แล่นผ่านหัวใจมิใช่พิษร้ายจากธรรมชาติ แต่มันคือความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังโดยสายเลือดเดียวกัน
ชายผู้นั้นขยับรอยยิ้มที่มุมปาก แสงคบเพลิงจากระยะไกลสะท้อนเงาใบหน้าของเขาให้ดูบิดเบี้ยว "ความตายเป็นเพียงฉากบังหน้าสำหรับผู้ที่รอคอยเวลาที่เหมาะสม น้องสาวเจ้าไม่ได้ทรยศหรอกศิลา นางแค่รู้จักเลือกฝั่งที่ลมหายใจจะยาวนานกว่า"
ร่างของมณีรินทร์ในชุดเกราะอ่อนสีนิลยืนนิ่งเงียบอยู่เบื้องหลัง นางไม่ได้สบตาเขา แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับน้ำในลำโขงยามไร้จันทร์
ศิลาไม่รอคำตอบ เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดขัดขืนต่อความอ่อนล้า ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักดีดตัวขึ้นด้วยสัญชาตญาณนักรบ ดาบเหล็กกล้าในมือขวาตวัดเข้าหาลำคอของชายปริศนาอย่างรวดเร็ว แต่ทว่า...
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วค่ายที่กำลังตกอยู่ในความโกลาหล พลธนูฝั่งแม่ทัพไกรจักรกำลังขยับเข้าล้อมจากสามทิศทาง ศิลาชะงักงัน เมื่อเห็นเงาร่างของทหารนับร้อยพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้หนาทึบและเงามืดของโขดหิน ปิดตายทุกเส้นทางหนี
"ข้าบอกแล้วไงว่าคืนนี้เจ้าไม่มีทางออก" ไกรจักรปรากฏตัวขึ้นบนเนินดินเบื้องหน้า มันไม่ได้มาเพียงลำพัง หากแต่กองกำลังทหารม้าเกราะหนักห้าสิบนายยืนเรียงรายราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันทลาย
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวดุจกลองศึก "ไกรจักร... เจ้าคิดว่าการล้อมข้าด้วยเศษเหล็กเหล่านี้จะทำให้เจ้าชนะงั้นหรือ? แผ่นดินนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างด้วยความศรัทธาที่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ"
"ศรัทธาของเจ้ากินไม่ได้ ศิลา" ไกรจักรหัวเราะเยาะในลำคอ พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบกองทัพที่เริ่มบีบวงล้อมเข้ามา "ดูสิ สหายศึกของเจ้ากี่คนแล้วที่ยอมทิ้งอาวุธเพียงเพื่อเห็นแก่ครอบครัว? เจ้าคือแม่ทัพที่โดดเดี่ยวที่สุดในประวัติศาสตร์พงศาวดารนี้"
บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของทหารนับร้อยย่ำลงบนพื้นดินก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่สื่อถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ศิลาหันมองรอบกาย ทิศเหนือคือหน้าผาสูงชัน ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกคือคมหอกของไกรจักรที่พร้อมจะกระชากวิญญาณเขาได้ทุกเมื่อ
ชายปริศนาที่ยืนอยู่ข้างมณีรินทร์เริ่มก้าวถอยหลัง ปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกินร่างไป แต่น้ำเสียงของเขายังคงทิ้งท้ายไว้อย่างแผ่วเบาแต่บาดลึก "พี่ชาย... เจ้าจะตายในฐานะกบฏ หรือจะตายในฐานะผู้ที่ทำลายล้างดินแดนนี้ด้วยมือของเจ้าเอง... จงเลือกเอา"
ศิลาถุยเลือดออกจากปาก สายตาคมกล้าจ้องมองไปที่ไกรจักรราวกับจะมองให้ทะลุไปถึงกระดูกดำ เขาไม่ได้หวาดกลัวต่อความตาย ทว่าเขากำลังชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาเกียรติยศที่เหลืออยู่กับการยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิตของประชาชนในเมืองที่เขาเคยสาบานว่าจะปกป้อง
มณีรินทร์ค่อยๆ เดินก้าวออกมาข้างหน้า นางขยับปากพูดโดยไร้เสียง แต่นักรบผู้ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนอย่างศิลาอ่านปากนางออกอย่างแจ่มชัด... *'ยอมจำนนเสีย ศิลา... ก่อนที่เลือดจะนองจนถึงต้นน้ำโขง'*
ศิลาหลับตาลงชั่วขณะ ความทรงจำในวัยเยาว์ไหลย้อนกลับมาเหมือนสายน้ำที่เชี่ยวกราก ภาพของครอบครัวที่จากไป ภาพของแผ่นดินที่เคยร่มเย็น กองทัพของไกรจักรขยับเข้าใกล้จนเขาสามารถสัมผัสถึงไอเย็นของปลายหอกที่จ่ออยู่ห่างจากอกไม่ถึงสามศอก
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาเปลี่ยนจากความเศร้าสร้อยเป็นความเด็ดเดี่ยวที่ไร้ซึ่งความปรานี ดาบในมือถูกกระชับแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว เขารู้ดีว่าหากวันนี้เขาต้องตาย มันจะไม่ใช่การตายที่ไร้ค่า
"หากวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของข้า" ศิลาเปล่งเสียงกังวานก้องทั่วหุบเขา "ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้ประจักษ์ว่า... ทหารที่ไม่มีวันถอยหลังนั้น น่ากลัวกว่าปีศาจในนรกเพียงใด"
ทันใดนั้น ศิลาไม่ได้พุ่งเข้าหาไกรจักรตามที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ แต่เขากลับถีบตัวพุ่งเข้าหาหน้าผาสูงชันที่อยู่ด้านหลัง แล้วใช้ปลายดาบปักลงบนรอยแยกของหินผาเพื่อส่งร่างตัวเองกระโดดข้ามรัศมีการโอบล้อมของทหารม้าไกรจักรไปตกที่เบื้องหลังของกองทัพศัตรูในระยะประชิด
ทหารของไกรจักรแตกตื่นเสียขบวน เสียงดาบปะทะกันดังระงมท่ามกลางความมืดมิด ศิลาเหมือนเงาปีศาจที่ว่องไวและดุดัน เขาไม่ได้สู้เพื่อชนะ แต่สู้เพื่อสร้างทางรอดให้แก่พันธมิตรที่ซุ่มรออยู่ในเงามืดของพงไพรข้างหน้า
ทว่าขณะที่เขากำลังจะหลุดพ้นจากวงล้อม ชายปริศนาคนเดิมกลับปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งจากเงามืดของต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับกระชากคอเสื้อศิลาไว้จากด้านหลังอย่างแรง พร้อมกับเสียงกระซิบที่ทำให้ศิลาต้องหยุดกึก...
"เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า... ใครกันแน่ที่เป็นคนสอนวิชาดาบให้กับเจ้า? และเจ้าลืมไปแล้วหรือว่า... หัวใจของเจ้าที่เต้นอยู่นี้ แท้จริงแล้วเป็นของใคร?"
ศิลาชะงักกึกทันทีเมื่อชายคนนั้นดึงหน้ากากออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นรูปพยัคฆ์บนใบหน้าที่ศิลาจำได้ดีที่สุดในชีวิต... มันคือหน้าตาของบิดาผู้ที่น่าจะสิ้นลมไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษสายเลือดนี้ไปพร้อมกับผมครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 19
การล้อมเมืองระลอกแรก
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!