รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 20

สละเรือเพื่อรักษาแผ่นดิน

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
“วางดาบลงเสีย ศิลา... เจ้ากำลังหันคมเขี้ยวใส่สายเลือดของตนเอง” เสียงแหบพร่าดังก้องผ่านไอหมอกเหนือผิวน้ำที่เดือดพล่านด้วยเปลวเพลิง ประโยคนั้นกรีดลึกเข้าไปในโสตประสาทของขุนศึกหนุ่มยิ่งกว่าคมหอกใดๆ ที่เขาเคยเผชิญมาตลอดชีวิต ยอดนักรบผู้เคยเยือกเย็นดั่งหินผายืนตัวแข็งทื่อ ปลายดาบเหล็กน้ำพี้สั่นระริกหยดเลือดของศัตรูลงสู่แผ่นกระดานเรือรบหลวง ‘พยัคฆ์คำรณ’ เบื้องหน้าของเขา ใต้แสงคบเพลิงที่สะท้อนเงามืดวูบวาบ ชายร่างสันทัดในชุดเกราะกาฬพักตร์เพิ่งปลดหน้ากากเหล็กทิ้งลงบนพื้นไม้ รอยแผลเป็นรูปพยัคฆ์พาดผ่านจากโหนกแก้มซ้ายจรดปลายคาง—รอยแผลที่ศิลาไม่มีวันลืม เพราะมันคือรอยแผลที่บิดาได้รับจากการปกป้องเขาจากคมดาบของกบฏในคืนที่เรือนบรรพบุรุษถูกเผาวอดเมื่อสิบปีก่อน “พ่อ...?” ริมฝีปากของศิลาขยับอย่างยากลำบาก ลำคอตีบตันจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก “เป็นไปไม่ได้... ข้าเห็นกับตา ว่าท่านถูกขังอยู่ในกองเพลิงคืนนั้น...” “สิ่งที่เจ้าเห็น คือสิ่งที่ไกรจักรต้องการให้เจ้าเห็นต่างหากล่ะ ลูกข้า” ชายผู้มีใบหน้าของ พระยาพิชัยเดช บิดาผู้ล่วงลับ ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แววตาคู่นั้นไม่ได้มีไออุ่นแห่งความรักของบิดาหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มันมีเพียงความเย็นชาและว่างเปล่าดั่งหลุมศพ “ไฟในคืนนั้นไม่ได้เผาผลาญข้า แต่มันหลอมข้าขึ้นมาใหม่ ภายใต้ร่มเงาของผู้ที่จะครองแผ่นดินสองฟากฝั่งโขงที่แท้จริง” “ท่านทรยศ...” เจ้าหญิงมณีรินทร์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเฉียบขาดแม้ใบหน้าจะซีดเผือด นางกระชับคันธนูในมือแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังชายตรงหน้า “ท่านยอมก้มหัวให้แม่ทัพไกรจักร คนที่จุดไฟเผาตระกูลของท่านเองอย่างนั้นหรือ!” “ทรยศรึ? องค์หญิงผู้ไร้เดียงสา” ชายวัยกลางคนแค่นยิ้ม ดวงตากระตุก “ในกลศึกของโลกใบนี้ ไม่มีคำว่าทรยศ มีเพียงผู้ที่รอดชีวิตเพื่อกำหนดชะตากรรม ข้าไม่ได้ก้มหัวให้ไกรจักร แต่ข้าคือผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ร่วมกับเขา... ศิลา วางดาบลงแล้วตามพ่อมา ไกรจักรยอมรับในฝีมือเจ้า แผ่นดินนี้จะอยู่ในกำมือของพวกเรา” ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก ลมหายใจนั้นบาดลึกถึงปอดราวกับสูดเอาขี้เถ้าและเศษแก้วเข้าไป ปมความแค้นสิบปีที่สั่งสมมา การฝึกดาบจนมือแตกเลือดอาบทุกค่ำคืน ความเจ็บปวดที่ต้องแบกรับชื่อเสียงของตระกูลที่ล่มสลาย... ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร? เพื่อมาพบว่าต้นตอของความพินาศไม่ใช่เพียงความเหี้ยมโหดของไกรจักร แต่คือการทรยศหักหลังของเลือดเนื้อเชื้อไขตนเองอย่างนั้นหรือ สายตาของศิลาเหลือบมองข้ามไหล่ของบิดาไปเบื้องหลัง กองเรือรบของแม่ทัพไกรจักรนับร้อยลำกำลังตีวงล้อมปิดปากคุ้งน้ำโขงบริเวณแก่งหินกิ่ว เรือรบฝ่ายตนเหลือเพียงไม่ถึงสิบลำ ทหารหาญหลายร้อยชีวิตกำลังถูกต้อนเข้าสู่กับดักมรณะ เสียงโห่ร้อง เสียงกลองศึกดังกึกก้องประหนึ่งมัจจุราชกำลังนับถอยหลัง “ศิลา...” เสียงกระซิบแผ่วเบาของมณีรินทร์ดึงสติของเขากลับมา นางไม่ได้สั่ง ไม่ได้ขอร้อง แต่นางวางมือลงบนท่อนแขนที่สั่นเทาของเขาอย่างแผ่วเบา สายตาของนางไม่ได้มองหาชัยชนะ แต่เต็มไปด้วยความห่วงใยในวิญญาณของเขา “อย่าปล่อยให้ความมืดกลืนกินเจ้า... จำได้หรือไม่ ว่าเจ้าจับดาบเล่มนี้เพื่อสิ่งใด” คำพูดของนางเหมือนหยดน้ำทิพย์ชโลมลงบนเปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญมโนธรรมของศิลา เขาไม่ได้จับดาบเพื่อล้างแค้นเพียงอย่างเดียว แต่เขาจับดาบเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์ เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดต้องสูญเสียครอบครัวในกองเพลิงเหมือนเขาอีกต่อไป ศิลาเงยหน้าขึ้น แววตาสับสนแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งใต้ลำน้ำโขงในฤดูหนาว เขากระชับดาบในมือมั่น ปลายดาบชี้ตรงไปยังหัวใจของชายตรงหน้า “ท่านไม่ใช่พ่อของข้า” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ทรงพลังจนทำให้อีกฝ่ายชะงัก “พ่อของข้าตายไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อนพร้อมกับเกียรติยศของตระกูล ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าข้าบัดนี้... เป็นเพียงเศษเดนของสงครามที่ยอมขายวิญญาณให้ศัตรูเท่านั้น” “ไอ้ลูกเนรคุณ!” ชายผู้มีรอยแผลเป็นคำราม ชักดาบวงพระจันทร์ออกจากฝัก แต่ก่อนที่คมดาบจะปะทะกัน เสียงหวีดหวิวของลูกธนูเพลิงนับร้อยก็พุ่งแหวกความมืดลงมาจากหน้าผาเบื้องบน ฟึ่บ! ตูม! ลูกธนูเพลิงตกลงสู่ดาดฟ้าเรือ พลุสัญญาณสีแดงฉานแตกกระจายเหนือท้องฟ้า เสียงแตรเขาสัตว์ของทัพไกรจักรส่งสัญญาณเข้าประชิด กองเรือศัตรูเริ่มยิงเครื่องยิงหินและหม้อน้ำมันดินข้ามมา กลิ่นกำมะถันและน้ำมันดิบคละคลุ้งไปทั่วคุ้งน้ำ เรือรบของฝ่ายศิลาเริ่มแตกพังทีละลำ ทหารหาญตกน้ำส่งเสียงร้องระงม “พวกมันปิดทางออกหมดแล้ว!” ทหารเอกคนสนิทของศิลาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน เลือดอาบทั่วร่าง “แก่งหินด้านหลังตื้นเกินไป เรือใหญ่ผ่านไม่ได้ ขืนชักช้าพวกเราจะถูกบดขยี้จนจมก้นแม่น้ำโขงทั้งหมดขอรับท่านขุนศึก!” ศิลาเหลือบมองสถานการณ์รอบด้านอย่างรวดเร็ว สมองของยอดนักรบประมวลผลท่ามกลางความตายที่คืบคลานเข้ามา แก่งหินกิ่วมีช่องแคบเพียงช่องเดียวที่เรือพายขนาดเล็กสามารถรอดผ่านไปได้ แต่เรือรบหลวง ‘พยัคฆ์คำรณ’ ลำนี้มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะผ่านไป และบัดนี้ มันกำลังตกเป็นเป้าหมายหลักของทัพไกรจักร มีทางเดียวที่จะช่วยชีวิตทหารส่วนใหญ่และพาเจ้าหญิงมณีรินทร์หนีรอดไปได้... “มณีรินทร์” ศิลาหันไปหานาง แววตาของเขาเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ไม่ ศิลา... ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไร” มณีรินทร์ส่ายหน้า ละล่ำละลักปฏิเสธทันที ดวงตาคู่งามรื้นไปด้วยน้ำตา นางฉลาดเกินกว่าจะไม่รู้กลยุทธ์ของเขา “เจ้าจะใช้เรือลำนี้เป็นตัวล่อใช่หรือไม่! ข้าไม่ยอม!” “เรือพายเร็วสามลำที่ผูกอยู่ท้ายเรือ สามารถพาท่านและทหารบาดเจ็บทั้งหมดลัดเลาะผ่านซอกหินหลบหนีไปตามลำน้ำสาขาได้” ศิลาพูดเร็วและกระชับ แข่งกับเสียงระเบิดที่ดังขึ้นรอบทิศ “เรือพยัคฆ์คำรณบรรทุกดินปืนและน้ำมันยางอยู่เต็มใต้ท้องเรือ หากข้าจุดชนวนมันที่กลางร่องน้ำลึก มันจะระเบิดขวางทางเรือรบหลักของไกรจักร และสร้างม่านควันไฟขนาดใหญ่พอที่จะบดบังการถอยร่นของพวกท่าน” “แล้วเจ้าล่ะ!” มณีรินทร์คว้าคอเสื้อเกราะของเขาไว้แน่น น้ำตาหยดลงบนแผ่นเหล็ก “เจ้าจะรอดออกมาได้อย่างไรในดงระเบิดเช่นนั้น!” “หน้าที่ของขุนศึก คือการรักษาแผ่นดินและชีวิตของไพร่ฟ้า” ศิลาวางมือทับลงบนมือของนาง สัมผัสอบอุ่นนั้นเป็นสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งความเป็นมนุษย์ของเขาไว้ “และหน้าที่ของหัวใจข้า... คือการปกป้องท่าน องค์หญิง” ศิลาหันไปสั่งทหารคนสนิทด้วยเสียงก้องกังวานดุจฟ้าร้อง “นำตัวเจ้าหญิงลงเรือพายเดี๋ยวนี้! ถ่ายเทกำลังพลทั้งหมดลงเรือเล็ก ใครขัดคำสั่ง ข้าจะตัดหัวด้วยมือตัวเอง! ปฏิบัติ!” “ศิลา! ไม่นะ ศิลา!” เสียงกรีดร้องของมณีรินทร์ถูกกลืนหายไปเมื่อทหารองครักษ์จำต้องลากตัวนางลงสู่เรือพายท้ายลำ ท่ามกลางความชุลมุน ชายผู้มีรอยแผลเป็นพยัคฆ์พยายามจะพุ่งเข้าขัดขวาง แต่ศิลาตวัดดาบสกัดไว้อย่างแม่นยำ คมดาบปะทะกันจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ “เจ้าคิดว่าจะหยุดกองทัพเรือของไกรจักรได้ด้วยชีวิตไร้ค่าของเจ้าเพียงคนเดียวรึ!” ชายผู้เคยเป็นพ่อกัดฟันกรอด ออกแรงกดดาบลงมา “ชีวิตข้าอาจไร้ค่า...” ศิลาหมุนตัวหลบ ใช้สันดาบกระแทกเข้าที่ซี่โครงของอีกฝ่ายจนถอยกวัดแกว่ง “แต่เปลวเพลิงนี้ จะเผาผลาญความทะเยอทะยานอันโสมมของพวกเจ้า!” ศิลาคว้าคบเพลิงที่ปักอยู่ข้างกราบเรือ วิ่งฝ่าห่ากระสุนธนูตรงดิ่งลงไปยังห้องใต้ท้องเรือ กลิ่นดินประสิวและน้ำมันดินเข้มข้นจนแสบจมูก ทุ่นระเบิดน้ำและถังดินปืนนับร้อยถังถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบตามแผนรับศึก ชายหนุ่มมองดูสายชนวนที่ทอดดยาว บนดาดฟ้าเรือ เรือรบของแม่ทัพไกรจักรลำหน้าสุดเริ่มแล่นเข้ามาเทียบกราบ โซ่ตรวนและขอสับถูกเหวี่ยงขึ้นมาเพื่อยึดเรือพยัคฆ์คำรณ ทหารฝ่ายศัตรูเริ่มกรูขึ้นมาบนเรือ ศิลาก้มลงมองสายชนวน เขาสัมผัสจี้หยกที่มณีรินทร์เคยมอบให้ที่คอเป็นครั้งสุดท้าย ภาพความทรงจำ ภาพรอยยิ้มของนาง และภาพแผ่นดินที่สงบสุขผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง “เพื่อแผ่นดิน... และเพื่อเจ้า” ศิลาจ่อคบเพลิงเข้ากับสายชนวน ประกายไฟแลบเลียสายป่านอย่างรวดเร็ว วิ่งตรงเข้าสู่กองถังดินปืน! ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม! แรงระเบิดมหาศาลฉีกกระชากเรือรบหลวง ‘พยัคฆ์คำรณ’ ออกเป็นเสี่ยงๆ เปลวเพลิงสีส้มแดงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับมังกรเพลิงที่ตื่นจากหลับใหล แรงอัดอากาศซัดคลื่นน้ำในแม่น้ำโขงให้ยกตัวสูงท่วมหัว ซากไม้และเปลวไฟกระเด็นเข้าใส่เรือรบของไกรจักรที่อยู่ใกล้เคียงจนลุกไหม้ลามเป็นลูกโซ่ ควันดำหนาทึบปกคลุมคุ้งน้ำทั้งหมดจนมืดมิดดั่งยามราตรีไร้จันทร์ ห่างออกไปในเงามืดของซอกหินแก่งกิ่ว เรือพายของมณีรินทร์โยกคลอนตามแรงคลื่นยักษ์ นางทรุดตัวลงกับกราบเรือ มองดูกองเพลิงที่ลุกท่วมกลางลำน้ำด้วยหัวใจที่แหลกสลาย น้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้น ทว่า... ท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังมอดดับลงบนผิวน้ำที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง สายตาของมณีรินทร์พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างสายหนึ่งกำลังเกาะซากเสากระโดงเรือลอยคอเข้าหาฝั่งทึบฝั่งตรงข้าม แต่ร่างนั้นไม่ได้อยู่เพียงลำพัง—มีเรือพายลึกลับไร้ธงสังกัดลำหนึ่งพุ่งแหวกม่านควันเข้ามาเทียบ และชายผู้ก้าวลงมาช่วยดึงร่างนั้นขึ้นเรือ กลับสวมชุดเกราะทองคำลายหงส์เหิน ซึ่งเป็นเครื่องทรงเฉพาะของ 'แม่ทัพหลวงแห่งอาณาจักรล้านช้าง' ผู้ซึ่งควรจะนำทัพพันธมิตรมาช่วย แต่กลับหายสาบสูญไปเมื่อสามวันก่อน! *** ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและติดตามอ่านอย่างเหนียวแน่นมาจนถึงตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%