“หากเจ้าก้าวเท้าพ้นเขตป่านี้ไป แล้วถูกจับได้ ข้าจะถือว่าเจ้าเป็นเพียงสายลับไร้ค่าที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง... แต่หากเจ้าทำสำเร็จ แผ่นดินล้านช้างจะจดจำชื่อของเจ้าไว้เหนือกว่านักรบคนใด”
ขุนศึกศิลากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าดวงตาคมกริบดุจใบมีดโกนจ้องเขม็งไปยัง ‘พราย’ สปายหนุ่มผู้กำลังจัดแจงชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีมอซอ อันเป็นเครื่องแบบของกรรมกรขนเสบียงในค่ายของแม่ทัพไกรจักร ภายในกระโจมบัญชาการที่จุดตะเกียงน้ำมันเพียงเล่มเดียวให้แสงสลัว ขุนศึกศิลาวางมีดสั้นลงบนโต๊ะไม้แผนที่ที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนกลยุทธ์
พรายยืดตัวตรง แววตาของเขาไม่มีความหวาดหวั่น มีเพียงความมุ่งมั่นที่สั่นไหวอยู่ลึกๆ “ชีวิตของข้าน้อย ท่านขุนศึกเป็นผู้ช่วยไว้จากคมดาบที่ชายแดน เมื่อถึงคราวที่ต้องทดแทนคุณ ต่อให้ต้องเป็นศพใต้ฝ่าเท้าไอ้แม่ทัพไกรจักร ข้าน้อยก็จะไม่เสียใจครับ”
ศิลาเดินเข้าไปใกล้ ตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ แต่หนักแน่น “ข้าไม่ได้ต้องการศพของเจ้า ข้าต้องการ ‘หู’ และ ‘ตา’ ของเจ้าในนั้น ไกรจักรไม่ใช่คนโง่ เขามีระบบตรวจตราที่เข้มงวด จงจำไว้... อย่าพยายามสืบเรื่องความลับทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่จงฟังว่าใครคือคนที่มันไว้ใจที่สุด คนทรยศมักจะโผล่หัวออกมาเมื่อกลิ่นอำนาจเริ่มหอมหวาน”
ในมุมมืดของกระโจม เจ้าหญิงมณีรินทร์ที่นั่งเงียบมาตลอดกาลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง “พราย... จงนำนี่ติดตัวไป” พระนางยื่นม้วนกระดาษขนาดเล็กที่ผนึกครั่งรูปตราประจำพระองค์ให้ “หากเจ้าตกอยู่ในที่นั่งลำบากถึงที่สุด ให้แสดงตรานี้แก่ชายที่สวมกำไลข้อมือหยกสีเลือดในค่ายนั้น เขาคือสายลับของฝั่งเราที่ฝังตัวอยู่ลึกที่สุด อย่าได้เอ่ยปากบอกความลับนี้แก่ใคร แม้แต่ศิลาเองก็ยังไม่เคยรู้”
ศิลาหันไปมองเจ้าหญิงด้วยแววตาประหลาดใจ ทว่าเขาก็เลือกที่จะไม่ถาม ความไว้วางใจที่เขามีต่อมณีรินทร์นั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะใช้คำพูดเป็นเครื่องพิสูจน์
การเดินทางเข้าสู่ค่ายไกรจักรเริ่มต้นในคืนเดือนดับ ภูมิประเทศรอบค่ายถูกล้อมด้วยลวดหนามและพลธนูที่สับเปลี่ยนเวรยามทุกครึ่งชั่วยาม พรายเคลื่อนตัวผ่านป่าละเมาะด้วยความชำนาญราวกับเงา เขาแฝงตัวเข้ากับกลุ่มกรรมกรขนข้าวสารที่กำลังมุ่งหน้าเข้าประตูทิศตะวันออก ความอึดอัดเริ่มบีบคั้นเมื่อทหารยามเริ่มสุ่มตรวจค้น
“มึง... หยุดก่อน!” เสียงทหารยามตะคอก พรายหัวใจแทบหยุดเต้น แต่เขายังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำ “พวกมึงมาจากหมู่บ้านไหน ทำไมหน้าตาไม่คุ้น?”
“หมู่บ้านดอนทรายครับนายกอง ช่วงนี้ลำน้ำโขงน้ำแห้ง พวกเราเลยต้องมารับจ้างหาเงินไปซื้อข้าวสารเข้าบ้านครับ” พรายตอบพลางก้มหน้าต่ำ มือที่ถือตะกร้าไม้นั่นสั่นเล็กน้อยอย่างจงใจ เพื่อให้ดูเหมือนความกลัวของชาวบ้านธรรมดา
ทหารยามพ่นลมหายใจอย่างรำคาญใจ “รีบๆ เข้าไป! อย่าให้เห็นว่าอู้ล่ะ ถ้าใครทำของตกพื้นแม้แต่เมล็ดเดียว ข้าจะให้กินข้าวจากดิน!”
พรายก้าวผ่านประตูเข้าสู่ใจกลางค่ายไกรจักร บรรยากาศข้างในนั้นคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ และควันไฟ เสียงสั่งการของแม่ทัพไกรจักรดังแว่วมาจากกระโจมใหญ่ที่ประดับด้วยธงตราสัญลักษณ์แห่งการทรยศ พรายลอบสังเกตการจัดวางคลังอาวุธและเวรยามอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งเขาเดินผ่านโรงเก็บเสบียง สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังเช็ดถูอาวุธอยู่หน้ากระโจมฝ่ายเสบียง
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น สายตาประสานกัน... กำไลหยกสีเลือดที่ข้อมือซ้ายโดดเด่นชัดเจนท่ามกลางแสงคบเพลิง พรายนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะแกล้งสะดุดล้มจนข้าวสารหกกระจาย ชายคนนั้นรีบเดินเข้ามาช่วยพยุงด้วยท่าทีเฉยเมย
“เจ้าทำอะไรของเจ้า ไอ้โง่...” ชายคนนั้นกระซิบเบาๆ แต่ทว่าเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบจนน่าขนลุก “ข้ารอเจ้ามานานเกินไปแล้ว... แผนการของไกรจักรไม่ใช่แค่การยึดหัวเมือง แต่มันคือการเปลี่ยนแม่น้ำโขงให้กลายเป็นสุสานของพวกเจ้าทุกคนในวันจันทร์หน้า”
พรายเบิกตากว้าง เขารีบก้มลงเก็บข้าวสารพร้อมกระซิบตอบ “วันจันทร์? ทำไมถึงเร็วขนาดนั้น?”
“เพราะมันพบกุญแจสำคัญที่ศิลาเก็บไว้แล้ว” ชายคนนั้นดึงตัวพรายให้ลุกขึ้นพลางขยิบตาให้ทหารยามที่เดินตรวจตรามองไม่เห็น “คืนนี้ เที่ยงคืน จงมาที่นี่อีกครั้ง ข้ามีรายชื่อของคนทรยศในกองทัพศิลาที่จะส่งให้เจ้าไปกับมือ แต่น่าเสียดายที่ข้าคงมีชีวิตรอดไปถึงวันจันทร์ไม่ได้แล้ว”
พรายขมวดคิ้วสงสัย ทว่าก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรเพิ่มเติม ชายคนนั้นก็ผลักเขาออกเบาๆ แล้วตะโกนขึ้นมาเสียงดังเพื่อให้ทหารยามได้ยิน “ระวังหน่อยสิวะ! ข้าวของเสียหมดแบบนี้ เจ้าจะเอาค่าแรงที่ไหนไปเลี้ยงลูกเมีย!”
พรายรีบก้มหัวขอโทษขอโพย ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของทหารยามโดยรอบ เขาเดินลับเข้าไปในเงามืดของกระโจมใหญ่ หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก ข้อมูลที่ได้นั้นใหญ่หลวงนัก หากวันจันทร์นี้คือวันเผด็จศึกจริง เขาต้องนำข่าวนี้ออกไปให้ได้ก่อนรุ่งสาง
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะก้าวพ้นเขตโรงเสบียง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าศึกจำนวนมากก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูคุ้นหูและน่าสะพรึงกลัว พรายหันกลับไปมองด้วยความหวาดเสียว
แม่ทัพไกรจักรในชุดเกราะเต็มยศ ก้าวลงจากม้าคู่ใจ สายตาของจอมทัพกวาดมองไปรอบค่ายด้วยความพึงพอใจ ก่อนที่ดวงตาคู่คมนั้นจะหยุดลงที่พรายราวกับจะมองทะลุผ่านความลับทั้งหมดที่เขากำลังแบกไว้
“เจ้า...” ไกรจักรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนอากาศรอบข้างดูจะเย็นเยียบลงทันที “ข้าจำหน้าเจ้าไม่ได้ในกลุ่มกรรมกรพวกนี้... แต่ข้าจำสายตาของคนที่เพิ่ง ‘ได้รับคำสั่ง’ ให้มาตายได้แม่นยำนัก”
แม่ทัพไกรจักรเดินเข้ามาใกล้จนพรายสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตาย “คนของเราส่งข่าวมาบอกว่า... มีสายลับหนูตัวหนึ่งหลุดเข้ามาในค่าย และดูเหมือนว่าหนูตัวนั้น... จะเพิ่งพบกับสายลับของข้าที่ทรยศไปซบตักศิลาซะด้วย”
ไกรจักรกระชากดาบออกจากฝัก ปลายดาบคมกริบชี้มาที่ลำคอของพราย ในวินาทีที่ความตายจ่ออยู่ตรงหน้า พรายเหลือบไปเห็นชายสวมกำไลหยกถูกทหารลากตัวออกมาจากเงามืด สภาพร่างกายโชกเลือดจากการถูกทรมานก่อนหน้านี้
“ฆ่ามันเสีย” ไกรจักรออกคำสั่งสั้นๆ “แล้วจงเอาหัวของมัน ไปเสียบประจานที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ให้ไอ้ศิลาเห็นว่า... ของขวัญต้อนรับศึกของข้านั้น งดงามเพียงใด!”
ในวินาทีที่คมดาบของเพชฌฆาตกำลังจะฟาดลง พรายตัดสินใจกระชากบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งไม่ใช่กระดาษลับ แต่เป็นเข็มพิษที่มณีรินทร์เคยกำชับว่าให้ใช้เฉพาะในยามที่ ‘ทุกอย่างพังทลาย’ เท่านั้น ทว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน กลับไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเพียงลำพัง
เมื่อเงาร่างหนึ่งที่คุ้นตาของศิลาพุ่งทะยานลงมาจากหลังคาโรงเสบียง พร้อมกับเสียงธนูที่แหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหว ดับแสงคบเพลิงทั่วทั้งค่ายให้ตกอยู่ในความมืดมิดชั่วพริบตา!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปกับผมนะครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 26
สงครามข่าวกรอง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!