“หัวของนาง... ถูกเสียบประจานไว้ที่หน้าด่านกั้นเขตแดนแล้วขอรับท่านขุนศึก”
เสียงรายงานของพลทหารคนสนิทสั่นเครือ แววตาของมันหลบวูบไม่กล้าสบกับนัยน์ตาที่ดั่งคมดาบของขุนศึกศิลา ความเงียบงันในกระโจมบัญชาการนั้นหนักอึ้งราวกับภูเขาที่ถล่มลงมาทับ อากาศธาตุรอบตัวดูจะเบาบางจนแทบหายใจไม่ออก
ศิลาไม่ได้โต้ตอบในทันที เขายังคงก้มหน้าเขียนบันทึกยุทธวิธีบนแผ่นหนังดิบ ปลายพู่กันตวัดอย่างมั่นคง ทว่าน้ำหมึกสีดำข้นกลับหยดลงบนแผนที่จุดที่ควรจะเป็นฐานที่มั่นของเมืองมณีรินทร์จนเป็นรอยด่างพร้อยขนาดใหญ่
“แกเห็นกับตาหรือ?” ศิลาถาม น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว เขาวางพู่กันลงอย่างแช่มช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพลทหารด้วยสายตาที่เย็นเยือกดั่งน้ำแข็งใต้ลำน้ำโขงในยามเหมันต์
“เห็น... เห็นชัดเต็มสองตาขอรับท่านขุนศึก ทหารของแม่ทัพไกรจักรแห่แหนกันไปทั่วค่ายตะโกนก้องว่านี่คือจุดจบของผู้ที่คิดคัดค้านอำนาจ... เจ้าหญิงมณีรินทร์สิ้นพระชนม์แล้วขอรับ!”
ศิลานิ่งงันไปครู่หนึ่ง มือหนาที่วางอยู่บนด้ามดาบประจำกายบีบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขารู้ดีว่าไกรจักรเป็นคนเช่นไร ปีศาจในคราบมนุษย์ผู้นี้ไม่มีทางปล่อยให้เหยื่อตายอย่างเรียบง่าย หากจะฆ่า ก็ต้องฆ่าด้วยความอัปยศ หากจะทำลาย ก็ต้องทำลายให้ถึงแก่นวิญญาณ
ศิลาก้าวเดินออกจากกระโจมช้าๆ ลมหนาวที่พัดมาจากฝั่งโขงปะทะใบหน้าคมสัน เขาไม่ได้รู้สึกถึงความหนาวเหน็บ สิ่งที่เขารู้สึกคือไฟแค้นที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก แต่ภายใต้ความโกรธเกรี้ยว เขากลับเห็นช่องโหว่... ไกรจักรไม่มีทางฆ่ามณีรินทร์ตอนนี้ หากนางตาย ประโยชน์ทางรัฐศาสตร์และการใช้เป็นตัวประกันเพื่อกดดันหัวเมืองฝ่ายเหนือจะมลายหายไปในทันที ข่าวลือนี้คือ 'คำลวง' เพื่อบีบให้เขาบุกเข้าไปในกับดัก
“ท่านขุนศึก! เราต้องยกทัพไปถล่มมันเดี๋ยวนี้! แค้นนี้ต้องชำระ!” เสียงตะโกนของเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาดังระงมอยู่เบื้องหลัง พวกเขาต่างบ้าคลั่งด้วยโทสะ ขาดสติจนมองไม่ออกว่ากำลังก้าวเดินลงหลุมพรางที่ถูกขุดไว้อย่างประณีต
ศิลาหยุดเดิน ยืนตระหง่านอยู่บนเนินดิน สายตามองออกไปที่สายน้ำโขงที่ไหลเชี่ยวเบื้องหน้า เขาจินตนาการถึงใบหน้าของมณีรินทร์... สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดที่เคยเตือนเขาเสมอว่า 'ชัยชนะที่ได้มาด้วยความโกรธ คือจุดเริ่มของความพ่ายแพ้ที่แท้จริง'
“หากนางตาย ข้าจะเผาค่ายไกรจักรให้วอดวาย” ศิลาพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “สั่งทัพหน้าให้หยุดการเคลื่อนไหว เราจะตั้งรับอยู่ในที่ตั้ง ห้ามใครออกไปนอกเขตป้องกันเด็ดขาด ใครฝ่าฝืน... ตัดหัว!”
คำสั่งนั้นสร้างความงุนงงให้แก่เหล่าทหาร แต่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเยือกเย็นที่สุดในกองทัพ ศิลาเดินกลับเข้าสู่ที่พำนัก เขาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่เห็นคือความจริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้น
ในขณะที่ความวุ่นวายกำลังก่อตัวขึ้นภายในกองทัพ ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่ไร้แสงจันทร์ ร่างหนึ่งในชุดดำสนิทค่อยๆ เคลื่อนผ่านเงาไม้เข้ามาใกล้กระโจมบัญชาการของศิลาอย่างเงียบเชียบ ประสาทสัมผัสของศิลาตื่นตัวขึ้นทันที มือของเขาชักดาบออกจากฝักในจังหวะเดียวกับที่เงาร่างนั้นพุ่งเข้ามา
คมดาบของศิลาหยุดลงเพียงเส้นผมกั้นลำคอของผู้วิสามัญ
“ถ้าข้าเป็นเจ้า... ข้าจะไม่ฆ่าคนส่งสาส์นหรอกนะ ท่านขุนศึก” เสียงหวานแผ่วเบาที่คุ้นเคยดังขึ้นจากใต้ผ้าคลุมหน้า
ศิลาชะงัก ดาบในมือสั่นสะท้านเล็กน้อย เขาจำเสียงนี้ได้แม่นยำ... เสียงที่เขากลัวว่าจะไม่ได้ยินมันอีกตลอดกาล “เจ้าหญิง? เจ้ายังมีชีวิตอยู่จริงหรือ?”
“ไกรจักรกำลังเล่นเกมที่เขามั่นใจที่สุด” หญิงสาวเปิดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นดวงตาที่ยังคงแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว แม้ใบหน้าจะซีดเผือด “เขาใช้ชีวิตของข้าเป็นเหยื่อล่อให้ท่านสูญเสียความเยือกเย็น แล้วบีบให้ท่านเดินทัพเข้าสู่ช่องเขาแคบ... ที่นั่นมีทหารม้าหุ้มเกราะห้าพันนายรอขยี้ทัพของท่านอยู่”
ศิลามองใบหน้าของหญิงสาวที่เขาเฝ้าทะนุถนอมในใจมาโดยตลอด ความโล่งใจแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลที่หนักอึ้งกว่าเดิม เพราะเขารู้ดีว่าการที่นางหนีมาได้ คือการประกาศสงครามกับไกรจักรอย่างเต็มรูปแบบ และไกรจักรไม่มีทางปล่อยให้ความผิดพลาดนี้ดำเนินต่อไป
“หากเขารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่...”
“เขารู้แล้วล่ะ” มณีรินทร์เอ่ยแทรก เสียงของนางสั่นเพียงเล็กน้อย “และเขากำลังมาที่นี่... ไม่ใช่ในฐานะแม่ทัพ แต่ในฐานะฆาตกรที่ต้องการปิดปากทุกคนที่รู้ความจริงเรื่อง 'หัว' ที่ถูกเสียบประจานนั่น”
ทันใดนั้น เสียงแตรศึกดังกึกก้องไปทั่วบริเวณค่าย แสงคบเพลิงนับร้อยดวงปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้าเหมือนดั่งฝูงหิ่งห้อยปีศาจที่กำลังรุกคืบเข้ามา ศิลาหันไปมองเงาดำที่พุ่งเข้ามาใกล้ทางทิศเหนือ แม่ทัพไกรจักรไม่ได้มาคนเดียว แต่นำกองกำลังนักฆ่าฝีมือดีที่สุดของฝ่ายอธรรมมาด้วย
“เจ้าไปที่ปลอดภัยเสีย มณีรินทร์” ศิลาออกคำสั่งพลางกระชับดาบในมือแน่น แววตาของเขาเปลี่ยนไปจากความกังวลเป็นความดุดันของนักรบที่พร้อมจะแลกด้วยชีวิต
“ไม่... ครั้งนี้ข้าจะไม่หนีอีก” มณีรินทร์หยิบมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในชายผ้าออกมา “เราต้องจบเรื่องนี้ด้วยกัน ข้ามีสิ่งที่ท่านต้องรู้... เรื่องที่ไกรจักรปกปิดไว้ในบันทึกลับฉบับสุดท้ายของบิดาท่าน”
ศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง คำสารภาพของนางทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวกว่าการเผชิญหน้ากับกองทัพนับพันเสียอีก สิ่งที่เขารู้มาตลอดว่าเป็นความจริง... อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำลวงที่ไกรจักรวางแผนไว้เพื่อทำลายวงศ์ตระกูลของเขาให้ราบคาบตั้งแต่วันที่บรรพบุรุษเสียชีวิต
ขณะที่เสียงฝีเท้าของเหล่านักฆ่าเริ่มดังใกล้เข้ามาถึงหน้ากระโจม ศิลาก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ทว่าก่อนที่คมดาบแรกจะปะทะกัน มณีรินทร์กลับคว้ามือเขาไว้แน่นแล้วกระซิบด้วยเสียงที่ทำให้ศิลาต้องเบิกตากว้าง
“ท่านขุนศึก... คนที่สั่งฆ่าครอบครัวท่านในคืนนั้น... ไม่ใช่ไกรจักร แต่คือ...”
ก่อนที่คำพูดนั้นจะสิ้นสุด เสียงระเบิดจากดินปืนดังสนั่นไปทั่วค่าย ร่างของนักฆ่าพุ่งทะลุผ้าม่านกระโจมเข้ามาพร้อมกับดาบที่อาบยาพิษสีม่วงเข้ม
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับอรรถรสทางประวัติศาสตร์ที่ผมตั้งใจถ่ายทอดให้นะครับ
"พงศาวดารมีชีวิต"
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 27
คำลวงของปีศาจ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!