“หากพรุ่งนี้โขงเปลี่ยนสีด้วยเลือด พวกท่านจะยอมให้มันจารึกชื่อว่าผู้กล้า หรือจะให้เป็นเพียงปุ๋ยฝังดินใต้รอยตีนไกรจักร!”
เสียงทุ้มต่ำแต่ก้องกังวานของขุนศึกศิลาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในกระโจมบัญชาการใหญ่ กลิ่นกำยานผสมคาวเหล็กจากหอกปลายแหลมที่เพิ่งฝนเสร็จอบอวลไปทั่วบริเวณ เขาไม่ได้มองหน้าใครทั้งสิ้น สายตาจับจ้องเพียงแผนที่หนังแกะที่ถูกกางไว้บนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำ สายตาของเขาราวกับจะกรีดรอยแผลลงบนผืนแผนที่ตรงจุดยุทธศาสตร์ที่แม่ทัพไกรจักรยึดครองอยู่
“ขุนศึกศิลา... การบุกครั้งนี้ไม่ใช่การออกไปรบ แต่มันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ” เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากแม่ทัพรองผู้มีใบหน้าบาก “กำลังพลเราน้อยกว่าสามเท่า แผนการที่ท่านวางไว้... มันเสี่ยงเกินไป”
ศิลาเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ นัยน์ตาคู่นั้นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งใต้ลำน้ำโขงในคืนเดือนดับ เขายื่นมือไปวางบนด้ามดาบประจำกาย น้ำหนักที่กดลงบนฝักดาบเบาๆ สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับทุกคนในห้อง
“ถ้าความเสี่ยงคือสิ่งที่พวกท่านหวาดกลัว งั้นจงกลับไปกอดลูกเมียที่บ้านเสีย” ศิลาแค่นยิ้มที่มุมปาก “สงครามไม่เคยถามหาความสมเหตุสมผล แต่มันถามหาความกล้าหาญ... แม่ทัพไกรจักรไม่ได้เชื่อในหลักการของตำราพิชัยสงคราม มันเชื่อในความอำมหิต และนั่นคือจุดอ่อนเดียวที่ข้าจะใช้เผด็จศึกมัน”
บรรยากาศในกระโจมตึงเครียดจนแทบขาดใจ ก่อนที่ม่านหนาจะถูกเปิดออก เจ้าหญิงมณีรินทร์ก้าวเข้ามาในชุดผ้าไหมเรียบง่าย ทว่าสง่างามดั่งนางพญา นางไม่ได้พูดสิ่งใดในทันที เพียงแต่เดินไปหยิบถ้วยชาที่เย็นชืดขึ้นมา แล้ววางถ้วยใหม่ที่ร้อนฉ่าลงไปแทนที่
“ความโกรธแค้นคือเชื้อเพลิงที่ดีครับ แต่ถ้ามันลุกโชนเกินไปจนเผาไหม้หัวใจผู้บัญชาการเสียเอง แผ่นดินที่เราจะกู้นั้นอาจเหลือเพียงเถ้าถ่าน” มณีรินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น สายตาของนางประสานกับศิลา เป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าคำพูดใดๆ “ท่านศิลา... อย่าลืมว่าท่านไม่ได้สู้เพื่อแก้แค้นให้ครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่ท่านสู้เพื่อลมหายใจของคนที่เหลืออยู่บนแผ่นดินนี้ด้วย”
ศิลานิ่งงันไปครู่ใหญ่ ความแค้นที่เคยปะทุในอกเริ่มสงบลงเหมือนพายุที่อ่อนกำลัง แต่ไฟในแววตายังคงคุกรุ่น เขาหันไปมองเหล่าแม่ทัพที่กำลังรอฟังคำตัดสิน
“เตรียมหอกและเกราะให้พร้อม” ศิลาออกคำสั่งเสียงเรียบ “เราจะล่อไกรจักรออกมาจากป้อมปราการค่ายเหนือด้วยกลศึก ‘เสียงปืนใต้เงาจันทร์’ คืนพรุ่งนี้ เมื่อน้ำโขงขึ้นสูงที่สุด นั่นจะเป็นเวลาที่เราจะบดขยี้มัน”
...
เมื่อค่ำคืนคืบคลานเข้าปกคลุม ภายในหอคอยบัญชาการของแม่ทัพไกรจักร บรรยากาศกลับดูฟุ้งเฟ้อตรงข้ามกับค่ายของศิลาอย่างสิ้นเชิง ไกรจักรนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก มือขวาถือจอกสุรา มือซ้ายลูบคมดาบที่อาบด้วยอาคมสีดำสนิท
“มันจะบุกรึ?” ไกรจักรเอ่ยถามคนสนิทที่หมอบอยู่แทบเท้า
“สายลับเรารายงานว่าศิลาเริ่มขยับกองกำลังแล้วขอรับ แต่มันเป็นการเดินหมากที่ดูเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด”
ไกรจักรหัวเราะร่า เสียงหัวเราะแหลมเล็กบาดหู “เสียเปรียบงั้นหรือ? พวกเจ้าจำไว้ให้ดี... ขุนศึกที่โหยหาการแก้แค้นมักจะเดินเข้าหาความตายด้วยความเต็มใจ ยิ่งมันอยากฆ่าข้ามากเท่าไหร่ มันยิ่งเปิดช่องโหว่ให้ข้าเสียบทะลุหัวใจมันได้ง่ายขึ้นเท่านั้น”
เขาลุกขึ้นยืนกะทันหัน จ้องมองไปที่ลำน้ำโขงที่ไหลเชี่ยวเบื้องล่าง “พรุ่งนี้ข้าจะเปลี่ยนลำน้ำโขงให้เป็นสุสานของศิลา และหลังจากนั้น... แผ่นดินนี้จะก้มหัวให้ข้าแต่เพียงผู้เดียว”
...
กลับมาที่ฝั่งของศิลา เขาเดินแยกตัวออกมาจากค่าย มุ่งหน้าสู่ริมฝั่งน้ำเพียงลำพัง ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งที่ได้รับจากสายลับในเมืองหลวง จดหมายที่ยืนยันว่าบุคคลที่เขากำลังจะไปเผชิญหน้าในวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่แค่แม่ทัพที่เคยทรยศครอบครัวเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่กุมความลับเรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริงของเขาไว้ด้วย
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ศิลาชักดาบออกจากฝักในเสี้ยววินาที ปลายดาบจ่อเข้าที่ลำคอของผู้มาเยือนอย่างแม่นยำ
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าให้ใครตามมา” ศิลาเอ่ยเสียงเย็น
เงาร่างในความมืดค่อยๆ ก้าวออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ทว่าดวงตานั้นกลับแปลกไป มันไม่ใช่ทั้งมิตรหรือศัตรู แต่มันคือคนในอดีตที่ศิลาคิดว่าตายไปตั้งแต่วันที่คฤหาสน์ของเขาถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน
“ข้าไม่ได้มาเพื่อห้ามเจ้าไม่ให้แก้แค้น” คนผู้นั้นเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเครือ “แต่ข้ามาเพื่อบอกเจ้าว่า... ที่เจ้ากำลังจะบุกไปพรุ่งนี้ ไกรจักรไม่ได้รอรับมือเจ้าด้วยกองทัพ แต่มันรอรับมือเจ้าด้วยกับดักที่แม้แต่เจ้าก็ไม่มีวันหนีพ้น”
ศิลาชะงัก ดาบในมือสั่นสะท้านเล็กน้อย “เจ้าเป็นใครกันแน่... และทำไมเจ้าถึงยังมีชีวิตอยู่!”
คนผู้นั้นค่อยๆ ปลดหมวกคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่ลากยาวผ่านดวงตาข้างหนึ่ง ก่อนจะกระซิบประโยคที่ทำให้ศิลาถึงกับหน้าถอดสี
“เพราะข้าคือคนเดียวที่ถูกไกรจักรหลอกให้ทรยศพ่อของเจ้า... และข้าก็คือคนเดียวที่ถือดาบเล่มที่สังหารแม่ของเจ้าในคืนนั้น... น้องชายข้า”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปกับผมนะครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 25
ลับหอกรอวันเผด็จศึก
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!