"เลิกพะวงเรื่องความถนัดของเจ้า แล้วมองที่ความตายของศัตรูแทน!"
เสียงตะโกนก้องของขุนศึกศิลาดังฝ่าเสียงเหล็กกระทบเหล็กในสนามฝึกซ้อม เขาไม่ได้ตะโกนด้วยโทสะ แต่เป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบเย็นเยียบราวกับคมมีดที่ลับจนพร้อมจะเชือดเฉือนได้ทุกเมื่อ ศิลาในชุดเกราะหนังคล่องตัวหมุนกายหลบดาบยาวของทหารหนุ่มที่พุ่งเข้ามา ก่อนจะใช้สันดาบกระแทกเข้าที่ซี่โครงจนอีกฝ่ายตัวงอลงไปกองกับพื้น
"อาวุธที่เจ้าถืออยู่ในมือ หากใช้ไม่เป็น มันก็เป็นเพียงเศษเหล็กที่หนักมือเปล่าๆ แต่ถ้าเจ้าเข้าใจหลักการยิงประสาน... กองร้อยของเจ้าหนึ่งกอง จะมีค่าเท่ากับศัตรูหนึ่งกองพัน" ศิลาวางดาบลงบนโต๊ะไม้ข้างสนาม ดวงตาคมกริบกวาดมองแถวทหารที่ยืนเรียงรายด้วยความเหนื่อยหอบ
นี่ไม่ใช่การฝึกแบบโบราณที่อาศัยเพียงพละกำลังเข้าหักหาญ ศิลาได้เปลี่ยนสนามฝึกแห่งนี้ให้กลายเป็นโรงเรียนแห่งกลยุทธ์ เขาให้ทหารเปลี่ยนมาถือหอกที่ยาวขึ้นเพื่อสร้างแนวป้องกันหนามเม่น และฝึกการยิงธนูแบบ 'ประสานวิถี' แทนการยิงแบบสะเปะสะปะตามความถนัดส่วนบุคคล ทุกอย่างถูกคำนวณด้วยระยะห่างและจังหวะเวลา ราวกับเขาไม่ได้กำลังฝึกทหาร แต่กำลังปรับจูนเครื่องจักรสงคราม
เจ้าหญิงมณีรินทร์ยืนสังเกตการณ์อยู่บนระเบียงตำหนักเหนือสนามฝึก สายตาของนางไม่ได้มองเพียงความแข็งแกร่งของร่างกาย แต่กำลังวิเคราะห์ความขัดแย้งที่แฝงอยู่ในแววตาของศิลา
"ท่านกำลังสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ข้าเกรงว่า ยิ่งท่านทำให้พวกเขาฉลาดและชำนาญเพียงใด ความขมขื่นในใจของท่านก็จะยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น" นางเอ่ยขึ้นเมื่อศิลาเดินขึ้นมาพักหายใจข้างๆ กลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ลอยมาจากกายของชายหนุ่ม
ศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสบตานาง แววตาที่เคยเย็นชามีความไหววูบเพียงชั่วขณะ "อำนาจของแม่ทัพไกรจักรไม่ได้มีแค่กำลังทหาร แต่มันคือการวางหมากที่แยบยล หากข้าไม่ทำให้กองทัพนี้เหนือกว่ากฎเกณฑ์เดิมๆ ตระกูลของข้าก็จะเป็นเพียงวิญญาณที่ไร้การชำระแค้นไปตลอดกาล"
"การแก้แค้นไม่เคยสร้างแผ่นดินให้มั่นคงได้นะศิลา" มณีรินทร์กระซิบ เสียงของนางแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึกของเขา "ท่านกำลังเตรียมทัพไปรบ หรือท่านกำลังเตรียมทัพไปตายเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าในใจท่านกันแน่?"
ศิลาไม่ได้ตอบ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตากลับไปยังสนามฝึก ที่นั่น ทหารเริ่มก้าวเท้าเป็นจังหวะพร้อมกัน เสียงฝีเท้าหนักแน่นราวกับพายุที่กำลังก่อตัว เขารู้ดีว่าเขากำลังเล่นกับไฟ สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอาณาเขต แต่คือการเดิมพันด้วยหัวใจที่แหลกสลายของเขาเอง
ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ขยายออกไป สายลมเย็นพัดผ่านหอบเอาเสียงรายงานจากทหารหน่วยสอดแนมที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในสนามฝึก เขาคุกเข่าลงต่อหน้าศิลาด้วยอาการหอบกระเส่า
"ท่านแม่ทัพครับ! กองตรวจการณ์ที่ชายแดนตะวันตกถูกสังหารจนสิ้น... แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ บาดแผลบนร่างเหล่านั้นไม่ใช่รอยดาบขุนนางของไกรจักร แต่เป็นตราสัญลักษณ์ที่หายสาบสูญไปนานนับสิบปี"
ศิลาขมวดคิ้วแน่น มือที่จับด้ามดาบสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเห็นผ้าพันคอสีเลือดที่ทหารหน่วยสอดแนมวางลงบนโต๊ะ มันคือผ้าพันคอที่พี่ชายของเขาเคยสวมใส่ในคืนที่ตระกูลของเขาถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น
"สัญลักษณ์ของ 'เงาพยัคฆ์'..." ศิลาพึมพำ น้ำเสียงเปลี่ยนไปเป็นเย็นเยือกจนคนรอบข้างสัมผัสได้ถึงความกดอากาศที่ลดต่ำลง "มันตายไปพร้อมกับคำสั่งของไกรจักรแล้วไม่ใช่หรือ?"
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยถามสิ่งใด ร่างของทหารที่สอดแนมกลับก้มหน้าลงต่ำจนเกือบติดพื้น ก่อนจะเปิดเผยความจริงที่ทำเอาลมหายใจของศิลาแทบหยุดชะงัก "ไม่ได้มีแค่รอยสังหารครับท่าน... แต่ในป่าตะวันตก บัดนี้กองทัพผีของ 'เงาพยัคฆ์' ได้กลับมาปรากฏกายอีกครั้ง และพวกเขากำลังมุ่งหน้ามาที่ค่ายของเรา... โดยมีผู้นำทัพเป็นคนที่ท่านรู้จักดีที่สุด"
ศิลาหยิบผ้าพันคอผืนนั้นขึ้นมาดู รอยปักที่มุมผ้ายังคงชัดเจน มันคือลายนิ้วมือที่เขาเคยเห็นเมื่อวัยเยาว์... ลายปักที่แม่ของเขาเป็นคนทำด้วยมือตนเองให้กับ 'บิดา' ผู้ที่ควรจะสิ้นใจไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีที่แล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปกับผมนะครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 24
ฝึกทหารกล้า
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!