"หากข่าวร้ายที่ท่านนำมา คือจุดจบของแผ่นดินที่ข้าเฝ้ารักษา ท่านก็จงรีบพูดออกมาเถิด เพราะเวลาของข้ามีค่าเกินกว่าจะเสียไปกับการอ่านจดหมายในความมืดมิดเช่นนี้"
เจ้าหญิงมณีรินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำนิ่ง แต่แฝงด้วยความกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างหนักอึ้ง นางจ้องมองชายแปลกหน้าเบื้องหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก แสงจากตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวในกระโจมกลางป่าลึกสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ไผ่
ขุนศึกศิลาวางมือลงบนด้ามดาบข้างกายโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาจับจ้องไปยังจดหมายในมือชายผู้นั้นอย่างไม่ลดละ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่ว จนกระทั่งได้ยินเสียงแมลงราตรีครวญครางอยู่นอกเขตแนวป่า
ชายแปลกหน้าคลี่ยิ้ม ดวงตาที่หม่นแสงดูราวกับแบกรับเรื่องราวที่หนักอึ้งเกินกว่าคนธรรมดาจะรับไหว เขาไม่ได้ยื่นจดหมายให้โดยตรง แต่กลับใช้นิ้วกรีดลงบนกระดาษสาที่หยาบกร้านนั้นเบาๆ
"ข่าวร้ายคือ... กองทัพของไกรจักรไม่ได้มุ่งหน้ามาที่ลำน้ำโขงเพื่อยึดเมือง แต่เขามาเพื่อลบชื่อตระกูลของท่านให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์ครับท่านศิลา" ชายผู้นั้นหันมามองขุนศึกด้วยสายตาที่เจือความสมเพช "จดหมายฉบับนี้ไม่ได้มีไว้ให้ท่านอ่านเพื่อความโศกเศร้า แต่มันคือรายชื่อ 'คนตาย' ที่จะถูกกำจัดทิ้งในค่ำคืนนี้ และหนึ่งในนั้น... มีชื่อของเจ้าหญิงมณีรินทร์รวมอยู่ด้วย"
ศิลาขยับตัวทันที ความเยือกเย็นที่เขาสั่งสมมาตลอดหลายปีพังทลายลงชั่วขณะ เขาคว้าปกเสื้อของชายผู้นั้นแล้วกระชากเข้ามาใกล้จนลมหายใจปะทะกัน "เจ้าพูดอะไร! ไกรจักรจะรู้ตำแหน่งของเราได้อย่างไร ในเมื่อเราซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกเขตอิทธิพลของกบฏ!"
"กบฏงั้นหรือ?" ชายผู้นั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แม้จะถูกจับคอเสื้อจนแทบหายใจไม่ออก "ท่านคงเข้าใจผิดไปมากครับท่านศิลา กองกำลังที่ท่านคิดว่าหลบซ่อนอยู่นั้น ไม่ใช่กบฏที่รอคอยการกู้ชาติ... แต่เป็น 'หนอนบ่อนไส้' ที่ท่านเองนั่นแหละเป็นคนพาพวกมันเข้ามา"
มณีรินทร์นิ่งอึ้ง นางค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้แสงไฟจนเห็นใบหน้าที่ซีดเผือด "เจ้าหมายความว่าอย่างไร..."
"ข้าถูกส่งมาเพื่อเตือน ก่อนที่พวกท่านจะถูกล้อมกรอบโดยสมบูรณ์" ชายแปลกหน้าหยิบกริชเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แต่แทนที่จะจู่โจม เขากลับวางมันลงบนโต๊ะด้วยความนอบน้อม "ในหุบเขาหลังแนวเขานี้ ไม่ได้มีเพียงกบฏที่ท่านร่วมรบด้วยครับ แต่มีกองกำลังทหารม้าของไกรจักรที่แฝงตัวอยู่ในคราบชาวบ้านมานานนับเดือน... ท่านกำลังนั่งอยู่กลางวงล้อมของศัตรู โดยที่ท่านคิดว่าพวกมันคือมิตร"
ศิลาปล่อยมือจากคอเสื้อชายผู้นั้น แรงกระแทกจากการที่ชายแปลกหน้าถอยหลังไปชนโต๊ะทำให้แผนที่เก่าๆ บนโต๊ะไหวระริก ดวงตาของขุนศึกกวาดมองออกไปนอกกระโจม ความมืดมิดยามค่ำคืนที่เคยดูสงบเงียบ กลับดูน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาทันที เสียงนกกลางคืนที่เคยได้ยิน กลับกลายเป็นเสียงสัญญาณที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน
เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยือกที่แล่นผ่านสันหลัง นี่ไม่ใช่แค่ความล้มเหลวทางกลยุทธ์ แต่มันคือการทรยศหักหลังที่เลือดเย็นที่สุดที่เขาเคยเผชิญ
"เจ้าเป็นใครกันแน่?" มณีรินทร์เอ่ยถาม น้ำเสียงของนางสั่นเครือเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงความเด็ดเดี่ยวไว้ได้อย่างน่าชื่นชม
ชายผู้นั้นขยับเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่พาดผ่านดวงตาซ้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้รอดชีวิตจากสมรภูมิที่ไม่มีใครกล่าวถึง "ข้าเป็นใครไม่สำคัญครับเจ้าหญิง สิ่งสำคัญคือตอนนี้... กองไฟที่ท่านเห็นอยู่นอกกระโจมนั้น ไม่ใช่กองไฟของฝ่ายเราอีกต่อไปแล้ว"
ศิลารีบคว้าดาบแล้วพุ่งตัวออกไปที่หน้ากระโจม ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับภาพที่ทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น
กองไฟนับสิบจุดที่ล้อมรอบค่ายพักอยู่เริ่มดับมืดลงไปทีละจุดอย่างเป็นจังหวะ ราวกับมีการสั่งการจากใครบางคน และในความมืดที่ไร้แสงไฟนั้น เขากลับเห็นแสงวับวาวจากปลายหอกและคมดาบจำนวนมหาศาลที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้รัศมีที่พักของพวกเขา
มณีรินทร์เดินตามออกมาข้างหลังนางมองเห็นสถานการณ์เบื้องหน้า มือของนางสั่นเทาแต่ก็กำกระโปรงแน่นเพื่อเรียกสติ ศิลาหันกลับมามองนาง แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธแค้นเป็นความเด็ดขาดที่พร้อมจะแลกด้วยชีวิต
"หนีไปทางทิศเหนือครับ" ศิลากระซิบ สั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด "มีเส้นทางที่ข้าเตรียมไว้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่ข้าต้องอยู่รั้งท้ายเพื่อเปิดทางให้ท่าน"
"ไม่ ศิลา... เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" มณีรินทร์ปฏิเสธด้วยสายตาที่แน่วแน่ แม้ภัยอันตรายจะประชิดตัวจนแทบไม่มีลมหายใจ
ทว่า ในวินาทีที่ศิลากำลังจะโต้ตอบ เสียงฝีเท้าของม้าศึกหลายร้อยตัวก็ดังกึกก้องขึ้นมาจากทั่วทุกทิศทาง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวที่สุดดังขึ้นจากท่ามกลางความมืด
"ดูเหมือนว่า... นกขมิ้นในกรงทองจะพยายามหาทางออกเสียแล้วนะ ท่านขุนศึก"
แม่ทัพไกรจักรควบม้าเข้ามาในแสงสลัวของค่ายพัก ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มแห่งชัยชนะ ในขณะที่ทหารม้านับร้อยชูคบไฟขึ้นพร้อมกัน จนค่ายพักที่เคยซ่อนเร้นพลันสว่างไสวราวกับกลางวัน
ศิลาชักดาบออกจากฝัก แสงสะท้อนจากคมดาบวับวาวเข้ากับดวงตาของไกรจักร แต่ก่อนที่ศิลาจะได้ก้าวออกไปเผชิญหน้า เสียงกระซิบที่แผ่วเบาจากชายแปลกหน้าที่อยู่ข้างหลังเขากลับทำลายความหวังทั้งหมดลง
"ข้าลืมบอกไป... ที่เขารู้ตำแหน่งท่าน ไม่ใช่เพราะเขาสืบพบ แต่เพราะข้าเป็นคนบอกเขาเอง... เพื่อแลกกับชีวิตที่เหลืออยู่ของข้า"
ชายผู้นั้นชักมีดสั้นออกมา และจ่อไปที่ลำคอของเจ้าหญิงมณีรินทร์ในชั่วพริบตาเดียว!
ศิลาชะงักงัน ดาบในมือสั่นสะท้าน ความหวังครั้งใหม่ที่เขาคิดว่าได้พบ กลับกลายเป็นกับดักที่มัดเขาไว้ด้วยชีวิตของหญิงที่เขารักที่สุด
เหตุการณ์ในคืนนี้จะเปลี่ยนชะตากรรมของแผ่นดินไปตลอดกาล และเลือดหยดแรกกำลังจะหยดลงบนผืนป่าแห่งความทรยศนี้... หรือนี่คือจุดจบที่ไม่มีใครห้ามได้?
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปกับผมนะครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 23
ความหวังครั้งใหม่
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!