รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 22

รอยแผลที่ลึกกว่าดาบ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
“นั่นไม่ใช่เงาของคนตาย แต่มันคือลมหายใจที่ยังคงพ่นพิษใส่แผ่นดินนี้อยู่... เจ้าหญิง” เสียงของศิลาแหบพร่าราวกับเศษแก้วบาดลึกผ่านอากาศที่หนักอึ้งภายในกระโจมพักชั่วคราว ดาบเหล็กกล้าในมือเขายังคงสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความแค้นที่อัดแน่นจนเกือบจะระเบิดออกมาเป็นเลือดสดๆ เจ้าหญิงมณีรินทร์วางถ้วยน้ำชาในมือลงช้าๆ เสียงกระทบกันเบาๆ ของเครื่องกระเบื้องเคลือบดังก้องในความเงียบ พระนางขยับกายเข้ามาใกล้ชายหนุ่มผู้นั่งอยู่บนพื้นไม้ สายตาที่เฉลียวฉลาดดุจดั่งน้ำนิ่งลึกนั้นจับจ้องไปยังนัยน์ตาของศิลา ที่บัดนี้สั่นไหวราวกับเปลวเทียนต้องลมพายุ “ท่านอาจารย์ที่ท่านเคารพรักที่สุด คือคนเดียวกับคนที่จุดไฟเผาเรือนหอของท่านในคืนนั้นใช่หรือไม่?” เจ้าหญิงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำถามกลับคมกริบเหมือนปลายหอก ศิลาเงยหน้าขึ้นมองเพดานกระโจม ราวกับจะมองทะลุผ่านไปถึงดวงดาวที่ไร้แสงในคืนนี้ “เขาไม่ใช่แค่คนสอนวิชาดาบให้ข้า แต่เขาคือคนที่สอนให้ข้าเชื่อในคำว่า ‘เกียรติยศ’... เขาบอกข้าว่าทหารที่ดีต้องตายเพื่อหน้าที่ แต่ในวันที่ครอบครัวข้าถูกฆ่าล้างโคตร เขากลับเป็นคนถือคบไฟเดินนำหน้าไกรจักรเข้ามาในบ้านของข้าเอง” เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ข้าจำกลิ่นควันไฟ กลิ่นเลือดที่คละคลุ้งกับกลิ่นเครื่องหอมของเขาได้ดี... ท่านหญิงครับ ท่านเคยรู้สึกไหมว่า ความเจ็บปวดที่เกิดจากดาบนั้นเป็นเพียงแผลชั่วคราว แต่นี่คือรอยแผลที่ลึกกว่าดาบ ลึกจนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เลือดในใจข้าก็ยังคงไหลซึมออกมาไม่มีวันหยุด” เจ้าหญิงมณีรินทร์เอื้อมมือไปวางบนหลังมือที่สั่นเทาของศิลา สัมผัสที่แผ่วเบานั้นกลับหยุดความโกรธเกรี้ยวในใจเขาได้ชั่วขณะ “ข้ารู้ดีว่าความแค้นคือเชื้อเพลิงที่เผาผลาญคนถือมันก่อนจะไปถึงศัตรู แต่ท่านศิลา... หากท่านปล่อยให้ชายคนนั้นจูงจมูกท่านด้วยความเกลียดชัง ท่านก็จะไม่ต่างอะไรกับหมากตัวหนึ่งที่เขาเพิ่งเดินเข้าสู่กระดาน เพื่อรอวันเชือดทิ้งเหมือนคนอื่นๆ” ศิลาแค่นยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับว่างเปล่า “ข้าไม่ได้ต้องการเป็นหมากของใครอีกแล้ว แต่เมื่อเห็นหน้าเขาในคืนนี้ ความทรงจำที่ข้าพยายามฝังกลบมันไว้สิบปีก็พรั่งพรูออกมา... ข้าเห็นภาพมารดาข้ากอดน้องสาวไว้แน่น ขณะที่เขายืนมองด้วยสายตาที่ไม่มีแม้กระทั่งความเสียดาย ท่านหญิงครับ ความตายของคนเหล่านั้นยังคงถามหาความยุติธรรมจากข้าทุกค่ำคืน” “ความยุติธรรมนั้นจะไม่เกิดขึ้นหากท่านทำเพียงแค่ไล่ล่าเงา” เจ้าหญิงกล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ท่านต้องเหนือกว่าเขา ท่านต้องเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ในหน้าที่ของท่าน ไม่ใช่ให้เขามาเขียนชะตาชีวิตท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ศิลานิ่งงันไปครู่ใหญ่ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังพยายามปรับสมดุลของจิตใจที่แตกร้าว ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารเวรยามก็ดังขึ้นข้างนอกกระโจม ตามด้วยเสียงฝีเท้าอีกคู่ที่ดูรีบร้อนและคุ้นเคยจนน่าประหลาดใจ “ท่านขุนศึก! มีสารด่วนจากค่ายหน้า! พบร่องรอยของขบวนกองเกวียนที่ซ่อนตราประทับของฝ่ายกบฏในหุบเขาเงาจันทร์!” ศิลาลุกขึ้นยืนทันที ความรู้สึกในใจที่สับสนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่เยือกเย็น เขากำด้ามดาบแน่นอีกครั้ง ครั้งนี้มันนิ่งสนิท ดั่งหินผาที่ไร้ความสั่นคลอน “ข้าจะไปดูด้วยตาตัวเอง” เขากล่าวพลางหมุนตัวเดินไปที่ทางเข้ากระโจม แต่ก่อนที่เขาจะแหวกม่านออกไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากในความมืดเบื้องหลังทหารเวรยาม “ไม่ต้องไปไกลถึงหุบเขาหรอก ศิลา... เพราะข้าอยู่นี่แล้ว” ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืด แสงไฟจากคบเพลิงหน้ากระโจมส่องกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของชายผู้นั้น รอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่แก้มขวาทำให้ศิลาชะงักงัน เขาจำรอยแผลนั้นได้ดี... รอยแผลที่เขาเป็นคนฝากไว้ให้มันในคืนสุดท้ายที่พวกเขาเผชิญหน้ากันเมื่อสิบปีที่แล้ว ชายคนนั้นยิ้มที่มุมปาก มือที่ถือจดหมายฉบับหนึ่งยื่นออกมาข้างหน้า “เจ้าหญิงมณีรินทร์... ฝ่าบาททรงให้ข้านำข่าวร้ายที่สุดมาแจ้งท่าน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของนักรบผู้โชคร้ายในรอยร้าวของประวัติศาสตร์ครับ พงศาวดารมีชีวิตหวังว่าเรื่องราวในตอนถัดไปจะทำให้ท่านไม่สามารถวางหนังสือเล่มนี้ลงได้เลยครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%