"ถ้ามึงไม่อยากให้หัวหลุดจากบ่า ก็วางเงินลงบนโต๊ะซะ ไอ้หนุ่ม"
เสียงแหบพร่าของชายร่างยักษ์เจ้าของใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาซ้ายดังขึ้น ท่ามกลางกลิ่นเหล้าเถื่อนและควันบุหรี่ฉุนกึกในโรงเตี๊ยมซอมซ่อริมฝั่งโขง ชายหนุ่มในชุดคลุมสีมอซอที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นซ่อนอยู่ใต้ปีกหมวกสานเก่าๆ เฝ้ามองนิ้วมือหยาบกร้านของคู่สนทนาที่กำลังแตะอยู่ที่ด้ามดาบเหล็กกล้าชั้นเลว
ศิลาไม่ตอบ เขายกจอกเหล้าขึ้นจรดริมฝีปาก นิ้วชี้เคาะจังหวะลงบนโต๊ะไม้ผุๆ เป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าหนักแน่นราวกับเสียงกลองศึกที่รอวันลั่นไก
"ข้าบอกให้วางเงิน!" ชายร่างยักษ์คำราม พลิกโต๊ะไม้จนจอกเหล้าคว่ำระเนระนาด เสียงโครมครามหยุดทุกกิจกรรมในโรงเตี๊ยม เหล่านักเลงและทหารรับจ้างต่างวางถ้วยเหล้า หันมาจับจ้องเหตุการณ์ด้วยความกระหายเลือด
ศิลายังคงนั่งนิ่ง ราวกับเขานั่งอยู่กลางความว่างเปล่าเสียมากกว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ทันใดนั้น เขาก็ขยับตัวเพียงเล็กน้อย—รวดเร็วประดุจประกายไฟกระทบเหล็ก
*ฉับ!*
เสียงโลหะตัดผ่านอากาศดังขึ้นเพียงแว่วเดียว ก่อนที่ปลายดาบของชายร่างยักษ์จะร่วงลงบนพื้นไม้ พร้อมกับนิ้วหัวแม่มือที่ขาดสะบั้น ศิลาลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าเยือกเย็น ดาบในมือเขายังคงอยู่ในฝัก แต่ส่วนปลายเหล็กนั้นเปื้อนไปด้วยหยดเลือดสีแดงสดที่กำลังค่อยๆ หยดลงพื้น
"เงินของข้า... ข้าได้มาด้วยเลือด" ศิลาเอ่ย น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยไอสังหารที่ทำเอาคนทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบ "ส่วนนิ้วของเจ้า ข้าคืนให้เป็นเครื่องเตือนใจว่า อย่าได้แตะต้องสิ่งที่ข้าหามาด้วยชีวิต"
เขาโยนเหรียญทองลงบนโต๊ะที่หักพัง ก่อนจะก้าวเดินออกไปท่ามกลางสายตาหวาดหวั่น สิบปีที่หายไปในเงามืดหล่อหลอมให้ศิลาไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้ใสซื่ออีกต่อไป บัดนี้เขาคือ 'นักล่า' ที่ไร้ชื่อเสียง ไร้สังกัด และไร้ความปราณี
---
ท่ามกลางกระแสน้ำโขงที่เชี่ยวกรากยามค่ำคืน ศิลายืนอยู่บนโขดหินริมฝั่ง สายตามองไปยังแสงไฟริบหรี่จากคุ้มหลวงฝั่งตรงข้าม ภาพความทรงจำสีเลือดที่เคยฝังใจยังคงแจ่มชัดเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน
'ถ้าเจ้าเลือกจะเดินไปทางนั้น... เลือดในกายของเจ้าจะไม่มีวันได้หลับใหลอีกเลย ศิลา'
คำพูดของอาจารย์ยังคงดังก้องในโสตประสาท ความแค้นที่ถูกบ่มเพาะมานับทศวรรษบีบคั้นหัวใจราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น เขารู้ดีว่าแม่ทัพไกรจักรไม่ได้เป็นเพียงแค่ขุนศึกในนาม แต่มันคือปีศาจที่กัดกินแผ่นดินนี้จากภายใน
"เจ้ายังคงวนเวียนอยู่กับความเจ็บปวดเดิมๆ ไม่จบสิ้นหรืออย่างไร?"
เสียงหวานทว่ากังวานดุจระฆังเงินดังขึ้นจากด้านหลัง ศิลาชักดาบออกจากฝักเพียงครึ่งเล่มด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นเงาร่างระหงภายใต้ผ้าคลุมสีนิล สตรีผู้นั้นก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าเรียวสวยที่แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยและสติปัญญาที่เหนือกว่าปุถุชนทั่วไป
"เจ้าหญิงมณีรินทร์..." ศิลาลดดาบลง แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงชั่วขณะ "ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรมา พระราชวังมีกำแพงหนาพอที่จะปกป้องเจ้าจากความมืดข้างนอกนั่น"
"กำแพงที่ข้าอยู่... มันก็แค่คุกที่สร้างจากทองคำเท่านั้นแหละศิลา" มณีรินทร์ก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นไอชื้นของแม่น้ำโขงจากตัวเขา "ข้าได้ข่าวว่ามีทหารรับจ้างไร้นามเพิ่งจัดการคนของไกรจักรที่โรงเตี๊ยมเมื่อครู่ ข้าไม่คิดเลยว่าจะเป็นเจ้า"
"ข้าแค่ทำงานแลกเงิน" ศิลาตอบเลี่ยงๆ
"อย่ามาหลอกข้าด้วยคำพูดจอมปลอม" มณีรินทร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ข้ารู้ว่าเจ้ากลับมาเพื่ออะไร และข้ารู้ด้วยว่าไกรจักรเริ่มระแวงการเคลื่อนไหวของคนลึกลับในเมืองนี้ เจ้ากำลังเล่นกับไฟ และไฟนั่นจะแผดเผาเจ้าก่อนที่เจ้าจะได้แก้แค้น"
ศิลาหันหลังกลับไปมองสายน้ำ "ถ้าชีวิตของข้าเปรียบเสมือนรอยเลือดบนลำน้ำโขง... ข้าก็พร้อมจะให้มันไหลไปจนถึงจุดสิ้นสุดของมัน"
---
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนา ทหารยามของแม่ทัพไกรจักรกลุ่มหนึ่งที่สะกดรอยตามมาก็เริ่มล้อมกรอบโขดหินไว้เงียบๆ ธนูอาบยาพิษถูกน้าวสายจนตึง พวกมันรอคำสั่งจากผู้อยู่ในเงามืดที่กำลังแสยะยิ้มอยู่ไม่ไกล
ไกรจักรยืนมองดูภาพเหตุการณ์ผ่านช่องว่างของต้นไม้ใหญ่ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าเข้ม "ในที่สุด... เจ้าก็โผล่หัวออกมาจนได้ ไอ้สุนัขจรจัดของตระกูลที่ล่มสลาย"
เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณ ให้พลธนูเตรียมพร้อมปลิดชีพทั้งศิลาและเจ้าหญิงมณีรินทร์ในคราเดียวกัน
ศิลาชะงักกึก เขาสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่เข้มข้นขึ้นในอากาศ มือของเขากำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ทว่าก่อนที่เสียงลูกธนูจะแหวกอากาศออกไปนั้น มณีรินทร์กลับขยับตัวเข้ามาใกล้ศิลาแล้วกระซิบด้วยเสียงที่เบาที่สุด
"อย่าขยับ... มีบางอย่างที่เจ้าต้องรู้ก่อนจะลงมือ"
เธอยัดม้วนกระดาษเก่าคร่ำครึลงในมือของศิลา หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อเห็นตราประทับสีแดงที่คุ้นตาบนม้วนกระดาษนั้น—มันคือตราประจำตระกูลของเขาที่หายไปพร้อมกับคืนวันล้างตระกูล
"สิ่งที่เจ้าตามหา... ไม่ได้อยู่ในดาบของไกรจักร แต่คนบงการที่แท้จริงคือคนที่เจ้าให้ความเคารพที่สุดในชีวิต"
คำพูดของนางทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและคำถามที่ดิ่งลึกราวกับก้นแม่น้ำโขง ก่อนที่เสียงลูกธนูดอกแรกจะพุ่งเข้าใส่ดั่งห่าฝน!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรอยเลือดและโชคชะตาในดินแดนแห่งนี้ แล้วพบกันตอนหน้าครับ - พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 2
คมดาบในเงามืด
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!