"หมอบลง!"
เสียงคำรามของขุนศึกศิลากระชากกึกอยู่ในลำคอ ไม่ใช่คำสั่งที่เปี่ยมด้วยความสุภาพ แต่เป็นคำสั่งของผู้ที่ผ่านสมรภูมิมาจนชินชากับกลิ่นคาวเลือด มือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบคว้าเข้าที่ต้นแขนของเจ้าหญิงมณีรินทร์ รั้งร่างบอบบางให้ทรุดลงต่ำเพียงเสี้ยววินาทีที่ลูกธนูหัวเหล็กแหลมคมพุ่งเฉียดขมับของนางไปปักฉึกเข้าที่เสาไม้แกะสลักด้านหลัง
เสียงหวีดหวิวของอาวุธสังหารยังไม่ทันจางหาย ห่าธนูระลอกที่สองก็แหวกอากาศเข้ามาดั่งมรสุม ศิลาไม่รอช้า เขาตวัดดาบประจำกายออกจังหวะเดียวกับที่ถีบโต๊ะไม้ประดับมุกให้คว่ำลงเป็นเกราะกำบัง พลันเสียงไม้กระทบพื้นและเสียงเหล็กกระทบเหล็กก็ดังประสานกันราวกับบทเพลงแห่งความตาย
"เจ้าเป็นใครกันแน่?" มณีรินทร์เอ่ยถาม น้ำเสียงของนางสั่นไหวแต่แววตายังคงแน่วแน่ แม้ท่ามกลางวิกฤตที่ความตายอยู่ห่างออกไปเพียงแค่เส้นด้าย
ศิลาไม่ตอบ เขากวาดสายตามองผ่านช่องโหว่ของโต๊ะเห็นเงามืดของมือสังหารสามคนในชุดรัดกุมกำลังกระโจนผ่านระเบียงเข้ามา "ข้าคือคนที่เจ้าไม่ควรไว้ใจที่สุดในตอนนี้ แต่เป็นคนเดียวที่เจ้าพึ่งพาได้" เขากระซิบ ดึงมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในรองเท้าบูทส่งให้นาง "หากพวกมันเข้าใกล้ตัวข้าเกินหนึ่งวา จงปักมีดนี่ลงไปที่จุดชีพจรใต้คาง... อย่าลังเล มิเช่นนั้นเจ้าจะเป็นศพรายถัดไป"
มณีรินทร์รับมีดมาถือไว้ มือของนางชื้นเหงื่อแต่สายตาจ้องมองขุนศึกหนุ่มอย่างพินิจ นางเห็นรอยแผลเป็นพาดผ่านโหนกแก้มของเขาและแววตาที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลก—แววตาของผู้ที่สูญเสียทุกอย่างจนเหลือเพียงความว่างเปล่า
ทันใดนั้น มือสังหารคนแรกก็พุ่งเข้ามา ศิลาเหวี่ยงร่างตัวเองออกไปจากหลังที่กำบัง ดาบเหล็กกล้าในมือวาดเป็นวงโค้งที่งดงามและอำมหิตในเวลาเดียวกัน เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นก่อนที่ศิลาจะเตะตัดขาคู่ต่อสู้จนเสียหลัก แล้วฝังคมดาบลงที่ช่องว่างระหว่างชุดเกราะอ่อนของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปตามพื้นไม้เงาวับ
ความวุ่นวายภายในตำหนักเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น แม่ทัพไกรจักรส่งคนมามากเกินกว่าที่ศิลาคาดการณ์ไว้ นี่ไม่ใช่แค่การลอบสังหาร แต่มันคือการกวาดล้างที่วางแผนมาอย่างแยบยล
"ข้าไม่ยอมให้แผ่นดินต้องหลั่งเลือดเพราะความทะเยอทะยานของคนเพียงไม่กี่คน" ศิลาพึมพำกับตัวเองขณะเบี่ยงหลบดาบที่ฟันลงมาหมายศีรษะ เขาจัดการกับคนที่สองและสามด้วยท่าไม้ตายที่รวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน จังหวะการเคลื่อนไหวของเขาเหมือนสัตว์ป่าที่กำลังล่าเหยื่อ สงบ เยือกเย็น และไร้ความเมตตา
เมื่อสถานการณ์สงบลงชั่วขณะ ศิลาหันกลับมาหาเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ แต่นางกลับไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวอย่างที่เขาคาดคิด มณีรินทร์ยืนหยัดขึ้น แววตาของนางสะท้อนความเจ็บปวดลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ
"ท่านศิลา... ข้ารู้ว่าท่านคือใคร" นางเอ่ยเสียงแผ่ว แต่หนักแน่น "ลูกชายของแม่ทัพผู้จงรักภักดีที่ต้องตายในกรงขังเพราะความใส่ร้ายของไกรจักร ใช่หรือไม่?"
ศิลาชะงัก ดาบในมือลดต่ำลง แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงขึ้นจนบรรยากาศรอบข้างดูอึดอัด "ความรู้ของเจ้าเป็นภัยต่อตัวเจ้าเอง เจ้าหญิง"
"และความจริงที่ท่านแบกไว้ก็เป็นภัยต่อตัวท่านเช่นกัน" มณีรินทร์ก้าวเข้าหาเขาหนึ่งก้าว ไม่สะทกสะท้านต่อคมดาบ "ท่านต้องการแก้แค้น แต่ข้าต้องการกู้แผ่นดิน เราต่างมีเป้าหมายที่ต่างกัน แต่ในคืนนี้... ศัตรูของเราคือคนเดียวกัน"
ก่อนที่ศิลาจะได้โต้ตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังเสริมก็ดังขึ้นจากทางด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำเอาหัวใจคนฟังกระตุกวูบ
"ขุนศึกศิลา! วางดาบลงเสีย! เจ้าไม่มีทางรอดไปได้ เพราะคนที่ส่งมือสังหารพวกนี้มา... ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวข้าเองที่ยืนอยู่ตรงนี้!"
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ประตูทางเข้า แสงคบเพลิงส่องให้เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน ศิลาแทบหยุดหายใจเมื่อพบว่าคนที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นไม่ใช่เพียงแม่ทัพไกรจักร แต่ยังมีใบหน้าที่คุ้นเคยซึ่งเขาควรจะตายไปจากโลกนี้นานแล้วยืนเคียงข้างอยู่ด้วย
นั่นคือ "พ่อ" ของเขาเอง... ที่บัดนี้กลับสวมเครื่องแบบของขุนพลฝ่ายศัตรูอย่างสมบูรณ์แบบ!
***
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันโหดร้ายนี้ไปกับ "พงศาวดารมีชีวิต" ครับ
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 3
พบพานท่ามกลางวิกฤต
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!