กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นหอมหวานของดอกราตรีที่ถูกบดขยี้ใต้รองเท้าบูทหนังควายป่า เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงกรีดร้องของบ่าวไพร่จนเกือบหมดสิ้น เปลวเพลิงสีส้มฉานพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามวิกาล ย้อมผืนน้ำในลำน้ำโขงให้กลายเป็นสีเลือดฉานสมชื่อ แผ่นดินไทFระส่ำระสายด้วยแรงควบของม้าศึกนับร้อย ไกรจักรยืนตระหง่านอยู่บนเนินดินสูง มือขวากุมด้ามดาบอาคมที่ยังหยาดหยดด้วยโลหิตอุ่นๆ ดวงตาดั่งเหยี่ยวทมิฬกวาดมองคฤหาสน์ตระกูลขุนศิลาที่กำลังมอดไหม้เป็นจุลด้วยความเยียบเย็น ไร้ซึ่งความปรานี
"ท่านแม่ทัพ... ตรวจค้นทั่วเรือนใหญ่แล้วขอรับ ไม่พบตัวเด็กหนุ่มศิลา" นายกองหน้าคนสนิทคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
ดวงตาของไกรจักรหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "มันหนีไม่พ้นหรอก... ภายในรัศมีร้อยลี้แถบนี้ ไม่มีแผ่นดินไหนต้อนรับกบฏหรอก หาให้เจอ แม้แต่ซากศพก็ต้องเอามาให้ข้า!"
ห่างออกไปท่ามกลางความมืดมิดและพงหญ้าคาที่หนาทึบ ศิลาในวัยสิบห้าปีซ่อนตัวอยู่ริมตลิ่งชัน ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวยะเยือกและพิษบาดแผลที่ต้นแขนซ้าย เลือดสีแดงเข้มไหลรินอาบลู่ลงมาผสมกับหยาดน้ำค้างและโคลนตม แต่วิญญาณของเด็กหนุ่มกลับแข็งกร้าวเกินกว่าอายุ มือขวาจิกแน่นลงในดินเปียกชื้นจนเล็บฉีกขาด ภาพท่านพ่อที่ถูกฟันล้มลงต่อหน้า และมารดาที่ผลักเขาลงมาในช่องลับใต้พื้นเรือนพร้อมกับคำสั่งสุดท้าย—*‘มีชีวิตอยู่ ล้างแค้นให้ตระกูลเรา’*—ยังคงดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทอย่างไม่รู้จบ
เสียงฝีเท้าของทหารม้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กลิ่นไอความตายลอยมาแตะจมูก ศิลากลั้นหายใจ หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุกระดูกอก เขาเหลือบมองดาบสั้นประจำตระกูลที่เหน็บอยู่ข้างเอว ดาบที่พ่อเคยบอกว่ามันถูกตีขึ้นเพื่อปกป้องแผ่นดิน แต่วันนี้... มันกลับกลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงความอ่อนแอ
*ฉึก!*
เสียงหญ้าแห้งหักดังขึ้นใกล้แค่เอื้อม เงาร่างของทหารยามนายหนึ่งทาบทับลงมาเหนือพงหญ้าที่เขาซ่อนตัว ปลายหอกเหล็กกล้ากวาดผ่านหน้าผากเขาไปเพียงคืบเดียว ศิลากัดฟันแน่นจนเลือดออกตามไรฟัน นิ้วเรียวยาวกำด้ามดาบแน่นโดยสัญชาตญาณแห่งความเป็นตาย
ในวินาทีที่ปลายหอกกำลังจะแหวกพงหญ้าเข้ามาพิสูจน์ความจริง แสงไฟจากคบเพลิงทางฝั่งเรือนใหญ่ก็วับวาบขึ้นพร้อมเสียงตะโกนสั่งการระลอกใหม่ ทหารยามนายนั้นลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะหันหลังวิ่งกลับไปตามเสียงเรียก ศิลากลืนก้อนสะอื้นลงคอ หยาดน้ำตาผสมปนเปกับคราบเขม่าควันไหลอาบแก้ม
เขารู้ดีว่าค่ำคืนนี้ไม่ใช่จุดจบของความตาย แต่มันคือจุดเริ่มต้นของเพลิงแค้นที่จะไม่มีวันมอดดับลง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุด กัดฟันฝืนสังขารที่สะินสะเทือน ลุกขึ้นยืนท่ามกลางความมืดมิดของราตรี แล้วก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปในป่าดิบชื้นอันไร้จุดสิ้นสุด โดยไม่หันกลับมามองบ้านที่เคยอบอุ่นอีกเลย
ทว่า ในความมืดมิดเบื้องหน้า ท่ามกลางเงาไม้ใหญ่ที่บิดเบี้ยวราปีศาจ มีร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งยืนขวางทางอยู่ นางสวมชุดคลุมสีขาวสนิท ใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวกปีกกว้าง ในมือถตะเกียงโบราณที่ส่องแสงสีนวลแปลกตา นางส่งยิ้มบางเบาให้เขา—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลับ และคำพูดประโยคเดียวที่หยุดฝีเท้าของเขาไว้ได้สนิท
"ถ้าเจ้าเลือกจะเดินไปทางนั้น... เลือดในกายของเจ้าจะไม่มีวันได้หลับใหลอีกเลย ศิลา"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทแรกไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 1
ไฟสงครามในคืนหิมะแดง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!