เสียงเหล็กกระทบกันดังกึกก้องจนแก้วหูแทบแตก ประกายไฟสีส้มวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมัวของโถงทางเดินชั้นในแห่งพระราชวังเวียงคำ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้นของหินศิลาแลงโบราณ ขุนศึกศิลาสะบัดดาบในมือซ้ายเพื่อสลัดคราบโลหิตเหนียวหนืดที่เกาะกรัง สายตาคมกริบกวาดมองร่างของทหารยามนับสิบนายที่นอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่เบื้องล่าง นี่ไม่ใช่สนามรบเปิดโล่งริมฝั่งโขง แต่มันคือเขาวงกตแห่งอำนาจที่ทุกซอกมุมซ่อนเร้นมัจจุราชไว้คอยต้อนรับ
"ไกรจักรไม่ได้ทิ้งทางสะดวกให้เราเดินเข้ามาง่ายๆ หรอกครับท่านศิลา" เสียงกระซิบแหบพร่าดังมาจากด้านหลัง เจ้าหญิงมณีรินทร์ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ มือเรียวบางกำด้ามกริชโบราณไว้แน่น แม้ใบหน้าจะซีดเผือดไร้สีเลือดจากความเหนื่อยล้าและการเดินทางข้ามผ่านห่ากระสุนปืนไฟมาตลอดคืน แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่แพ้บุรุษเพศ
ศิลาไม่ตอบคำชายหนุ่มทำเพียงแค่พยักหน้ารับน้อยๆ ความเย็นชาบนใบหน้าของเขาไม่ใช่ความไร้หัวใจ แต่มันคือเกราะกำบังเดียวที่เหลืออยู่เพื่อไม่ให้ความโกรธแค้นแผดเผาจนสูญเสียสติสัมปชัญญะ ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นกระเบื้องเคลือบสีชาดนี้ เต็มไปด้วยภาพหลอนของค่ำคืนแห่งเพลิงเผาผลาญเมื่อสิบปีก่อน ค่ำคืนที่ตระกูลของเขาถูกกวาดล้างอย่างไร้ความปรานีโดยคำสั่งของคนที่พวกเขานับถือเป็นพี่น้อง
บัดนี้ ประตูบานใหญ่เบื้องหน้าคือ "ประตูมังกรทอง" ด่านสุดท้ายก่อนจะถึงท้องพระโรงชั้นใน ที่ซึ่งแม่ทัพไกรจักรกำลังนั่งรออยู่บนบัลลังก์ที่ยื้อแย่งมาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตาของราษฎร
"ถอยไปเสียเถอะท่านศิลา..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังลอดออกมาจากช่องว่างของบานประตูไม้สักทองแกะสลักลวดลายวิจิตร ไกรจักรไม่ได้ปรากฏกาย แต่สุ้มเสียงนั้นบ่งบอกถึงความมั่นใจเกินร้อย "ท่านก็รู้ว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความแค้นส่วนตัวของเด็กอมมือ แต่มันขับเคลื่อนด้วยความเหี้ยมโหดของผู้ที่กุมอำนาจไว้ในมือต่างหาก"
ศิลาหยุดฝีมือลง ดวงตาหรี่แคบลงเล็กน้อย ปลายนิ้วที่กำด้ามดาบกระชับแน่นขึ้นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน
"ท่านแม่ทัพไกรจักร..." ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังพอจะสะท้อนก้องไปทั่วโถงทางเดิน "ท่านพูดถูก... ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ แต่วันนี้ ข้าจะทำให้ท่านได้ประจักษ์ว่า หมึกที่ใช้บันทึกเรื่องราวของท่าน จะไม่ใช่สีอื่นใด... นอกจากเลือดของท่านเอง"
สิ้นเสียงคำรามต่ำในลำคอ ศิลาพุ่งทะยานเข้าใส่ประตูไม้สักหนาทึบด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี เสียงไม้แตกหักดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทหารองครักษ์นับร้อยคนที่ซุ่มอยู่ภายในกรูกันเข้ามาเหมือนฝูงแมงเม่าไฟ การตะลุมบอนระยะประชิดเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือดและไร้ความปรานี
ดาบในมือของศิลาตวัดวาดเป็นวงโค้งราวกับพญานาคราชร่ายรำ ทุกจังหวะการฟันและการปัดป้องเต็มไปด้วยทักษะชั้นครูที่ผ่านสมรภูมิมาโชกโชน เลือดสดๆ สาดกระเซ็นเคลือบผนังทองคำเปลวเปล่งประกายสีแดงฉาน ความโกลาหลปกคลุมพื้นที่ ทว่าในความวุ่นวายนั้น สติของศิลากลับคมชัดยิ่งกว่าใบดาบ เขากวาดสายตาหาเป้าหมายหลัก—แม่ทัพไกรจักร
ข้างกายเขา มณีรินทร์ใช้ปัญญาและไหวพริบจัดการกับอุปสรรคเบื้องหน้า นางพลิกตัวหลบคมหอกของทหารยามก่อนจะซัดมีดสั้นเข้าจุดตายอย่างแม่นยำ สตรีผู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ดอกไม้ประดับกอด แต่คือคมหนามที่พร้อมจะทิ่มแทงผู้ใดก็ตามที่คิดร้ายต่ออุดมการณ์ของพวกเขา
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ กองศพของทหารองครักษ์ระเกะระกะเต็มท้องพระโรง เสียงหอบหายใจดังแข่งกับเสียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายของศัตรู บัดนี้ เบื้องหน้าของศิลาและมณีรินทร์เหลือเพียงร่างของบุรุษวัยกลางคนในชุดเกราะทองคำประดับอัญมณี ไกรจักรก้าวออกมาจากเงาของเสาหินประดับมุก ในมือถือดาบยาวโค้งที่หยาดหยดด้วยโลหิต
"ฝีมือพัฒนาขึ้นนี่... เจ้าเด็กน้อย" ไกรจักรแสร้งยิ้มเยาะ แม้รอยยิ้มนั้นจะเริ่มสั่นเทาเมื่อเห็นสภาพกองกำลังของตนเองถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น "น่าเสียดาย... ที่เจ้าต้องตายในที่อับปางแห่งนี้ โดยไม่มีใครจดจำชื่อด้วยซ้ำ"
ศิลาไม่เอաբคำพูดเย้ยหยัน เขาเพียงก้าวเข้าไปช้าๆ รักษาระยะห่างอย่างระแวดระวัง บรรยากาศในห้องโถงเงียบงันลงทันตาเห็น เหลือเพียงเสียงหยดเลือดกระทบพื้นหินแปะๆ เป็นจังหวะที่บีบหัวใจคนดูจนแทบหยุดเต้น
ทว่า ก่อนที่คมดาบทั้งสองจะเข้าปะทะกันอีกครั้ง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นมาจากด้านหลังประตูทางออกที่พวกเขาเพิ่งฝ่าเข้ามา มณีรินทร์ชะงัก หันขวับไปมองด้วยความตกใจ ขณะที่ไกรจักรกลับหัวเราะร่าออกมาเสียงดังลั่นห้องโถง
เมื่อเงาร่างของกองกำลังปริศนาปรากฏขึ้นภายใต้แสงคบเพลิงที่วับแวม ศิลาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่าผู้ที่นำทหารกลุ่มใหม่เข้ามาโอบล้อมพวกเขาไว้ทั้งหมดในเวลานี้... กลับไม่ใช่กองหนุนที่พวกเขาคาดหวัง แต่เป็นคนสนิทผู้เคยร่วมเป็นร่วมตายที่ควรจะนอนจมกองเลือดอยู่ริมแม่น้ำโขงเมื่อสามวันก่อน
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันนองเลือดนี้มาด้วยกันนะครับ / พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 42
บุกทะลวงประตูวัง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!