"เจ้าจะให้ข้าทิ้งตำแหน่งนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด ศิลา! หากเนินเขานี้แตก ทัพหลวงจะถูกตีขนาบจากหลังเขา และแผ่นดินฝั่งนี้จะกลายเป็นสุสานไร้ชื่อของพวกเราทุกคน!"
เสียงตะโกนของ 'ขุนพลสิงห์' ดังก้องท่ามกลางเสียงหอกดาบปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง เลือดสีเข้มกระเซ็นเปรอะใบหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น เขาไม่ได้หันกลับมามองสหายร่วมรบที่ยืนอยู่เบื้องหลัง แต่ดาบในมือขวาของเขากำลังฟาดฟันเข้าใส่ทหารศัตรูที่กรูเข้ามาดั่งฝูงตั๊กแตน
ขุนศึกศิลาชะงักฝีเท้า มือที่กำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขามองแผ่นหลังของเพื่อนร่วมตายที่ยืนหยัดอยู่บนหน้าผาแคบๆ เพียงลำพัง ลมหายใจของศิลาติดขัด ความเย็นเยียบที่แล่นผ่านหัวใจไม่ใช่ความกลัวตาย แต่คือความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตวิญญาณ
"ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้ามาตายที่นี่ สิงห์! ข้าสั่งให้เจ้าถอย!" ศิลาคำรามสวนกลับ เสียงนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ
สิงห์แค่นยิ้ม ยิ้มที่ดูราวกับปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งในใจมาตลอดหลายปี "ศิลา... นายท่านผู้เยือกเย็นของข้า เจ้าแบกความแค้นของตระกูลไว้มากเกินพอแล้ว วันนี้จงให้ข้าได้แบกหน้าที่ 'วีรบุรุษ' ไว้เองสักครั้งเถิด จงไปหาเจ้าหญิงมณีรินทร์เสีย หากเจ้าไม่ไป ทุกสิ่งที่พวกเราสร้างมาจะสูญสิ้น"
ว่าจบ สิงห์ก็คว้าโล่ไม้ที่แตกละเอียดขึ้นมาบังกระสุนธนูห่าใหญ่ที่พุ่งลงมาจากเงาไม้ด้านบน เขาถีบตัวเข้าหาทหารศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาดุจคลื่นน้ำโขงที่คลั่งแค้น ศิลาเห็นชัดกับตาว่าเพื่อนรักของเขาถูกคมหอกเสียบทะลุสีข้าง แต่แทนที่จะล้มลง สิงห์กลับคว้าคมหอกนั้นไว้ แล้วกระชากร่างศัตรูเข้ามาใกล้เพื่อปลิดชีพด้วยมีดสั้นที่ซ่อนไว้
ความโกลาหลในสนามรบเบื้องล่างดูเลือนรางไปในสายตาของศิลา ในหัวเขามีเพียงภาพย้อนอดีต... วันที่พวกเขายังเป็นเพียงทหารเลวที่แบ่งข้าวปลาอาหารกันกินใต้ร่มไม้ริมน้ำโขง สิงห์เคยบอกเขาว่า 'วันหนึ่งหากเราตาย ขอให้ตายในหน้าที่ ไม่ใช่ตายด้วยความแค้น'
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับตนเองให้หันหลังกลับ น้ำตาที่เขาพยายามกลั้นไว้ไหลอาบแก้มในความเงียบงัน เขากัดฟันแน่นจนกรามแทบแตก การถอยทัพในครั้งนี้คือการตัดสินใจที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต แต่ละก้าวที่เขาก้าวห่างออกจากเนินเขา คือการหยั่งลึกลงในรอยแผลที่ไม่มีวันสมาน
เขาวิ่งไปตามเส้นทางป่ารกชัฏ มุ่งหน้าสู่ที่ตั้งของเจ้าหญิงมณีรินทร์ ในใจภาวนาให้เสียงโห่ร้องของศัตรูที่เริ่มเงียบหายไปจากยอดเขาเป็นเพียงจินตนาการ แต่เขารู้ดี... ความเงียบที่ตามมานั้นคือสัญญาณของความตายที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เมื่อถึงปากทางเข้าค่ายลับ สายตาของศิลาปะทะเข้ากับร่างของเจ้าหญิงมณีรินทร์ที่ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาของนางไหววูบเมื่อเห็นสภาพโชกเลือดของเขา แต่นางไม่ได้ร้องไห้ มณีรินทร์ก้าวเข้ามาใกล้แล้ววางมือที่สั่นเทาบนไหล่ของศิลา
"สิงห์... เขาทำหน้าที่ของเขาแล้วใช่ไหม?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยความอาลัยที่ลึกซึ้ง
ศิลาไม่ตอบ เขาเพียงแค่ทรุดเข่าลงเบื้องหน้านาง ความแข็งแกร่งที่สั่งสมมานานปีพังทลายลงในพริบตา "เขาตายเพื่อซื้อเวลาให้เรามณีรินทร์... แต่ข้ากลับรู้สึกว่านั่นคือการแลกเปลี่ยนที่แพงเกินไป"
"ไม่มีสิ่งใดแพงไปกว่าการรักษาความหวังของแผ่นดินไว้หรอกศิลา" มณีรินทร์เอ่ย พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบเพื่อให้เขาเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังนาง
ศิลานิ่งงัน ทันทีที่เขามองเห็นร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ในเงามืดของกระโจมใหญ่ หัวใจของเขาก็แทบจะหยุดเต้น บุรุษในชุดเกราะสีดำสนิทที่ควรจะตายไปพร้อมกับการล่มสลายของตระกูลเขากำลังยืนกอดอก แสงไฟจากตะเกียงวูบไหวเผยให้เห็นใบหน้าที่ศิลาไม่มีวันลืมเลือนได้
'ไกรจักร'
แม่ทัพศัตรูผู้นั้นไม่ได้มีท่าทีรีบร้อน เขายกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างสมเพชก่อนจะก้าวออกมาจากเงามืด ชี้ปลายดาบมาที่ศิลาที่ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น
"เจ้ามาได้ถูกเวลาพอดี ศิลา" ไกรจักรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นเหมือนน้ำโขงยามค่ำคืน "สิงห์ตายไปแล้ว และบัดนี้... ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องมาดูว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้ชนะที่แท้จริงในประวัติศาสตร์หน้านี้"
ศิลาค่อยๆ ลุกขึ้น มือขวาเอื้อมไปแตะด้ามดาบที่ชุ่มไปด้วยเลือดของสหายรักที่ยังติดอยู่ข้างกาย ความแค้นที่เคยถูกกดทับระเบิดออกดุจภูเขาไฟที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ยังคงให้เกียรติร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและเกียรติยศไปกับตัวละครของผมครับ / พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 41
ความตายของวีรบุรุษ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!