เสียงกระแทกของถ้วยชาเซรามิกกระทบลงบนโต๊ะไม้สักทองดัง *ก๊อก* หนักหน่วง สะท้อนก้องไปทั่วห้องทรงอักษรที่เงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงสะอื้นไห้ที่ขาดห้วงของบุรุษผู้แข็งแกร่ง
“ท่านพ่อ... ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือ!”
ขุนศึกศิลาทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นพรมหนา น้ำหนักตัวที่เคยทะยานเข้าห้ำหั่นในสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กลับไร้เรี่ยวแรงจะพยุงร่างของตนเองให้ยืนหยัด เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างของชายชราผู้หนึ่ง ใบหน้าครึ่งหนึ่งซีกถูกความมืดอำพรางไว้ แต่รอยแผลเป็นรูปกากบาทบริเวณกรามซ้ายนั้น... ไม่มีวันเป็นอื่นไปได้ มันคือรอยแผลที่ศิลาเคยใช้ปลายนิ้วสัมผัสด้วยความอาลัยเมื่อสิบปีก่อน วันที่กองเพลิงเผาผลาญคฤหาสน์ตระกูลขุนศึกจนมอดไหม้เป็นจุล
ชายชราผู้สวมเสื้อคลุมสีเทาเข้มค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยคมกล้าดั่งพญาอินทรีบัดนี้ขุ่นมัวตามกาลเวลา แต่ประกายความเฉลียวฉลาดและเยือกเย็นยังคงฉายชัด ท่านคือ "พระยาเดชอุดม" อดีตแม่ทัพใหญ่ผู้หายสาบสูญไปพร้อมกับความล่มสลายของแผ่นดิน
“ลุกขึ้นเถอะศิลา... ลูกชายของพ่อ” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่กดทับบรรยากาศในห้องให้หนักอึ้ง “เจ้าเป็นถึงแม่ทัพผู้คุมกำลังพลครึ่งแผ่นดิน เหตุใดจึงแสดงความอ่อนแอเช่นนี้ต่อหน้าอดีตผู้บังคับบัญชา... แม้ผู้นั้นจะเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของเจ้าก็ตามที”
ศิลากัดกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ความดีใจที่ได้พบผู้เป็นพ่อยังไม่ทันได้แผ่ซ่านทั่วหัวใจ ความสงสัยระคนหวาดระแวงก็เข้าเกาะกุมจิตใจทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของใครอีกคนหนึ่งที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมห้อง
อาจารย์ "พ.น." — หรือที่ทุกคนในค่ายทหารเรียกขานด้วยความเคารพในฐานะ "ท่านอาจารย์พงศ์" ปราชญ์ชราผู้เป็นที่ปรึกษาคนสนิท เคียงบ่าเคียงไหล่ศิลามาตลอดสมรภูมิลำน้ำโขง ผู้กุมแผนยุทธศาสตร์สำคัญและล่วงรู้ความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของกองทัพพิทักษ์แผ่นดิน
ท่านอาจารย์พงศ์ไม่ได้ตกใจกับการปรากฏตัวของอดีตแม่ทัพผู้ล่วงลับแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... ชายชรากลับยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ศิลาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนในรอบหลายปีที่ผ่านมา มันไม่ใช่รอยยิ้มของบัณฑิตผู้เมตตา แต่มันคือรอยยิ้มของ "ผู้ชนะ" ที่กำลังมองดูหมากบนกระดานเคลื่อนไปสู่จุดอับ
“ท่านอาจารย์...” ศิลาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน หัวใจกระหน่ำเต้นด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยน “นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ ในยามวิกาล... และเหตุใดท่านจึงยืนอยู่เคียงข้างบุคคลที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน”
พระยาเดชอุดมถอนหายใจยาวนาน แววตาฉายแววความเจ็บปวดระคนสมเพช “เจ้ายังเด็กเกินไปศิลา... เจ้ามองเห็นแต่ความจงรักภักดี มองเห็นแต่ธงชัยเฉลิมพล แต่มองไม่เห็นกระแสลมที่แท้จริงของการเมือง ความอยู่รอดของตระกูลเราไม่ได้สร้างขึ้นด้วยดาบ แต่สร้างขึ้นด้วยการเลือกข้างที่ถูกต้องต่างหาก”
“การเลือกข้าง... พ่อหมายความว่าอย่างไร!” ศิลาตะคอกลั่น ลืมตัวตนและระเบียบวินัยทหารสิ้นเชิง ความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านราวกับลาวาในอก “พ่อหนีหายไปปล่อยให้พวกเราต้องตายในกองเพลิง ปล่อยให้แม่และน้องต้องสังเวยชีวิตให้กับพวกกบฏ... แล้ววันนี้ พ่อกลับมาพร้อมกับคำว่า ‘เลือกข้าง’ อย่างนั้นหรือ! หรือว่าพ่อ... พ่อคือคนที่หักหลังพวกเราเองตั้งแต่แรก!”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจากห้อง เจ้าหญิงมณีรินทร์ที่แอบติดตามมาและยืนหลบอยู่หลังประตูกั้นฉาก ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อตระหนักถึงเงื่อนงำอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังคลี่คลาย
“เจ้าฉลาดมากที่ถามเช่นนั้น... ศิลา”
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบไม่ได้ดังมาจากพระยาเดชอุดม หากแต่มาจากอาจารย์พงศ์ ชายชราก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากเงื้อมเงาของเสาไม้ สลัดคราบนักปราชญ์ผู้ถ่อมตัวออกจนหมดสิ้น ท่วงท่าและการก้าวเดินนั้นองอาจเด็ดเดี่ยวราวกับแม่ทัพใหญ่หาใช่นักวิชาการไม่
ศิลาหันขวับไปมองที่ปรึกษาคนสนิท มือขวาเผลอกุมด้ามกระบี่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ
“ท่านไม่ใช่แค่อาจารย์...” ศิลาเค้นเสียงพูด ความจริงบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในสมอง ดั่งภาพจิ๊กซอว์ที่ถูกต่อเข้าด้วยกันอย่างไม่น่าเชื่อ “จดหมายลับที่เคยรั่วไหลเมื่อสามปีก่อน... แผนประชิดค่ายที่ถูกศัตรูรู้ทันก่อนลงมือ... และรายชื่อสายลับในราชสำนัก ทุกอย่าง... ทุกอย่างล้วนผ่านมือท่านทั้งสิ้น!”
อาจารย์พงศ์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นเยียบและบาดลึกถึงขั้วหัวใจ “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วนะศิลา... ว่าสงครามไม่ได้ตัดสินด้วยกำลังพล หากแต่ตัดสินด้วย ‘ข้อมูล’ และผู้ที่ถือครองข้อมูลที่แท้จริง หาใช่ฮ่องเต้บนบัลลังก์ หรือเจ้าเมืองผู้โง่เขลา... แต่คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความมืดต่างหาก”
พูดจบ อาจารย์พงศ์ก็เอื้อมมือไปดึงหน้ากากหนังมนุษย์บางๆ ที่แนบเนียนออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้รอยแผลเป็นและหนวดเคราปลอม
ศิลาผงถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเจน
“แม่ทัพไกรจักร!”
ชื่อนั้นหลุดจากปากของศิลาด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ศัตรูคู่อาฆาตผู้เป็นต้นเหตุแห่งความพินาศของตระกูล ผู้ที่เขาสาบานว่าจะต้องเอาศีรษะมาสังเวยหน้าหลุมศพมารดา กลับกลายเป็นบุคคลเดียวกันกับคนที่เขาให้ความเคารพรักและปรึกษาหารือด้วยในฐานะ "อาจารย์" มานานนับแรมปี!
“แปลกใจมากหรือ ท่านแม่ทัพศิลา” ไกรจักรในคราบอาจารย์พงศ์ยิ้มเหี้ยมเกรียม สายตากวาดมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหนือกว่าทุกประตู “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าต่อสู้กับเงาของข้า โดยที่มีข้าคอยชักใยอยู่เบื้องหลังชัยชนะทุกครั้งของเจ้า... เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้างเล่า ที่ได้รู้ว่า ชัยชนะที่เจ้ารักนักหนา แท้จริงแล้วเป็นเพียงหมากที่ข้าอนุญาตให้เจ้าเดิน?”
ศิลารู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า ความแค้น ความเคารพ ความสับสน และความเจ็บปวดผสมปนเปกันจนแทบกระอักเลือด เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของปลายดาบที่สั่นเทาในมือ ตาคมแดงก่ำจ้องมองไปยังชายสองคนตรงหน้า — คนหนึ่งคือผู้ให้กำเนิดที่เลือกทรยศหักหลังครอบครัวเพื่อความอยู่รอด อีกคนคือศัตรูตัวฉกาจที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาไว้ใต้ฝ่าเท้าอย่างเลือดเย็น
“เจ้า... สารเลว...” ศิลาคำรามต่ำในลำคอ พร้อมจะพุ่งเข้าใส่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร
ทว่า ก่อนที่คมดาบของศิลาจะทันได้ออกจากฝัก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกะทันหันจากด้านนอก พร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันระงม ประตูห้องทรงอักษรถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพละกำลังมหาศาล
กองกำลังทหารชุดเกราะสีดำสนิท — หน่วยสังหารพิเศษของไกรจักร — กรูกันเข้ามาปิดล้อมห้องไว้ทุกด้านจนแทบไม่เหลือช่องว่าง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ บุคคลที่เดินนำหน้ากองกำลังเหล่านั้นเข้ามาในห้อง คือแม่ทัพรองผู้เป็นมือขวาของศิลาเอง เขาก้มศีรษะให้ไกรจักรอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันมามองหน้าผู้เป็นนายด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก
ศิลาชะงักงัน ดาบในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นเสียงดังสนั่น
เขามองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกชาไปทั้งร่าง... นี่ไม่ใช่แค่การทรยศของที่ปรึกษา แต่คือการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่ถูกวางแผนไว้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาก้าวเท้าเหยียบดินแดนแห่งนี้
พระยาเดชอุดมเดินเข้ามาใกล้บุตรชาย วางมืออันเหี่ยวย่นลงบนบ่าของศิลาที่แข็งทื่อ เบาเสียจนเหมือนการปลอบโยน แต่หนักหน่วงราวกับภูเขา
“ยอมจำนนเถอะศิลา...” ผู้เป็นพ่อเอ่ยกระซิบข้างหู “เกมนี้... เจ้าไม่มีทางชนะตั้งแต่เริ่มเดินแล้ว”
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่ศิลาจะทันได้ตั้งตัว ประตูห้องอีกด้านหนึ่งที่เชื่อมกับระเบียงลับก็ถูกเปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของเจ้าหญิงมณีรินทร์ที่ถูกคมดาบจ่ออยู่ที่ลำคอระหงโดยเงาร่างปริศนาในชุดดำสนิท!
“อย่าขยับ... ไม่อย่างนั้น ศีรษะของหญิงผู้นี้จะหลุดจากบ่าก่อนที่เจ้าจะได้แก้แค้นใคร” เสียงแหบพร่ากระซิบเยือกเย็นจากด้านหลังมณีรินทร์
ศิลาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเงาดำปริศนาค่อยๆ ดึงผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าของสตรีผู้กุมความลับสูงสุดแห่งราชสำนัก... คนที่มณีรินทร์ไว้ใจที่สุด และเป็นคนเดียวกับที่ถือกุญแจคลังเสบียงหลวงอยู่ในกำมือ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิและคราบน้ำตามาด้วยกัน ณ ที่นี้ครับ / พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 40
ไส้ศึกตัวจริง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!