กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นเน่าเปื่อยของซากม้าศึกในลำห้วยแห้งขอด คือเครื่องเตือนใจว่าความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว กลิ่นอายของความพ่ายแพ้แกล้งทำเป็นถอยร่นกำลังคละคลุ้งไปกับฝุ่นตลบยามบ่ายที่แผดเผาจนผิวหนังแสบร้อน ศิลาไม่ใส่ใจความกระหายน้ำในคอ เขากำด้ามดาบเหล็กน้ำพี้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว สายตาคมกริบใต้หมวกเหล็กซصมมองความอลหม่านเบื้องหน้า—กองทหารของเขา กำลังแตกพ่ายอย่างไม่เป็นขบวน
เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นดิน เสียงตะโกนสั่งการอย่างตื่นตระหนก และเสียงเหล็กกระทบกันดังระงม
"ท่านแม่ทัพ! กองหน้าของเราต้านกำลังหลักของไกรจักรไม่ไหวแล้ว ถอยเถอะขอรับ!"
รองแม่ทัพนายหนึ่งตะโกนสุดเสียง สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว เม็ดเหงื่อไหลย้อยตามรอยแผลเป็นบนแก้ม ความแตกตื่นของเขาไม่ใช่เรื่องเสแสร้ง เพราะมันคือ "ความจริง" ที่ศิลาจงใจสร้างขึ้นเพื่อให้ข้าศึกตายใจ
ศิลาเหลือบมองลูกน้องด้วยหางตา ริมฝีปากหยักลึกเหยียดยิ้มเย็นชาไร้ความรู้สึก "ปล่อยให้มันคิดว่าพวกเรากำลังหนีตาย... ถอยลึกเข้าไปอีก ข้ามหุบเขาผาเงาให้พ้น"
"แต่ท่านศิลา... ตรงนั้นมันทางตัน! ถ้าไกรจักรไล่ต้อนเราเข้าไป เราจะไม่มีทางหนีรอด!"
"ใครบอกเจ้าว่าจะหนี?" ศิลาหันขวับ ดวงตาคมดุราวกับพญาอินทรีย์จ้องมองทะลุผ่านความกลัวของอีกฝ่าย "ข้าไม่ได้พาพวกมันมาตาย แต่ข้าพาพวกมันมา 'ฝัง' ต่างหาก"
ในห้วงความคิดของเขา ภาพอดีตเมื่อหลายปีก่อนยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน กลิ่นควันไฟที่เผาผลาญบ้านเรือน เสียงกรีดร้องของมารดา และรอยยิ้มเย้ยหยันของแม่ทัพไกรจักรบนหลังม้าในวันที่ตระกูลของเขาต้องพินาศย่อยยับ ความแค้นสุมอกดั่งไฟโลกันตร์ที่รอวันชำระ แต่เหนือสิ่งอื่นใด สติสัมปชัญญะและหน้าที่ในฐานะแม่ทัพคอยเหนี่ยวรั้งเขาไว้ ไม่ให้ความโกรธทำลายแผนการทั้งหมด
ไกรจักรไม่ใช่คนโง่ที่จะติดกับดัครง่ายๆ หากปราศจากเหยื่อที่หอมหวานพอ
ห่างออกไปหลายลี้ กองทัพธงดำของแม่ทัพไกรจักรเคลื่อนพลตามรอยเลือดและกองเกวียนที่ถูกทิ้งร้างมาอย่างกระชั้นชิด ไกรจักรสวมเกราะทองคำประดับขนสัตว์ นั่งอยู่บนหลังม้าศึกสีหมอกร่างมหึมา ใบหน้าคมคายแต่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและรอยแผลเป็นจากการศึก เขากวาดสายตามองร่องรอยความพ่ายแพ้เบื้องหน้าด้วยความสะใจ
"ฮ่าๆๆๆ!" เสียงหัวเราะก้องกังวานของไกรจักรดังขึ้น ท่ามกลางเหล่านายกองที่รายล้อม "ข้าคิดว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างศิลาจะมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์เสียอีก ที่ไหนได้... พอเจอทัพหลวงของเราเข้าหน่อย ก็วิ่งหางจุกตูดเหมือนสุนัขจนตรอก!"
นายกองมือขวาผู้หนึ่งขมวดคิ้วด้วยความระแวง แม้จะเห็นชัยชนะอยู่รำไร แต่สัญชาตญาณนักรบยังคงส่งเสียงเตือน "ท่านแม่ทัพ โปรดระวัง... ข้าสังเกตว่ารอยถอยทัพของพวกมัน ถึงจะดูอลหม่าน แต่ไม่มีธงแม่ทัพตกหล่นเลยสักคัน ม้าศึกของพวกมันก็ยังดูมีแรง ไม่เหมือนพวกหนีตายด้วยความสิ้นหวัง"
ไกรจักรหุบยิ้มลงชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด เขามองไปตามเส้นทางเบื้องหน้าที่มีฝุ่นตลบอบอวล ทิวทัศน์เริ่มเปลี่ยนเป็นหุบเขาสูงชันสองข้างทาง ผาหินสูงตระหง่านบดบังแสงอาทิตย์จนทำให้เบื้องล่างสลัวรางราวกับปากถ้ำของอสูร
"เจ้ากลัวอะไร?" ไกรจักรแค่นเสียงเยาะ "ศิลามันมีทหารไม่ถึงครึ่งของพวกเรา ต่อให้มันมีแผนสำรองในหัว แต่มันจะมีปัญญาทำอะไรได้ในเมื่อกำลังพลต่างกันฟ้ากับเหว? เร่งฝีเท้าขึ้น! วันนี้ข้าจะเด็ดหัวศิลามาเสียบประจานที่หน้าค่าย เพื่อให้แผ่นดินนี้รู้ว่า ใครคือผู้กำหนดชะตากรรมที่แท้จริง!"
เสียงโห่ร้องก้องกังวานของทหารนับหมื่นดังสนั่นหวั่นไหว พวกมันเร่งฝีเท้าควบม้าและวิ่งตามรอยกองทัพของศิลาเข้าสู่หุบเขาผาเงาอย่างไม่คิดชีวิต ความโลภในชัยชนะและความกระหายในเลือดบดบังความรอบคอบจนหมดสิ้น
ณ ใจกลางหุบเขาผาเงา ซึ่งเป็นจุดแคบที่สุดและถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชัน ศิลายืนนิ่งอยู่บนโขดหินสูง มองลงมายังเบื้องล่าง ลมหายใจของเขาเข้าออกสม่ำเสมอ แววตาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก
ข้างกายเขาคือ เจ้าหญิงมณีรินทร์ นางไม่ได้สวมชุดสตรีสูงศักดิ์ หากแต่สวมชุดเกราะหนังกระชับคล่องตัว มือบางจับด้ามดาบสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอว ดวงพักตร์งดงามฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ขณะมองดูฝุ่นตลบที่ค่อยๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที
"เจ้ามั่นใจแค่ไหนว่าดินปืนและหินผาเหล่านั้นจะหยุดพวกมันได้ทั้งหมด?" สุเสียงหวานเอ่ยถามเรียบๆ แต่แฝงด้วยความกังวล นางไม่ได้กลัวความตาย หากแต่กลัวว่าเดิมพันครั้งนี้จะแลกมาด้วยชีวิตของคนนับร้อยที่เชื่อมั่นในตัวพวกเขา
ศิลาไม่หันไปมอง นางยังคงจ้องมองกลุ่มข้าศึกที่กำลังวิ่งเข้าสู่รัศมีสังหาร "สงครามไม่ได้วัดกันที่จำนวนคน มณีรินทร์...แต่วัดกันที่ใครรู้จักใช้ภูมิประเทศเป็นอาวุธ ไกรจักรหลงระเริงในชัยชนะมากเกินไป ความทะเยอทยานทำให้หูหนวกตาบอด"
เขายกมือขึ้นช้าๆ สัญญาณเงียบกริบถูกส่งต่อไปยังพลธนูและทหารช่างที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามสันเขาเบื้องบน ทุกคนกลั้นหายใจ นิ้วชี้จดจ่ออยู่กับสายธนูและสลักไม้ที่ค้ำยันก้อนหินมหึมาน้ำหนักนับตัน
กลุ่มทหารแนวหน้าของไกรจักรเหยียบเข้ามาถึงใจกลางหุบเขาแล้ว เสียงฝีเท้าและเสียงควบมังก้องกังวานสะท้อนไปมาตามผนังผา
ไกรจักรควบม้าตามมาถึงจุดกึ่งกลาง เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแคบๆ เหนือหุบเขา ก่อนจะขมวดคิ้ววูบเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ—เงาตะคุ่มบนยอดผา และความเงียบงันที่น่ากลัวเกินไป ไร้ซึ่งเสียงนกบินหนี ไร้ซึ่งเสียงลมพัดผ่าน
"หยุด!" ไกรจักรตะโกนลั่น ชักบังเหียนม้าจนมันร้องลั่นสะบัดขาหน้าชูชัน "มีกลลวง! ถอย..."
ยังไม่ทันที่คำสั่งจะสิ้นสุด เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่าก็ดังสนั่นหวั่นไหว!
*ตูม! ตูม! ตูม!*
แรงระเบิดจากดินปืนที่ศิลาและทหารช่างฝังไว้ตามแนวเชิงผาจุดชนวนขึ้นพร้อมกัน แรงระเบิดมหาศาลสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา ฝุ่นควันตลบอบอวลบังแสงสว่างจนมืดมิด เศษหินและดินถล่มลงมาปิดตายทางเข้าและทางออกของหุบเขาในพริบตา กองทัพนับหมื่นของไกรจักรถูกตัดขาดออกเป็นท่อนๆ ความโกลาหลระเบิดขึ้นในเสี้ยววินาที ม้าศึกตื่นตระหนกวิ่งชนกันเอง ทหารล้มตายระเนระนาดโดยที่ยังไม่ทันได้ชักดาบสู้
ศิลาลดมือลง ดวงตาคมกริบเปล่งประกายความสะใจชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดั่งหินผา เขาชักดาบออกจากฝัก แสงวาววับสะท้อนกับแสงเพลิงที่ลุกโชนขึ้นเบื้องล่าง
"ได้เวลาเก็บกวาดแล้ว" ศิลาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากยมบาล
ทว่า ท่ามกลางควันไฟและเสียงกรีดร้อง ทันใดนั้นเอง เงาร่างหนึ่งในชุดเกราะสีดำสนิทที่ไม่ได้อยู่มนแผนการ กลับก้าวออกมาจากม่านควัน ห่างจากจุดที่ศิลายืนอยู่ไม่ถึงสิบก้าว ร่างนั้นค่อยๆ ถอดหมวกเหล็กออก เผยให้เห็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ศิลาจดจำได้ไม่มีวันลืม—ไม่ใช่ไกรจักร แต่เป็นคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน
"เจ้าคิดว่าแผนตื้นๆ แค่นี้ จะขุดหลุมฝังข้าได้จริงๆ หรือ ลูกศิลา?" เสียงแหบพร่าเอ่ยทัก พร้อมกับเงาธนูร้อยคันที่เล็งตรงมายังหน้าอกของเขาและมณีรินทร์ในเวลาเดียวกัน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระแสธารประวัติศาสตร์และคราบเลือดนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — พงศาวดารมีชีวิต
รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน•ตอนที่ 7
กลลวงถอยทัพ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยเลือดเหนือลำน้ำโขง: มหาศึกกู้แผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!