เสียงเคาะกระจกโต๊ะอาหารดังขึ้นเบาๆ สามครั้ง แต่ดังพอที่จะดึงสติของปัณณ์ให้หลุดออกจากรอยหยักของความเบื่อหน่ายที่กำลังเกาะกุมจิตใจ
"มองหน้าผมแบบนั้น หมายความว่ายังไงครับ ปัณณ์"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น พร้อมกับเรียวคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม ดวงตาคมกริบของคินน์จ้องมองตรงมาที่อีกฝ่ายราวกับกำลังประเมินสินค้ามีตำหนิ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มือหนาภายใต้สูทราคาแพงกลับกำก้านแก้วไวน์แน่นเสียจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว
ปัณณ์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่กลั้วไปด้วยความเย้ยหยันชัดเจน ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริกด้วยประกายความกวนประสาทที่คินน์เกลียดนักหนาแต่ก็สลัดออกไปจากหัวไม่ได้สักที
"ก็ไม่ได้หมายความว่ายังไงนี่ครับ คุณคินน์... แค่กำลังสงสัยว่าซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่แห่งคอร์ปอเรชั่นระดับประเทศ ถึงขั้นต้องลงทุนจองห้องอาหารส่วนรูฟท็อปราคาแพงระยับ เพียงเพราะอยากมานั่งจ้องหน้าผมกินข้าวเย็นด้วยกันเฉยๆ งั้นเหรอคะ?" ปัณณ์ลากเสียงยาวอย่างจงใจ กวนประสาท ยั่วโมโห และท้าทายในคราวเดียวกัน
"อย่ามาเล่นลิ้นน่าปัณณ์" คินน์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะด้วยแรงที่มากกว่าปกติดล็กน้อย ของเหลวสีแดงเข้มกระฉอกไหวตามแรงอารมณ์ของเจ้าของ "ผมไม่ได้ว่างพอที่จะชงเรื่องไร้สาระมานั่งเล่นดินเนอร์กระชับมิตรกับคุณ เราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าวันนี้จะมาคุยเรื่อง... เอกสารหย่า"
คำว่า 'หย่า' ถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากหยักลึกราวกับเป็นสิ่งของไร้ค่า แต่แปลก... ทำไมหัวใจของคินน์ถึงกระตุกวูบยามที่เห็นรอยยิ้มมุมปากของปัณณ์กว้างขึ้นกว่าเดิม
"อ๋อ นึกว่าลืมไปแล้วซะอีก เห็นเงียบไปตั้งหลายวัน นึกว่าเสียดายเงินค่าจ้างทนายขึ้นมาซะแล้วล่ะสิคะ" ปัณณ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางสบายๆ สวนทางกับบรรยากาศมาคุบนโต๊ะอาหารอย่างสิ้นเชิง "ถ้าจะคุยเรื่องนี้ เอกสารทุกอย่างผมเซ็นชื่อกำกับไว้เรียบร้อยครบทุกหน้าแล้วครับ อยู่ในกระเป๋าเอกสารสีน้ำตาลใกล้นือกราบคุณสามีผู้ประเสริฐนี่แหละ เชิญหยิบไปตรวจทานตามสบายใจได้เลย"
คินน์มองซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ฝั่งตรงข้าม ราวกับมันเป็นวัตถุอันตรายที่พร้อมจะระเบิดใส่หน้าเขาได้ทุกเมื่อ สองปีที่ผ่านมา... ปัณณ์คนนี้เป็นเพียงภรรยาตัวเล็กๆ ที่คอยจัดเตรียมเสื้อผ้า วางตัวอยู่ในกรอบ และไม่เคยปริปากบ่นสักคำยามที่เขากลับบ้านดึกดื่น แต่,วันเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน ปัณณ์ในวันนี้ช่างแตกต่าง ราวกับเป็นคนละคน ดวงตาคู่สวยคู่นั้นไม่ได้มีเงาของความอ่อนแอหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเด็ดเดี่ยว เย็นชา และพร้อมจะสะบัดบั้นท้ายเดินหนีเขาไปตลอดกาล
"เซ็นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?" คินน์แค่นหัวเราะ น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดที่เจ้าตัวก็ไม่อาจหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่ "ดีใจมากสินะที่จะได้เป็นอิสระจากผม ได้กลับไปใช้ชีวิตอิสระเสรี ไม่ต้องมาทนเห็นหน้าคนน่าเบื่ออย่างผมอีก"
"รู้ตัวด้วยเหรอครับว่าเป็นคนน่าเบื่อ" ปัณณ์สวนกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ดวงตาคู่สวยพราวระยับด้วยประกายความสะใจ "เก่งมากครับ สมแล้วที่เป็นซีอีโอระดับแถวหน้า... พูดถูกใจผมจนอยากจะตบรางวัลให้ด้วยการเซ็นชื่อแถมให้อีกสักสิบรอบเลยล่ะ"
"ปัณณ์!"
"เรียกเสียงดังทำไมครับ คนอื่นเขามองกันหมดแล้วนะ" ปัณณ์ปรายตามองรอบโต๊ะอาหารหรูหราที่ถูกตกแต่งด้วยแสงเทียนสลัว ก่อนจะหันกลับมาสบตาคมกริบที่กำลังลุกโชนด้วยไฟโทสะ "ถ้าไม่อยากกินข้าว แล้วเชิญผมมาทำไมตั้งแต่แรกคะ เสียเวลาทำมาหากินของผมหมด... อ้อ หรือว่า... เสียดาย?"
"ผมเนี่ยนะ เสียดายคุณ?" คินน์ทวนคำเสียงสูง แววตาไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะรีบกลบเกลื่อนมันด้วยท่าทีเย่อหยิ่งตามนิสัย "อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักเลยปัณณ์ ผมแค่รู้สึกว่าคุณทำตัวน่ารำคาญตั้งแต่ก่อนแต่งจนถึงวันจะหย่าต่างหาก!"
"ถ้าน่ารำคาญนัก ก็รีบเซ็นชื่อในฐานะผู้รับ แล้วต่างคนต่างไปสิครับ จะมานั่งปั้นปึ่งทำหน้ายักษ์ใส่ผมอยู่ทำไม หรือว่า... กลัวว่าถ้าไม่มีผมคอยเตรียมสูทคอยบ่นเรื่องสุขภาพ คุณจะใช้ชีวิตเองไม่เป็น?"
จังหวะการปะทะคารมหยุดชะงักลงเมื่อบริกรหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมกับจานอาหารสเต็กเนื้อชั้นดีที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีต ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารชั่วขณะ มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ที่คลอเคลียอยู่รอบตัว แต่ทว่าบรรยากาศกลับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
คินน์หั่นเนื้อในจานด้วยความรุนแรงราวกับมันคือตัวตนของคนตรงหน้า ขณะที่ปัณณ์ทำเพียงแค่ใช้ส้อมเขี่ยผักสลัดในจานเล่นไปมา โดยไม่แตะต้องอาหารจานหลักเลยสักนิด
"ทำไมไม่กิน?" คินน์เอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะห้วนจัด
"ไม่อินครับ... อาหารมื้อนี้มันมีหนามแหลมๆ คอยทิ่มแทงความรู้สึก กินเข้าไปเดี๋ยวอาหารจะติดคอเอาเปล่าๆ" ปัณณ์เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนริมฝีปากช่างบาดลึกหัวใจคนมอง "สู้ผมรีบกลับไปกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ห้องนอนเองเงียบๆ ยังจะมีความสุขซะกว่าต้องมานั่งฟังคำพูดแย่ๆ จากคุณ"
"ปัณณ์!" คินน์วางมีดลงในจานเสียงดังลั่นจนบริกรที่ยืนอยู่ไกลออกไปต้องสะดุ้ง "คุณพูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไง?"
"หมายความตามที่พูดนั่นแหละครับ" ปัณณ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือเรียวจัดเสื้อสูทให้เข้ารูปอย่างใจเย็น ก่อนจะเอื้อมไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมาถือไว้ในมือ "ในเมื่อคุณแค่นัดผมมาเพื่อจะหาเรื่องทะเลาะ ไม่ได้อยากจะคุยเรื่องเอกสารหย่าให้มันจบๆ งั้นก็ตามใจคุณเถอะครับ... เอาไว้คุณอารมณ์ดี หายจากอาการโรคจิตอยากหาเรื่องคนอื่นค่อยโทรมาใหม่ก็แล้วกัน"
"เดี๋ยวก่อนปัณณ์!" คินน์ผุดลุกขึ้นตามแรงอารมณ์ มือหนาพยายามจะเอื้อมไปคว้าข้อมือบางของอีกฝ่ายไว้ แต่ปัณณ์ไวกว่า ชักมือหลบได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกับถอยหลังเว้นระยะห่างทันที
ดวงตากลมโตมองหน้าสามีทางนิตินัยด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความเหนื่อยล้า ความผิดหวัง และความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดเจนจนคินน์รู้สึกหนVวบในอกอย่างประหลาด
"อย่ามาแตะต้องตัวผมครับ... เรากำลังจะหย่ากันแล้ว จำไม่ได้เหรอ?" ปัณณ์พูดเสียงเรียบเย็น ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินออกจากห้องอาหารส่วนตัวแห่งนี้
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ปัณณ์กำลังจะก้าวเท้าพ้นจากขอบประตูห้องอาหารนั่นเอง ประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจากด้านนอก พร้อมกับร่างสูงโปรดปรานของใครบางคนก้าวเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน
"อ้าว... น้องปัณณ์? บังเอิญจังเลยนะคะ ไม่คิดว่าจะเจอคนรู้จักที่นี่"
น้ำเสียงคุ้นหูที่แสนจะดัดจริตดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าสวยเฉี่ยวของ 'มีอา' อดีตคู่หมั้นสาวของคินน์ที่เดินยิ้มระรื่นเข้ามาประชิดตัวปัณณ์ โดยมีสายตาตกตะลึงของคินน์ที่มองข้ามไหล่ปัณณ์มาหยุดอยู่ที่ร่างของหญิงสาวด้วยความตกใจสุดขีด!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความซับซ้อนของหัวใจในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ เอมเมอรัลด์อายส์
ขอหย่ากะทันหัน คุณสามีอย่าฝันว่าจะรั้งผมไว้•ตอนที่ 21
มื้อค่ำที่เต็มไปด้วยหนาม
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่ากะทันหัน คุณสามีอย่าฝันว่าจะรั้งผมไว้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!