ซองเอกสารสีน้ำตาลในมือของกรณ์ไม่ได้มีค่าน่าสนใจไปกว่าเศษกระดาษทิชชูเปียกน้ำ สำหรับปัณณ์ในเวลานี้ ทว่าสำหรับคนที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังโต๊ะทำงานอย่างภาคิน... มันคือระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงานได้ทุกเมื่อหากเปลวไฟแห่งความจริงแตะต้องโดน
“คุณกรณ์คะ ถ้าเรื่องเอกสารหย่าเซ็นเรียบร้อยแล้ว กรุณาวางไว้ตรงนั้นแล้วเชิญกลับได้เลยค่ะ ดิฉันคิดว่าเราไม่มีธุระอะไรต้องคุยกันยาวขนาดนั้น” ปัณณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยความประหม่าแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตคู่สวยมองตรงไปยังผู้ชายอีกคนที่พยายามเข้ามามีบทบาทในชีวิตเขาเกินความจำเป็น
กรณ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาแบบแบดบอย “ใจร้อนจริงนะคะคุณปัณณ์ ยังไม่ทันได้ดูเลยด้วยซ้ำว่าข้างในนี้... มี ‘ของขวัญอำลา’ แบบไหนที่สามีผู้แสนดีของคุณซ่อนเอาไว้บ้าง”
คำว่า ‘สามีผู้แสนดี’ ถูกเน้นเสียงด้วยความเยาะหยันอย่างไม่ปิดบัง ภาคินก้าวเท้าฉับ ๆ เข้ามาประชิดตัว ปัดป้องซองเอกสารนั้นออกจากมือของกรณ์ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า ดวงตาคมกราบกรานดั่งใบมีดน้ำแข็งจ้องเขม็งไปยังคู่กรณี “อย่าล้ำเส้นให้มันมากนัก กรณ์ ถอยไปซะก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน”
“ฮึ... กลัวความลับแตกหรือไงครับคุณคินน์” กรณ์หัวเราะในลำคออย่างท้าทาย แต่เมื่อเห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของซีอีโอหนุ่ม เจ้าตัวก็ยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรู้งาน “โอเค ๆ ผมแค่อยากช่วยเปิดทางให้คนอยากมูฟออนก็เท่านั้น... เชิญตามสบายครับ สองสามีภรรยา”
ประโยคสุดท้ายทิ้งท้ายด้วยความกวนประสาทก่อนที่กรณ์จะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไป ทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องจมดิ่งลงสู่ความเงียบงันอันน่าอึดอัด ปัณณ์ถอนหายใจยาวเหยียด เขาเบือนหน้าหนีไม่อยากสบตากับร่างสูงที่ยืนหายใจหอบกระชั้นอยู่ข้างกาย
“เอกสารหย่า... คุณเซ็นแล้วใช่ไหม” ปัณณ์เปิดปากถาม ทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
“ผมยังไม่ได้อ่านรายละเอียดข้างในนั้นทั้งหมด” คินน์ตอบเสียงกร้าว น้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นกลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด มือหนายังคงกำซองเอกสารสีน้ำตาลแน่นจนมุมกระดาษยับยู่ยี่
“มีอะไรต้องอ่านอีกเหรอคะ ในเมื่อเงื่อนไขมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว คุณได้อิสระคืนไป ส่วนฉันก็ได้ชีวิตของฉันคืนมา ต่างคนต่างไป ไม่ติดค้างกันอีก” ปัณณ์หันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตากลมโตฉายแววตัดพ้ออย่างไม่คิดจะปิดบัง “หรือว่าคุณแค่อยากยื้อเวลาเล่นเกมประสาทแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าฉันจะเหนื่อยตายไปข้างหนึ่ง?”
“ผมไม่ได้เล่นเกม!” คินน์เผลอตะคอกออกมาด้วยความอัดอั้น เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่าไอ้ซองเอกสารในมือเนี่ย มันไม่ใช่แค่ใบหย่าธรรมดา แต่มันคือหลักฐานบางอย่างที่เขาพยายามซ่อนมันไว้ให้ลึกที่สุดจากโลกใบนี้... และตอนนี้ ปัณณ์กำลังจะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว
“ถ้าไม่ได้เล่น งั้นก็ส่งมันมาค่ะ!” ปัณณ์พุ่งตัวเข้าไปหมายจะแย่งซองเอกสารในมือหนา แต่ภาคินไวกว่า เขารemove ซองนั้นไปไว้ด้านหลังทันที แรงยื้อยุดทำให้ร่างเพิ่งฟื้นไข้ของปัณณ์เซถลาเข้าไปชนแผงอกกว้างโดยไม่ทันตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปะปนกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ พุ่งเข้าปะทะนาสิก ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกึกลงพร้อมกัน
ระยะห่างเพียงคืบทำให้ปัณณ์ได้เห็นความตื่นตระหนกในดวงตาคมคู่นั้นชัดเจน มันไม่ใช่แววตาหยิ่งยโสหรือเย็นชาอย่างที่เคยเป็น แต่มันคือแววตาของ ‘คนกลัวการสูญเสีย’ อย่างแท้จริง
“ปล่อยค่ะ...” ปัณณ์กระซิบเสียงแผ่ว หัวใจในอกเต้นรำผิดจังหวะอย่างน่าหงุดหงิด ทำไมเขาต้องใจเต้นกับผู้ชายใจร้ายคนนี้ทุกทีที่เข้าใกล้ด้วยนะ
“ไม่ปล่อย...” คินน์ตอบเสียงพร่า ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน สัญชาตญาณดิบเถื่อนสั่งให้เขาอยากกักขังร่างบางนี้ไว้ในอ้อมกอดตลอดไป “ถ้าผมปล่อย คุณก็จะเดินหนีผมไป... เหมือนสองปีที่ผ่านมา”
“คุณเป็นคนผลักไสฉันเองนะคะ คินน์!” ปัณณ์เงยหน้าขึ้นเถียง ดวงตาคู่สวยรื้นด้วยหยาดน้ำใสแต่ไม่มีวันยอมไหลลงมาให้เห็นเด็ดขาด “ตลอดเวลาสองปีที่คุณทำเหมือนฉันเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้าน คุณเคยสนใจความรู้สึกฉันบ้างไหม? พอฉันขอหย่า คุณถึงมารั้ง... มันไม่ตลกไปหน่อยเหรอคะ”
คำพูดเชือดเฉือนนั้นแทงเข้าที่กลางใจของคินน์อย่างจัง เขารู้ตัวดีว่าตัวเองโง่เง่าแค่ไหนในอดีต ความเย่อหยิ่งและปมในใจทำให้เขาเลือกที่จะแสดงความเย็นชาใส่คนที่เขารักที่สุด เพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด... ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ กลับกลายเป็นกรงขังที่ทำร้ายทั้งเขาและปัณณ์จนบอบช้ำไปหมด
จังหวะนั้นเอง ในขณะที่ยื้อยุดกันไปมา ริบบิ้นสีแดงเส้นเล็กที่หลุดร่วงออกมาจากซองเอกสารสีน้ำตาลก็ร่วงลงสู่พื้นพรม เสียงกระดาษแผ่นหนึ่งปลิวหลุดออกมาจากซอง และลอยเคว้งคว้างก่อนจะคว่ำหน้าลงกับพื้น
ปัณณ์ก้มลงมอง... และก่อนที่คินน์จะทันได้ห้าม มือเรียวก็เอื้อมไปหยิบภาพถ่ายใบนั้นขึ้นมาพลิกดู
โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน
ภาพถ่ายโพลารอยด์เก่าเก็บ ขอบภาพเริ่มเหลืองตามกาลเวลา แต่ภาพเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักแก้มป่องสวมชุดนักเรียนประถม กำลังยิ้มจนตาหยีให้กล้อง เป็นภาพที่ปัณณ์จำได้แม่นยำยิ่งกว่าหน้าตัวเอง... เพราะเด็กคนนั้นคือตัวเขาเองในวัยเด็ก และด้านหลังภาพถ่าย มีลายมือหวัด ๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีดำว่า
*‘พัณณิน... รอยยิ้มเดียวในโลกที่ฉันจะปกป้อง’*
ปัณณ์ชะביดค้าง ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ภาพนี้... หายไปจากอัลบั้มรูปเก่าของเขาตั้งแต่ตอนที่บ้านเกิดไฟไหม้เมื่อสิบปีก่อน มันมาอยู่กับภาคินได้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุด...
“คุณ... รู้จักฉัน ตั้งแต่ตอนนั้นเหรอ?” ปัณณ์หันไปมองหน้าสามีของตัวเอง เสียงหวานสั่นพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
คินน์หลับตาลงช้า ๆ ความลับที่เขาพยายามฝังกลบไว้ตลอดหลายปีถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเผชิญหน้ากับแสงสว่างโดยสมบูรณ์ เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยคำอธิบายบางอย่าง ทว่า...
*กริ๊งงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของคินน์แผדเสียงแหลมสูงทำลายบรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันที หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้คินน์ต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด
ปัณณ์ผอยมือออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่ายช้า ๆ ดวงตาคู่สวยที่เคยมีความสงสัยฉายชัด บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและห่างเหินยิ่งกว่าเดิมเมื่อมองไปยังหน้าจอโทรศัพท์เครื่องนั้น
“รับสายสิคะ... บางทีคนที่โทรมา อาจจะสำคัญกว่า ‘ความลับ’ ในลิ้นชักของคุณซะอีก”
ปัณณ์วางภาพถ่ายเก่าใบนั้นลงบนโต๊ะตรงหน้าคินน์อย่างนิ่มนวล ก่อนจะหันหลังให้และก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังประตูห้องทำงานทันที โดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามองสีหน้าซีดเผือดของสามีที่กำลังยืนมือสั่นอยู่เบื้องหลัง
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ เอมเมอรัลด์อายส์
ขอหย่ากะทันหัน คุณสามีอย่าฝันว่าจะรั้งผมไว้•ตอนที่ 8
ความลับในลิ้นชัก
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่ากะทันหัน คุณสามีอย่าฝันว่าจะรั้งผมไว้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!