"ฉันคิดว่าเราคุยกันจบไปตั้งแต่เอกสารฉบับนั้นถูกเซ็นชื่อลงไปแล้วนะคะ คุณคินน์"
เสียงหวานใสที่เคยเอ่ยคำว่ารักอย่างไร้เงื่อนไข บัดนี้กลับราบเรียบราวกับผืนน้ำในฤดูหนาว ปัณณ์ไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยืนตระหง่านบังแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะในห้องทำงานส่วนตัว เอกสารกองโตบนโต๊ะทำงานถูกจัดระเบียบใหม่อย่างไร้ที่ติ เหมือนกับชีวิตของเจ้าตัวที่ถูกสะสางจนสะอาดหมดจดจากเงาของคนตรงหน้า
คินน์กลืนก้อนความขมขื่นลงคออย่างยากลำบาก มือหนาที่มักจะถืออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในห้องประชุมบอร์ดบริหาร กลับสั่นเทาเล็กน้อยยามที่ต้องวางกล่องกำมะหยี่สีเข้มลงบนโต๊ะไม้ราคาแพง
"ปัณณ์... ฟังฉันก่อน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง บัดนี้เจือความเว้าวอนอย่างน่าประหลาด มันเป็นโทนเสียงที่คนอย่าง "คินน์ วรโชติ" ไม่เคยใช้กับใครหน้าไหนตลอดชีวิตการเป็นซีอีโอหนุ่มผู้ไร้พ่าย แต่กับปัณณ์... เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เด็กผู้ชายไร้ทางสู้คนที่กำลังจะทำของเล่นชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตหลุดมือไปตลอดกาล
"ฟังเหรอคะ?" ปัณณ์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันใดๆ ร่างบางค่อยๆ วางปากกาในมือลง ช้อนดวงตากลมโตที่เคยฉายแววออดอ้อนขึ้นสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ "ตลอดสองปีที่ผ่านมา ฉันพูดคำว่า 'ฟังฉันหน่อย' ไปกี่ครั้งคะคุณคินน์? ตอนที่คุณปล่อยให้ฉันนั่งรออาหารเย็นจนเย็นชืดบนโต๊ะ ตอนที่คุณเลือกงานเลี้ยงบริษัทเหนือวันครบรอบของเรา หรือแม้แต่ตอนที่ฉันพยายามอธิบายว่าความสัมพันธ์ของเรามันกำลังพังทลาย... คุณเคยฟังฉันสักครั้งไหม?"
คำถามนั้นคมกริบยิ่งกว่าใบมีดโกน มันเชือดเฉือนหัวใจของคนฟังจนชาหนึบ คินน์รู้สึกเหมือนมีก้อนหินขนาดมหึมามาจุกอยู่ที่ลำคอ เขาอ้าปากจะเอ่ยคำแก้ตัว แต่พอนึกถึงความจริงที่ว่า เขานั่นแหละคือคนที่ผลักไสความอบอุ่นนี้ออกไปเอง คำพูดทั้งหมดก็พลันติดอยู่แค่ริมฝีปาก
"ผม... ขอโทษ"
ในที่สุด ส ามีผู้ทรงอิทธิพลก็ยอมเอ่ยคำพูดที่ยากเย็นที่สุดในชีวิตออกมาจนได้ คินน์ขยับเข้าใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าว มือหนายื่นออกไปหมายจะกุมมือเรียวที่วางอยู่ แต่ปัณณ์กลับชักมือหลบราวกับสัมผัสของเขาเป็นสิ่งแปลกปลอมที่น่ารังเกียจ
"คำขอโทษราคาถูกแบบนี้ เก็บไว้ไปใช้กับคนที่เขายังอินกับละครฉากเดิมของคุณเถอะค่ะ" ปัณณ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ความต่างของส่วนสูงไม่ได้ทำให้ปัณณ์ดูด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย กลับกัน ออราความเด็ดเดี่ยวและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่ ทำให้ร่างบางดูเปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนคินน์แทบหายใจไม่ออก
"ปัณณ์รู้ว่าคุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่... การทำตัวเป็นหมาหงอยตามตื๊อ การส่งดอกไม้ช่อโตมาที่ออฟฟิศ หรือแม้แต่การมายืนทำหน้าตาสำนึกผิดอยู่ในห้องนี้ มันไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่ตายไปแล้วฟื้นคืนมาหรอกนะคะ มันน่าสมเพชค่ะ"
"ปัณณ์!" คินน์เผลอขึ้นเสียงด้วยความเจ็บแปลบในอก ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความอัดอั้น "คุณจะใจร้ายเกินไปแล้วนะ! คนเราทำผิดพลาดกันได้ไม่ใช่เหรอ? ผมยอมรับว่าผมโง่เง่า ผมยอมรับว่าผมมองข้ามความรู้สึกของคุณ แต่วันนี้ผมสำนึกแล้วไง! ผมพยายามแก้ไขทุกอย่างที่ผมเคยทำพัง..."
"แต่มันสายไปแล้วค่ะ!" ปัณณ์สวนกลับทันควัน เสียงหวานตวาดกร้าวขึ้นอย่างเหลืออด น้ำตาคลอหน่วยที่หางตาแต่ถูกกักเก็บไว้อย่างหยิ่งผยอง ปัณณ์ไม่มีวันยอมร้องไห้ให้ผู้ชายใจร้ายคนนี้เห็นอีกเป็นครั้งที่สอง "ความรักของฉันมันไม่ได้มีอายุยืนยาวเท่ากับความอดทนของคุณหรอกนะคะคุณคินน์ สองปี... ฉันให้โอกาสคุณพิสูจน์ตัวเองในใจมาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง แต่คุณเลือกที่จะเหยียบย่ำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้ในวันที่ฉันก้าวออกมาได้แล้ว ในวันที่ฉันกำลังจะมีความสุขกับชีวิตที่ไม่มีคุณ... คุณกลับมาบอกว่าขอโทษงั้นเหรอ?"
ลมหายใจของทั้งคู่หอบกระชั้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างกันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ แต่กลับไม่สามารถดับความร้อนรุ่มที่แผดเผาอยู่ในอกของคนทั้งคู่ได้
คินน์มองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความเยשชา ความโกรธเกรี้ยว และความผิดหวังระคนกัน เขารู้ดีว่าทุกคำที่ปัณณ์พูดคือความจริง ความจริงที่เจ็บปวดและไม่มีทางแก้ไขได้ด้วยคำพูดสวยหรูเพียงไม่กี่คำ
"ถ้าคุณคิดว่าผมทำทั้งหมดนี่เพราะแค่รู้สึกผิด... คุณคิดผิดแล้ว ปัณณ์" คินน์ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้าย น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและลุ่มลึกขึ้น ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตราวกับต้องการสะกดให้ร่างบางหยุดฟัง "ผมไม่ได้มาขอร้องให้คุณกลับไปเพราะผมเหงา หรือเพราะผมรู้สึกผิดที่ไม่มีคนคอยดูแลบ้าน... แต่ผมขอร้องเพราะผมขาดคุณไม่ได้ ปัณณ์... บ้านหลังนั้นมันไม่ใช่บ้านตั้งแต่ไม่มีคุณอยู่ตรงนั้น"
ปัณณ์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ คำสารภาพที่เปี่ยมไปด้วยความคลั่งรักแบบไม่ทันตั้งตัวนี้เกือบจะทำให้เกราะป้องกันที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากพังทลายลง แต่วินาทีต่อมา สติและความเจ็บปวดในอดีตก็ดึงสติให้ปัณณ์กลับมาตั้งรับได้ทัน
"คำหวานพวกนี้เก็บไว้ไปบอกคนที่คุณเห็นคุณค่าเถอะค่ะ" ปัณณ์แค่นยิ้มหยัน พลางเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเอกสารหนังแท้ขึ้นมาสะพายไหล่ "ส่วนฉัน... ขอตัวค่ะ ไม่อยากเสียเวลากับคนที่เพิ่งมารู้สึกตัวว่ารักในวันที่สายเกินไป"
ร่างบางหมุนตัวเตรียมก้าวเดินผ่านร่างสูงที่ยืนขวางประตูทางออก ทว่าในจังหวะเฉียดฉิวที่ไหล่บางกำลังจะเดินผ่าน คินน์กลับตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อศอกเรียวแล้วออกแรงดึงรั้งเบาๆ แต่เด็ดเดี่ยว ร่างของปัณณ์จึงเซถลาเข้าปะทะกับแผงอกกว้างตามแรงดึงโดยอัตโนมัติ
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายคุ้นจมูกผสมผสานกับความอบอุ่นจากร่างกายที่แนบชิด ทำเอาลมหายใจของปัณณ์สะดุดกึก ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากตนเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากจนสั่นสะท้าน
"ปล่อยนะ!" ปัณณ์พยายามขัดขืน ออกแรงผลักแผงอกแกร่งแต่กลับถูกวงแขนแข็งแรงอีกข้างโอบรัดเอวบางเอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
"ไม่ปล่อย... ต่อให้คุณจะเกลียดผม จะด่าผม หรือจะเหยียบย่ำผมแค่ไหน ผมก็จะไม่ปล่อยมือจากคุณอีกแล้ว ปัณณ์" คินน์กระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านจนยากจะควบคุม ดวงตาคมกริบเป็นประกายวาววับด้วยความดื้อรั้นและคลั่งรักแบบสุดขั้ว
ปัณณ์เม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เคมีที่ยังคงดึงดูดกันอย่างรุนแรงทำให้สมองตื้อตันไปหมด ทว่าก่อนที่ปัณณ์จะได้ทันอ้าปากต่อว่าอะไร เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ตามด้วยเสียงเปิดประตูที่ถูกผลักเข้ามาอย่างถือวิสาสะ
"คุณคินน์คะ เอกสารสรุปยอดโปรเจกต์... อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ดิฉันเข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่าคะ?"
ร่างเพรียวระหงของเลขาฯ สาวคนสนิทหยุดชะงักกึกอยู่หน้าประตู ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นภาพเจ้านายหนุ่มผู้แสนเย็นชา กำลังโอบกอดอดีตภรรยาหน้าหวานไว้แนบกายแนบชิดกลางห้องทำงาน
ปัณณ์หน้าถอดสี รีบออกแรงผลักคินน์สุดแรงจนร่างสูงเซถลาถอยหลังไปสองก้าว ร่างบางหอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธจัด ดวงตากลมโตตวัดมองหน้าซีอีโอหนุ่มด้วยแววตาตัดพอขั้นสุดยอด
"ดูเหมือนว่า... ฉันมาถูกเวลาจริงๆ สินะคะ" เสียงหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงความเย้ยหยันดังขึ้นจากบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาสมทบ พร้อมกับรอยยิ้มปริศนาที่จุดขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย
—--------------------------------------------------
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความซับซ้อนของหัวใจในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ เอมเมอรัลด์อายส์
ขอหย่ากะทันหัน คุณสามีอย่าฝันว่าจะรั้งผมไว้•ตอนที่ 23
คำขอโทษที่สายไป
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่ากะทันหัน คุณสามีอย่าฝันว่าจะรั้งผมไว้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!