นิ้วเรียวยาวของคินน์ยังคงแตะค้างอยู่บนกรอบหน้าต่างรถยนต์หรู ปลายประโยคจากเมื่อครู่ยังลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศเย็นเยียบ ทว่าแววตาคมกริบราวกับสัตว์ป่ากำลังจ้องมองคนตัวเล็กที่นั่งกอดอกหน้าบึ้งตึงอยู่เบาะข้างคนขับ ปัณณ์เบือนหน้าหนีออกไปมองทิวทัศน์ริมถนนยามค่ำคืนที่แสงไฟนีออนสาดส่องผ่านกระจกวับๆ แวมๆ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวด้วยความหงุดหงิดระคนหวาดหวั่น... ใครใช้ให้ผู้ชายคนนี้มาดักรอเขาหน้าออฟฟิศแถมยังใช้ลูกไม้บังคับให้ขึ้นรถมาด้วยกันเล่า
"เลิกทำหน้าเหมือนผมติดหนี้คุณร้อยล้านสักที ปัณณ์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ มือหนาเอื้อมไปปรับแอร์ในรถให้ลดความเย็นลงเล็กน้อยโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย "งานเลี้ยงคืนนี้สำคัญกับบริษัท คุณในฐานะภรรยา... ก็ควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี"
"ภรรยา?" ปัณณ์แค่นหัวเราะในลำคอ หันกลับมาเผชิญหน้ากับสามีทางนิตินัยด้วยรอยยิ้มเยาะที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา "คุณคินน์ลืมไปแล้วหรือคะว่าเรากำลังจะหย่ากัน เอกสารร่างไว้หมดแล้ว เหลือแค่คุณจรดปากกาเซ็นเท่านั้นเองค่ะ เพราะฉะนั้น... สถานะภรรยาอะไรนั่นน่ะ เลิกเอามาอ้างเพื่อบังคับให้ฉันต้องไปยืนยิ้มรับหน้าแขกเหรื่อไฮโซจอมปลอมพวกนั้นสักทีเถอะค่ะ"
รถยนต์คันหรูชะลอความเร็วลงเมื่อติดสัญญาณไฟแดง คินน์หันขวากลับมามองภรรยาตัวแสบ แววตาคมปลาบไหววูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้จนปัณณ์ต้องเอนหลังชิดติดประตูรถโดยอัตโนมัติ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปะปนกับกลิ่นอายความเย็นชาเฉพาะตัวแผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมจนบรรยากาศในห้องโดยสารคับแคบลงถนัดตา
"ต่อให้กระดาษแผ่นนั้นจะเซ็นไปแล้ว แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย คุณก็ยังเป็นภรรยาของคินน์คนนี้... และไม่มีทางหลุดพ้นไปไหนได้ทั้งนั้น" คินน์กระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง บังคับให้ปัณณ์ต้องสบตาเขาตรงๆ "ส่วนเรื่องงานเลี้ยง... ต่อให้คุณไม่อยากไปแค่ไหน แต่คุณก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธจำเลยที่ชื่อผมหรอกนะ"
ปัณณ์เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจ อยากจะยกมือขึ้นผลอกว้างอกแกร่งนั่นสักทีให้หายหมั่นไส้ แต่ติดที่ว่ามือเจ้ากรรมดันสั่นระริกด้วยความโกรธจนต้องกำเข้าหากันแน่น ปากบอกว่าไม่อยากได้เขา ปากบอกว่าอยากหย่าขาด แต่การกระทำและการผูกมัดบ้าๆ นี่มันคืออะไรกันแน่! คินน์เป็นผู้ชายประเภทที่ต่อให้ไฟจะลุกท่วมบ้าน เขาก็ยังคงความเยือกเย็นแล้วลากตัวอีกฝ่ายหนีออกมาด้วยกันหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจเลยว่าคนข้างๆ จะอยากตายในกองเพลิงนั้นมากแค่ไหน
รถแล่นเข้ามาจอดสนิทหน้าโรงแรมหรูระดับห้าดาว แสงแฟลชจากบรรดาสื่อมวลชนและปาปารัสซี่สาดส่องเข้ามาภายในกระจกรถทันทีที่ประตูถูกเปิดออก คินน์ก้าวลงไปก่อนจะอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่ปัณณ์นั่งอยู่ มือหนายื่นออกมารอรับ ทว่าปัณณ์กลับมองมือนั้นด้วยหางตาก่อนจะตัดสินใจก้าวลงมาเองโดยไม่ยอมแตะต้องตัวสามีแม้แต่น้อย
"อย่าลืมบทบาทของเราล่ะ" คินน์กระซิบเตือนเสียงเบาขณะที่เอื้อมมือมาโอบรอบเอวบางไว้หลวมๆ เพื่อกันไม่ให้สื่อมวลชนเบียดเสียดเข้ามาใกล้เกินไป สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือที่แนบผ่านเนื้อผ้าชุดสูทสั่งตัดพิเศษทำให้ปัณณ์สะท้านเฮือก ขนลุกเกรียวไปทั้งร่างแต่ต้องฝืนแย้มยิ้มออกกล้องด้วยใบหน้าสวยหวานราวกับคู่รักข้าวใหม่ปลามันที่รักกันปานจะกลืนกิน
"ปล่อยมือได้แล้วค่ะ ถึงทางเข้างานแล้ว" ปัณณ์กัดฟันกระซิบลอดไรฟันขณะที่เดินเคียงคู่กันเข้ามาในงานเลี้ยงรับรองสุดอลังการ แชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับสาดแสงกระทบกับเครื่องเพชรราคาแพงระยับบนตัวบรรดาคุณนายและไฮโซสาวที่ส่งสายตาริษยามายังปัณณ์แทบไม่กะพริบ
บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเคล้าเสียงดนตรีคลาสสิกคลอเบาๆ ทว่าสำหรับปัณณ์แล้ว ที่นี่ไม่ต่างอะไรจากห้องข่ายสีทองที่ไร้อากาศหายใจ เขาจำใจต้องยืนเคียงข้างคินน์ ปั้นหน้ายิ้มรับคำทักทายจากบรรดาผู้บริหารระดับสูงและหุ้นส่วนทางธุรกิจที่แวะเวียนกันเข้ามาแสดงความยินดีในความสำเร็จของโปรเจกต์ล่าสุด
"คุณคินน์นี่ตาถึงจริงๆ นะคะ ภรรยาทั้งสวยทั้งน่ารัก แถมยังดูเพอร์เฟกต์สมกันกับคุณคินน์ทุกกระเบียดนิ้วเลย" เสียงหวานหยดย้อยของหญิงสาวในชุดเดรสยาวปักเลื่อมระยับดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงของ 'คุณหญิงมณีรัตน์' และลูกสาวคนสวยที่เดินตรงเข้ามาทักทาย สายตาที่มองมาที่ปัณณ์เต็มไปด้วยความประเมินค่าและรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ
ปัณณ์จำหน้าผู้หญิงคนนี้ได้แม่น... เธอก็คือหนึ่งในคนที่เคยหัวเราะเยาะเขาในงานสังคมครั้งก่อนว่าแต่งเข้ามาเป็นแค่ดอกไม้ประดับบ้านไร้ค่า
"ขอบคุณครับ" คินน์ตอบรับสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์เช่นเคย แต่ทว่ามือหนากลับเลื่อนลงมาโอบกระชับรอบเอวบางของปัณณ์ให้แนบชิดติดตัวมากขึ้นกว่าเดิม จนปัณณ์ต้องแอบหยิกเข้าที่สะโพกของสามีด้วยความหมั่นไส้ แต่คินน์กลับไม่สะท้านแถมยังก้มลงกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงพร่าระรัว "ถ้าไม่อยากโดนอุบอิบหอมแก้มโชว์สื่อตรงนี้ ก็หยุดซนแล้วยืนนิ่งๆ ซะ ปัณณ์"
"คุณมัน..." ปัณณ์ส่งค้อนวงใหญ่ให้ แต่ก่อนที่จะได้อ้าปากเถียง เสียงประกาศจากพิธีกรบนเวทีก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
"ขอเรียนเชิญท่านประธานบริหาร คินน์ วรโชติไพศาล และคุณภรรยา ขึ้นกล่าวเปิดงานในค่ำคืนนี้ด้วยครับ"
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวทั่วห้องจัดเลี้ยง คินน์หันมามองคนตัวเล็กที่ยืนหน้าบึ้งตงด้วยรอยยิ้มมุมปากที่หาดูได้ยาก ก่อนจะยื่นแขนข้างหนึ่งออกมาให้ปัณณ์คล้อง "เชิญครับ... ภรรยา"
ปัณณ์สูดหายใจเข้าลึก 10 ครั้งเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธ ก่อนจะจำใจสอดมือเข้าไปคล้องแขนแกร่งแล้วก้าวขึ้นเวทีไปพร้อมกับสามีจอมเผด็จการ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องมายังพวกเขา ทั้งคู่ยืนเคียงคู่กันภายใต้แสงไฟสปอตไลท์ ปัณณ์ทำหน้าที่ภรรยาจำยอมด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ขณะที่คินน์กล่าวสุนทรพจน์ด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มทรงพลังสะกดคนฟังทั้งห้อง
ทว่า... ในจังหวะที่คินน์กำลังจะกล่าวปิดท้ายและหันมาสบตากับปัณณ์ด้วยสายตากรุ้มกริ่มที่ซ่อนความคลั่งรักเอาไว้ไม่มิดนั้นเอง ประตูบานใหญ่ทางด้านหน้าห้องจัดเลี้ยงก็ถูกผลักเปิดออกเสียงดังปัง! จนทุกคนต้องหันไปมองเป็นตาเดียว
ร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาท่ามกลางความเงียบงัน ใบหน้าคมคายคุ้นตาที่ปัณณ์ไม่ได้เจอมานานนับปีปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ย แสงไฟสปอตไลท์ส่องกระทบใบหน้าของแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้นเต็มๆ
"ขอโทษทีครับที่มา Wreck the party ช้าไปหน่อย... พอดีผมได้ยินว่าภรรยาของพี่กำลังจะหย่ากับพี่ไม่ใช่เหรอครับ คินน์?"
ประโยคคำถามท้าทายจากปากของ 'กรณ์' น้องชายต่างแม่ของคินน์ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศกะทันหัน ทำให้บรรยากาศในงานเลี้ยงที่ควรจะชื่นมื่นกลับดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตาเดียว ปัณณ์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่คินน์หันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาดุร้ายราวกับพญาเสือที่กำลังถูกลูบคม
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนเอมเมอรัลด์อายส์เสมอนะคะ
ขอหย่ากะทันหัน คุณสามีอย่าฝันว่าจะรั้งผมไว้•ตอนที่ 6
งานเลี้ยงที่ไม่มีใครต้องการ
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่ากะทันหัน คุณสามีอย่าฝันว่าจะรั้งผมไว้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!