หย่าให้ขาด แล้วอย่าคิดจะกลับมา•ตอนที่ 18

ตกหลุมรักลูกชายตัวเอง

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
เสียงกรีดแหลมสูงของพราวพิชชาดังบาดแก้วหู ราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผีในขุมนรก ขณะที่ท่อนเหล็กในมือของเธอเหวี่ยงเข้าหากระจกรถยนต์คันหรูอย่างบ้าคลั่ง เศษกระจกแตกกระจายราวกับเกล็ดหิมะสีดำท่ามกลางความตื่นตระหนก รินรดากอดร่างเล็กของเด็กชายอลันแน่นแนบอก หัวใจของคนเป็นแม่หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อดวงตากลมโตคู่สวยของลูกชายเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ตรงหน้า "คุณแม่... อลันกลัว..." เสียงสั่นเครือที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั้น ราวกับมีคมมีดกรีดลงซ้ำๆ ที่กลางใจของรินรดายามนี้ เธอไม่สนใจแม้กระทั่งเศษแก้วที่บาดเฉี่ยวผิวเนื้อจนเลือดสีสดไหลซึมผ่านเสื้อผ้า สัญชาตญาณการปกป้องสายเลือดในไส้ทำให้เธอลืมความเจ็บปวดทั้งปวงสิ้น แต่ก่อนที่พราวพิชชาจะทันได้เงื้อมือทำร้ายพวกเขาไปมากกว่านั้น เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็พุ่งเข้าชาร์จร่างของอดีตคนรักอย่างดุดัน ร่างของพราวพิชชาถูกกระชากออกห่างจากตัวรถอย่างรุนแรง แรงปะทะทำให้เธอกระเด็นล้มลงไปกองกับพื้นถนนด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งจะเบิกกว้าง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบกับใบหน้าหล่อเหลาที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนน่ากลัวของอคินทร์ "อคินทร์! คุณ... คุณทำร้ายฉันเพื่ออีผู้หญิงสารเลวนั่นเหรอ!" พราวพิชชาแผดเสียงกรีดร้องอย่างคนเสียสติ เมื่อเห็นสายตาที่อคินทร์มองมานั้นว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ถึงขีดสุด "ถ้าแตะต้องลูกเมียฉันแม้แต่ปลายเล็บเดียว... ฉันไม่เอาคุณไว้แน่พราวพิชชา!" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แทบจะฆ่าคนได้ อคินทร์ไม่ได้สนใจเสียงโวยวายของหญิงสาวสติแตกเบื้องหลังอีกต่อไป เขารีบสาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังประตูรถด้านที่รินรดานั่งอยู่ทันที มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยยามเปิดประตูออก สิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่สายตาคือร่างเล็กๆ ของเด็กชายในอ้อมกอดอดีตภรรยา ดวงตาคมกริบของประธานหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร พลันไหวระริกอย่างรุนแรงเมื่อประสานเข้ากับดวงตากลมโตคู่ใสที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของเด็กชายอลัน หัวใจที่เคยด้านชาและแข็งกระด้างมาตลอดชีวิต... พังทลายลงในเสี้ยววินาทีนั้นอย่างไร้ท่า "คุณ... จะทำอะไรลูกฉัน ออกไปนะ!" รินรดารีบเบี่ยงกายบังร่างของลูกชายไว้มิดชิด หยาดน้ำตาแห่งความหวาดระแวงเอ่อคลอเบ้า เธอยังจำความใจร้ายและความเย็นชาของผู้ชายคนนี้ได้ดี ไม่มีทางที่เธอจะยอมให้อันตรายใดๆ เข้าใกล้ลูกอีกเด็ดขาด แม้แต่ผู้ชายที่เป็นต้นเหตุของสายเลือดนี้ก็ตาม แต่อคินทร์กลับไม่สนใจคำท้วงติงนั้น สายตาของเขาจดจ้องอยู่เพียงใบตองหน้าเล็กๆ ที่ถอดแบบพิมพ์เดียวกับเขาราวกับส่องกระจกเงา จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากหยักได้รูป และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... แววตาเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวนั้น มันคือตัวเขาในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน ความรู้สึกบางอย่างที่อคินทร์ไม่เคยรู้จักมาก่อนกำลังพรั่งพรูขึ้นมาในอก ความอบอุ่นที่แปลกประหลาด ความตื้นตันที่จุกแน่นจนพูดไม่ออก และความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ เขาเคยปฏิเสธเด็กคนนี้ เขาเคยผลไสไล่ส่งและดูถูกเหยียดหยามสายเลือดของตัวเองอย่างไร้เยื่อใย เพียงเพราะความหยิ่งทะนงและอีโก้โง่เง่าของตนเอง "ริน... ขอร้องล่ะ ขอฉันดูหน้าลูกหน่อย" เสียงของอคินทร์พร่าเลือนและสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลยอมคุกเข่าลงข้างกายอดีตภรรยาบนพื้นถนนที่เปื้อนฝุ่น ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เริ่มมุงดู รินรดานิ่งงังไปชั่วขณะเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวของอดีตสามี ความเย่อหยิ่งจองหองอันเป็นเอกลักษณ์ของเขามลายหายไปสิ้น เหลือเพียงชายหนุ่มผู้แตกสลายที่กำลังเว้าวอนขอความเมตตาจากเธอและลูก เด็กชายอลันกระพริบตาปริบๆ มองผู้ชายตัวโตที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า มือเล็กๆ ที่ยังกำชายเสื้อของมารดาแน่นค่อยๆคลายออก ความกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ตามประสาเด็ก เมื่อเห็นใบหน้าของชายแปลกหน้านั้นช่างดูคล้ายคลึงกับตนเองเสียเหลือเกิน... ราวกับส่องกระจกมองเงาของอนาคต "คุณ... ร้องไห้ทำไมฮะ?" เสียงใสแจ๋วของเด็กชายเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน มือเล็กเอื้อมออกไปอย่างไร้เดียงสา ปลายหน้านิ้วป้อมแตะลงที่หลังมือของอคินทร์ที่วางอยู่บนเบาะรถอย่างลืมตัว อคินทร์สะั่นสะท้านไปทั้งร่าง หยาดน้ำตาของผู้ชายที่แข็งกระด้างมาทั้งชีวิตร่วงเผาะลงบนหลังมือเล็กๆ นั้นทันที เขาควบคุมความรู้สึกตื้นตันและสำนึกผิดที่ตีรวนขึ้นมาในอกไม่ได้อีกต่อไป มือหนาค่อยๆ เอื้อมไปโอบประคองร่างเล็กของลูกชายเข้าหาตัวอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าเด็กน้อยคนนี้จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่จะสลายหายไปในอากาศ "พ่อ... พ่อขอโทษนะลูก..." เสียงทุ้มสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ อคินทร์ดึงร่างของเด็กชายเข้ามาสู่อ้อมอก กอดแน่นราวกับจะชดเชยเวลาสามปีเต็มที่เขาปล่อยให้ลูกต้องเผชิญความยากลำบาก กลิ่นหอมสะอาดแบบเด็กๆ และความนุ่มนิ่มของร่างเล็กในอ้อมแขน ทำให้หัวใจที่แห้งเหือดของอคินทร์กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เด็กชายอลันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อถูกกอดโดยคนที่เพิ่งพบหน้ากันเป็นครั้งแรก แต่ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดและอ้อมอกที่อบอุ่นปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสจากใคร นอกจากมารดา ทำให้เด็กน้อยค่อยๆ ยกแขนป้อมขึ้นโอบรอบคอแกร่งของอคินทร์ไว้หลวมๆ ใบหน้าจิ้มลิ้มซบลงที่ลาดไหล่กว้างอย่างว่านอนสอนง่าย รินรดานั่งมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่ไหวระรึก ความเจ็บปวดในอดีตพยายามร้องเตือนสติเธอไม่ให้ใจอ่อน แต่ทว่าภาพความผูกพันที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างบริสุทธิ์งดงามตรงหน้า กลับทำให้ขอบตาของเธอดือรื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรู้ดีว่าสายใยสายเลือดนั้นตัดไม่ขาด และเด็กชายอลันสมควรได้รับความรักจากผู้เป็นพ่ออย่างเต็มเปี่ยม "คุณ... จะพาเราไปไหนคะ?" รินรดากล่าวทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้ความรู้สึกข้างในจะสั่นคลอนเพียงใดก็ตาม อคินทร์ค่อยๆคลายอ้อมกอดออกอย่างเสียดาย ดวงตาคมกริบที่แดงก่ำจากการร้องไห้เงยขึ้นมองอดีตภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและคำสัญญาที่หนักแน่นกว่าครั้งไหนๆ "กลับบ้านของเรานะริน... บ้านที่ฉันจะสร้างมันขึ้นมาใหม่เพื่อชดเชยทุกอย่างให้เธอกับลูก" อคินทร์เอ่ยเสียงนุ่ม แววตาคู่นั้นสะท้อนความเว้าวอนและความรักที่เพิ่งตื่นรู้จนหมดหัวใจ ไม่มีมาดประธานผู้เย็นชาอีกต่อไป มีเพียงสามีและพ่อผู้สำนึกผิดที่พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครัวนี้กลับคืนมา รินรดานิ่งเงียบ หลบสายตาคู่นั้นด้วยความสับสนในใจ เธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าหัวใจส่วนลึกยังคงโหยหาอียอกอุ่นนี้ แต่บาดแผลที่เขาทิ้งไว้นั้นลึกเกินกว่าจะลืมเลือนได้โดยง่าย ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเงียบงันและความซาบซึ้งใจ ทันใดนั้น... เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวพวกเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังขึ้นจากด้านหลัง "โอ้โห... ภาพครอบครัวสุขสันต์นี่มันช่างน่าเวทนาเสียจริงนะคะ คุณอคินทร์..." ทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว อคินทร์ตวัดสายตาดุดันหันกลับไปมองผู้มาใหม่ทันทีด้วยความโกรธกริ้ว แต่แล้วดวงตาคมก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อร่างที่ยืนอยู่เบื้องหลังไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นเลขาคนสนิทของเขาที่ถือซองเอกสารสีน้ำตาลลับๆ พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ "คุณ... เข้ามาที่นี่ได้ยังไง?" อคินทร์กัดฟันกรอด เลขาคนนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโยนซองเอกสารลงบนตักของรินรดา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนเย็นเฉียบลงในพริบตา "ฉันแค่จะเอาหลักฐานชิ้นสำคัญ... ที่พิสูจน์ว่าเด็กคนนี้... ไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ ของคุณมาให้ดูต่างหากล่ะคะ!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้อคินทร์และรินรดามา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ขาด แล้วอย่าคิดจะกลับมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%