“ออกไป”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของธันวาไม่ได้ดังไปกว่าระดับปกติ แต่มันกลับทรงพลังและเย็นเยียบเสียจนเลขานุการสาวใหญ่ถึงกับสะดุดกึก ดวงตาดุจกระบี่คมกริบของเขาจ้องเขม็งไปยังผู้บุกรุกโดยไม่คิดจะเกรงใจใคร รินรดารีบขยับตัวถอยห่างจากแผงอกแกร่ง พยายามจัดเสื้อผ้าที่ยับย่นของตนเองให้เข้าที่ด้วยหัวใจที่ยังเต้นรัวเหมือนกลองศึก
“เอ่อ... คุณธันวาคะ ดิฉันขออภัยค่ะ แต่เรื่องเอกสารด่วนจากโครงการเพชรบุรี—”
“ผมบอกให้ออกไป!” เขาตวาดซ้ำ คราวนี้เสียงดังฟังชัดจนคนที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าประตูต้องรีบถอยกรูออกไปและปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว
ความเงียบงันกลับมาเยือนห้องทำงานหรูหราอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับไม่ได้ผ่อนคลายลงเลย รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่ใกล้โต๊ะทำงาน เธอกำลังจะเอ่ยปากขอตัวกลับ ทว่ายังไม่ทันที่ริมฝีปากจะได้ขยับ ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มก็ก้าวประชิดตัวจนเธอไม่มีทางหนี
ธันวาใช้แขนข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะไว้ กักร่างบางของเธอไว้ในอาณัติ สายตาของเขาไม่ได้มองที่เอกสารบนโต๊ะอีกต่อไป แต่มันกำลังไล่สำรวจใบหน้าของเธอราวกับจะค้นหาบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ความประหม่า
“คุณคีย์... ปล่อยนะคะ ฉันจะกลับแล้ว” เธอพยายามดันอกเขาไว้ แต่มันก็แน่นหนาราวกับกำแพงหิน
“กลับ? ใครอนุญาตให้กลับ” ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและสั่นไหวเล็กน้อย “เมื่อกี้เรายังคุยกันไม่จบเลยไม่ใช่หรือไง รินรดา?”
“เรื่องงานเราจบแล้วค่ะ ส่วนเรื่องอื่น... ฉันไม่มีอะไรจะคุย”
“แต่ผมมี”
เขาก้มลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหน้าของเธอ รินรดาเสหลบสายตาคมคู่นั้น ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปสิ้นเมื่อเผชิญกับความเอาแต่ใจระดับสิบของชายหนุ่มตรงหน้า คีย์ ธันวา ไม่เคยเป็นคนอ่อนโยน แต่ความ 'เอาแต่ใจ' แบบแปลกๆ ในวันนี้มันกำลังทำให้หัวใจของเธอทำงานหนักเกินความจำเป็น
“คุณคีย์ คุณกำลังทำตัวไม่มีเหตุผลนะ”
“แล้วคุณเห็นผมเคยเป็นคนมีเหตุผลหรือไง?” เขาถามสวน พลางโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะแตะกัน “ตั้งแต่ที่คุณเข้ามาปั่นป่วนในชีวิตผม ทุกอย่างในตารางชีวิตผมมันพังไม่เป็นท่า และที่แย่ไปกว่านั้น... คือผมดันชอบมันซะด้วย”
ประโยคนั้นทำให้รินรดาชะงัก เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยตรง ท่ามกลางแสงไฟสลัวในห้องทำงานยามค่ำคืน สายตาของธันวาไม่ได้ดูดุร้ายเหมือนทุกที แต่มันกลับเต็มไปด้วยความโหยหาที่ปิดไม่มิด
“อย่ามาพูดให้ความหวังฉัน...” เธอพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือ
“ผมไม่เคยให้ความหวัง ผมแค่ต้องการสิ่งที่ควรจะเป็นของผมคืน”
ธันวาเปลี่ยนจากยันโต๊ะมาเป็นคว้าเอวบางเข้าหาตัวอย่างถือสิทธิ์ สัมผัสจากมือหนาที่แนบไปกับแผ่นหลังผ่านเนื้อผ้าบางเบาทำให้รินรดาสะท้านเฮือก เขาโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างใบหู น้ำเสียงนุ่มทุ้มนั้นราวกับเวทมนตร์สะกด
“จากนี้ไป คุณห้ามไปไหนโดยไม่มีผมไปด้วย... เข้าใจไหมรินรดา”
“นี่มันเผด็จการชัดๆ! ฉันไม่ใช่ของเล่นของคุณนะคีย์!” เธอโต้กลับอย่างเหลืออด พยายามผลักเขาออกแต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม
“ใช่... คุณไม่ใช่ของเล่น” ธันวาสบตาเธอด้วยสายตาจริงจัง “แต่คุณเป็น ‘เจ้าของ’ ของความวุ่นวายพวกนี้ ถ้าคุณไม่รับผิดชอบ ผมก็จะไม่ยอมปล่อยให้คุณไปไหนแน่ๆ”
รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง การกระทำของเขาในวันนี้มันเกินกว่าที่เธอจะคาดเดาได้ ชายหนุ่มผู้เย็นชาและปากร้ายคนนั้นหายไปไหน? เหลือเพียงผู้ชายที่กำลังแสดงอาการหวงก้างอย่างออกหน้าออกตา
“ทำไมถึงทำแบบนี้...” เธอถามเบาๆ ราวกับถามตัวเอง
ธันวาไม่ได้ตอบในทันที เขาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากมนออกอย่างเบามือ สัมผัสที่แผ่วเบานั้นขัดกับแววตาที่ร้อนแรงดั่งเปลวไฟ เขาโน้มใบหน้าลงมาอีกครั้ง ระยะห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตรทำให้บรรยากาศร้อนระอุจนแทบหายใจไม่ออก
“เพราะผมรำคาญเวลาที่มีคนอื่นมามองคุณ... รำคาญเวลาที่คุณอยู่ห่างสายตาผม” เขาเว้นจังหวะ “และที่สำคัญที่สุด... ผมเกลียดเวลาที่เห็นคุณไปยิ้มให้ใครนอกจากผม”
รินรดาเบิกตากว้าง นี่คือการบอกรักฉบับคนปากแข็งที่พยายามประชดประชันสถานการณ์ แต่กลับสื่อความหมายได้ชัดเจนกว่าคำหวานใดๆ ในโลก
“คุณมันบ้า”
“อาจจะใช่... แต่ความบ้านี่แหละที่จะทำให้คุณหนีไปไหนไม่รอด”
ธันวาไม่รอให้เธอได้ตั้งตัว เขากดจูบลงบนริมฝีปากบางอย่างเร่าร้อนและหวงแหน เป็นจูบที่ไม่มีความลังเล มีเพียงความต้องการที่อัดอั้นมาตลอดหลายวัน รินรดาตัวแข็งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะเผลอไผลไปกับรสสัมผัสที่อบอุ่นและป่าเถื่อนในเวลาเดียวกัน
ทว่า ท่ามกลางความวาบหวามที่กำลังก่อตัว เสียงสัญญาณโทรศัพท์สายตรงบนโต๊ะทำงานก็แผดเสียงดังลั่นทำลายบรรยากาศ ธันวาละริมฝีปากออกมาด้วยความหงุดหงิดจัด เขาสบถในลำคอเบาๆ ก่อนจะกดรับด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างยังคงโอบรัดเอวเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“ว่าไง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สุดเท่าที่จะทำได้
เสียงปลายสายดังลอดออกมาเป็นเสียงของบิดาเขา “ธันวา... แกต้องรีบมาที่โฮลดิ้งเดี๋ยวนี้ มีเรื่องด่วนเกี่ยวกับหุ้นส่วนใหญ่ที่เราคุมไม่อยู่”
ดวงตาของธันวาเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัด เขาหันมามองหน้าหญิงสาวในอ้อมกอด สลับกับเสียงบิดาที่สั่งการเด็ดขาด เขารู้ดีว่าหากปฏิเสธ อนาคตของบริษัทอาจสั่นคลอน แต่การต้องทิ้งรินรดาไว้ในสถานการณ์ที่เขารู้สึกไม่ปลอดภัยเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากทำ
“ผมจะไป...” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะวางสาย
เขาหันกลับมาจ้องหน้ารินรดาด้วยสายตาที่ซับซ้อน “ผมมีเรื่องต้องไปจัดการ แต่คุณห้ามไปไหนทั้งนั้น รอผมอยู่ที่นี่ จนกว่าผมจะกลับมา”
“แต่ว่า—”
“ไม่มีแต่!” เขาสั่งเสียงเด็ดขาด ก่อนจะเดินออกไปที่ประตู แต่แล้วเขาก็หยุดกึกแล้วหันกลับมา มือหนาคว้าข้อมือเธอไว้แน่นก่อนจะดึงเธอกลับมาเผชิญหน้า
“อ้อ... ลืมบอกไป” เขากระซิบที่ข้างหู “อย่าคิดจะล็อคประตูขังตัวเองไว้ เพราะผมมีกุญแจสำรองทุกบานในตึกนี้... และคืนนี้ เรายังคุยกันไม่จบ”
เขาหันหลังเดินจากไปทิ้งให้รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้องทำงานที่เงียบสงัด ทว่าเพียงครู่เดียวที่เสียงฝีเท้าเขาหายไป เสียงประตูห้องทำงานก็เปิดออกอีกครั้งด้วยแรงผลักอย่างแรง
ไม่ใช่ธันวาที่เดินเข้ามา แต่เป็นหญิงสาวในชุดเดรสหรูหราที่ดูคุ้นตา... คนที่เธอไม่คิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้
“เธอเป็นใคร?” เสียงของหญิงสาวคนนั้นเย็นเยียบและเย่อหยิ่ง “ทำไมถึงมาอยู่ในห้องทำงานของธันวา... ในเวลาแบบนี้?”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะครับ โครโนสทริกเกอร์สัญญาว่าจะเขียนให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในตอนถัดไปครับ
เล่ห์ร้ายพ่ายรักคุณชายปากแข็ง•ตอนที่ 19
ความใกล้ชิดที่ร้อนแรง
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์ร้ายพ่ายรักคุณชายปากแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!