"กระบี่ของเจ้า... หนักหน่วงดุจภูผา แต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง"
ซุ่มเสียงเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งในเหมันต์ฤดูเอ่ยขึ้น ท่ามกลางประกายแสงสีเงินยวดยิ่งที่สะท้อนวับวาวบนคมดาบ ไป๋อวี๋ชิงยืนหยัดอยู่บนลานหินผาเบื้องหน้า เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงกระแสปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอรชร ทว่าแววตาคู่คมกริบดั่งหยกสลักกลับมิได้ทอดมองที่คมกระบี่ในมือตน หากแต่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษหนุ่มผู้ยืนหอบหายใจโรยรินอยู่เบื้องหน้า
หลี่เฟิงกวาดสายตาคมปลาบมองรอยแผลลึกบนหัวไหล่ซ้าย เลือดสีแดงฉานไหลรินอาบอาภรณ์สีดำสนิท แต่รอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดินกลับผุดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัวความตาย มหาเทพกระบี่ผู้กลับชาติมาเกิดอย่างเขามิเคยนึกหวั่นเกรงต่อความพ่ายแพ้ ยิ่งเผชิญหน้ากับยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนประจิมอย่างไป๋อวี๋ชิง เลือดลมในกายกลับยิ่งเดือดพล่าน ร่างกายที่เคยอ่อนแอในร่างศิษย์สวะบัดนี้ถูกหล่อหลอมด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ไม่มีวันจำนน
"จิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงงั้นรึ?" หลี่เฟิงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำทรงพลังดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขาหมอกควัน "กระบี่ของข้า หลี่เฟิง... ไม่เคยต้องการการเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาใจผู้ใด มันมีไว้เพื่อตัด10,000อุปสรรคและฝ่าฟันลิขสิทธิ์สวรรค์ หากฟ้าดินไม่ยินยอม ข้าก็จะใช้กระบี่นี้แหละผ่ามันออกเป็นสองเสี่ยง!"
สิ้นคำพูด เคล็ดวิชา ‘กระบี่คว่ำปฐพี’ ในตำนานก็ระเบิดออก ร่างของหลี่เฟิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงอากาศราวกับพยัคฆ์ขาวคำรามก้องฟ้า ปราณกระบี่สีทองอร่ามผสมผสานกับจิตสังหารอันเข้มข้นแผ่ขยายปกคลุมรัศมีร้อยลี้ แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นศิลาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นจุล แม้แต่เมฆหมอกบนยอดเขายังต้องสลายตัวด้วยความเกรงกลัว
ไป๋อวี๋ชิงที่มักสงบนิ่งดั่งน้ำแข็งพันปี ในยามนี้กลับแววตาไหววูบเป็นครั้งแรก นางสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวและองอาจอันหาญกล้าที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้ ความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตาเช่นนี้... ช่างคล้ายคลึงกับเงላึกลับในความทรงจำที่นางเฝ้าตามหามาตลอดชีวิต
*ชิ้ง!*
เสียงกระบี่เหมันต์กรีดกรายผ่านอากาศ ร่างเพรียวบางของนางเซียนพุ่งทะยานขึ้นไปต้อนรับประกายกระบี่สีทองนั้น วิชากระบี่เก้าสวรรค์เหมันต์ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้ที่ติ เกล็ดน้ำแข็งนับพันลอยล่องอยู่รอบกายก่อตัวเป็นมังกรน้ำแข็งคำรามโจนทะยานเข้าใส่ ความเย็นเยือกเสียดกระดูกปะทะเข้ากับความร้อนแรงดุจเปลวเพลิงของปราณมหาเทพ แรงปะทะสะเทือนเลื่อนลั่นจนยอดเขาแทบสั่นสะเทือน
ตูมมม!
คลื่นกระบี่ทั้งสองสายระเบิดออกกลางอากาศ เกิดเป็นรัศมีคลื่นกระแทกสีขาวและทองคำกระจายออกเป็นวงกว้าง ท้องฟ้ายามราตรีถูกย้อมจนสว่างวาบราวกับกลางวัน หลี่เฟิงกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว เท้าทั้งสองข้างครูดไปกับพื้นหินจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ ก่อนที่เขาจะกระอักโลหิตออกมาคำโต แต่ใบหน้ายังคงเชิดขึ้นอย่างทะนงองอาจ นัยน์ตาดุดันจ้องมองตรงไปยังคู่ต่อสู้โดยไม่ก้มหัวให้แม้แต่น้อย
ฝ่ายไป๋อวี๋ชิงเองก็ถอยหลังไปสามก้าว ลมหายใจของนางติดขัดเล็กน้อย มุมปากบางเฉียบปรากฏคราบโลหิตสีแดงสดตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ นางยืนนิ่งงัน มองบุรุษหนุ่มที่เลือดท่วมกายแต่ยังคงแววตาคมกล้าดั่งพยัคฆ์หนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวพญาอินทรี
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านยอดเขา
"เจ้า..." ไป๋อวี๋ชิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบากว่าเดิม ความเย็นชาในคราแรกเริ่มเจือจางลง ถูกแทนที่ด้วยประกายความซับซ้อนในแววตา "เจ้าบ้าหรือเปล่า? รู้ตัวหรือไม่ว่าหากเมื่อครู่ข้าไม่ออมพลังกระบี่ลงสามส่วน ร่างกายของเจ้าคงแหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปแล้ว"
หลี่เฟิงยกมือขึ้นปาดคราบเลือดที่มุมปาก รอยยิ้มมุมปากเผยความดุดันและจริงใจในคราเดียวกัน "หากข้าต้องระวังหน้าพะว้าพะวังหลัง ข้าคงไม่ใช่หลี่เฟิงผู้สยบวิญญาณเซียน การต่อสู้ที่ปราศจากการเอาชีวิตเข้าแลก... จะเรียกว่าการฝึกฝนวิถีกระบี่ได้อย่างไร?"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของนางเซียนผู้โดดเดี่ยว ไป๋อวี๋ชิงนิ่งอึ้ง นางผ่านโลกมานาน พบเจอผู้คนมานับไม่ถ้วน ทุกคนล้วนเข้าหานางด้วยความยำเกรง ความโลภ หรือความหวาดกลัว มีเพียงบุรุษผู้นี้... ศิษย์สวะที่ผู้คนตราหน้า กลับกล้าใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อพิสูจน์วิถีกระบี่ต่อหน้านางอย่างตรงไปตรงมา
ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของหัวใจที่ปิดตายมานับร้อยปี ไป๋อวี๋ชิงหลบสายตาลงเล็กน้อย นางยื่นขวดโอสถหยกขาวล้ำค่าส่งให้เขาอย่างเงียบๆ แม้คำพูดจะยังคงไว้ซึ่งความเยือกเย็นตามวิสัย
"กินมันเสีย... แผลของเจ้า หากไม่รีบรักษา เส้น 12 ชีพจรอาจเสียหายอย่างถาวร"
หลี่เฟิงรับขวดโอสถมาโดยไม่ลังเล เขาสบตาคู่สวยของนาง นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการเสแสร้ง มีเพียงความจริงใจที่ลูกผู้ชายพึงมีให้แก่สหายร่วมวิถี
"ขอบใจเจ้า... อวี๋ชิง" หลี่เฟิงเอ่ยเรียกชื่อนางโดยไม่มีคำนำหน้าแสดงความยำเกรงเช่นผู้อื่น ทว่าไป๋อวี๋ชิงกลับมิได้รู้สึกโกรธเคือง ตรงกันข้าม หัวใจที่เคยเยือกแข็งดั่งน้ำแข็งขั้วโลกกลับกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกำลังผ่อนคลายลงและก่อเกิดความเข้าใจอันลึกซึ้ง พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นที่เบื้องล่างหุบเขา
*ครืนนน!*
ม่านหมอกหนาทึบบริเวณเขตแดนลับแลถูกฉีกกระชากออกเป็น2เสี่ยงด้วยปราณกระบี่สีโลหิตที่พุ่งทะยานเสียดฟ้า แรงกดดันระดับขอบเขตกำเนิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วป่าเขา
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพคู่รักสมานฉันท์ที่น่าประทับใจเสียจริง... น่าเสียดายนัก ที่วันนี้... จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งสองคน!"
เงาร่างมหึมาในชุดคลุมสีเลือดปรากฏขึ้นบนยอดผาทิศตะวันออก ใบหน้าครึ่งหนึ่งสวมหน้ากากกระดูกอสูร นัยน์ตาสีแดงฉานจ้องมองมาที่หลี่เฟิงและไป๋อวี๋ชิงด้วยจิตสังหารรุนแรง และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น... บนมือของมันคือกฎเหล็กแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ที่ควรจะถูกเก็บรักษาไว้ในเขตหวงห้ามชั้นใน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีเซียนนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 9
สัจธรรมแห่งกระบี่คู่
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!