โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องผนังถ้ำศิลาโบราณ หยาดหยดลงพื้น ส่งเสียงดังกังวานราวกับเสียงทอดถอนหายใจของกาลเวลา
กลิ่นอายอสูรโบราณคละคลุ้งตลบอบอวล ราวกับหุบเหวแห่งปรภพถูกเปิดออกเบื้องหน้า แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นจนหินย้อยบนเพดานถ้ำร่วงกราวลงมาดั่งห่าฝน ทว่าใจกลางความโกลาหลนั้น ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งกลับทรุดฮวบลงคุกเข่าอย่างอ่อนแรง กระบี่น้ำแข็งในมือสั่นระริกจนแทบประคองไว้ไม่ไหว
ไป๋อวี๋ชิง หอบหายใจถี่กระชั้น หยาดเหงื่อผสานกับคราบโลหิตอาบไล้ดวงพักตร์งดงามล่มเมืองที่บัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด ดั่งบุปผาเหมันต์ที่ถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนกลีบระรื่นร่วงโรย ทว่าแววตาคู่คมกลับยังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่งทระนง ไม่ยอมก้มหัวให้แก่ความตายและโชคชะตาที่โหดร้าย
"ดื้อด้านนัก... หากเจ้ายังฝืนโคจรวิชากระบี่เหมันต์สวรรค์สะท้านโลกันตร์ต่ออีกเพียงลมหายใจเดียว ชีพจรทั่วร่างของเจ้าคงแหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง หลี่เฟิงกวาดสายตาคมกริบมองสภาพอันน่าเวทนาของนางเซียนผู้เลื่องชื่อแห่งดินแดนบูรพา แววตาของเขาปรากฏประกายประหลาดล้ำ ระหว่างความเห็นอกเห็นใจกับความชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของนาง
ไป๋อวี๋ชิงเงยหน้าขึ้น ฝืนปรือตามองผู้มาเยือนด้วยความยากลำบาก ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง นางไม่อมพะนำและไม่ยอมปริปากขอความช่วยเหลือจากผู้ใดทั้งสิ้น แม้กระทั่งในยามที่ความตายอยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ "ถอยไป... นี่เป็นเรื่องของสำนักกระบี่เหมันต์... เจ้าเป็นแค่ศิษย์สำนักนอก... อย่าเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่..."
"สำนักกระบี่เหมันต์งั้นหรือ?" หลี่เฟิงแค่นหัวเราะแผ่วเบา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับทอประกายล้ำลึก "ในสายตาของข้า หลี่เฟิง ไม่มีแบ่งแยกว่าเจ้าเป็นใคร มาจากสำนักใด ยามนี้... เจ้านั้นอ่อนแอยิ่งกว่ามดปลวกเสียอีก"
สิ้นคำ หลี่เฟิงไม่รอให้doesนางเอ่ยคำปฏิเสธใดๆ อีก ร่างของเขาพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวราวกับภูตผีปีศาจ ฝ่ามือหนาแผ่พุ่งพลังปราณแท้จริงอันบริสุทธิ์และร้อนแรงดั่งสุริยันเก้าดวง กดทาบลงบนแผ่นหลังบอบบางที่สั่นสะท้านของนางทันที!
"อึก...!" ไป๋อวี๋ชิงส่งเสียงครางลอดไรฟันด้วยความเจ็บปวด พลังปราณแปลกปลอมที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างราวกับกระแสน้ำวนแห่งเพลิงกัลป์ มันแผดเผาความหนתเหน็บและกลิ่นอายอสูรโบราณที่ตกค้างอยู่ในเส้นชีพจรของนางอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดราวกับกระดูกถูกบดขยี้แล่นพล่านไปทั่วสารพัด ทว่าในขณะเดียวกัน ความอบอุ่นอันแผ่ซ่านนั้นก็กำลังเยียวยาบาดแผลฉกรรจ์ที่เกือบเอาชีวิตนางไปเมื่อครู่ให้ทุเลาลงทีละน้อย
นี่คือ "วิชาพลิกฟ้าร่างจุติ" เคล็ดวิชาบรรพกาลที่หลี่เฟิงหลอมรวมขึ้นจากประสบการณ์มหาเทพกระบี่ในอดีตชาติ!
ภายในถ้ำศิลาอันมืดมิด บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นวังเวง พลังปราณสองขั้ว—หยินอันเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีของไป๋อวี๋ชิง และหยางอันร้อนแรงดั่งไฟบรรัลกัลป์ของหลี่เฟิง—กำลังหลอมรวมเข้าหากันอย่างดุเดือด ไอสีขาวพวยพุ่งขึ้นปกคลุมร่างทั้งสองราวกับม่านหมอกแห่งความฝัน
หลี่เฟิงขมวดคิ้วมุ่น เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก การขับพิษอสูรโบราณออกจากร่างของนางเซียนระดับสูงเช่นนี้ ไม่ต่างจากการเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขึงข้ามหุบเหวแห่งความตายแม้แต่น้อย หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว พลังย้อนกลับจะทำลายล้างทั้งเขาและนางให้ดับสูญไปพร้อมกัน
ทว่า ในห้วงเวลาที่ความเป็นและความตายทับซ้อนกันนั้น ความรู้สึกบางอย่างกลับก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
ผ่านทางการเชื่อมต่อของพลังปราณ ไป๋อวี๋ชิงสามารถรับรู้ถึงจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง ทระนง และลึกล้ำราวกับมหาสมุทรไร้ขอบเขตของเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ นางไม่เคยพบเจอผู้ใดที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวและมั่นคงถึงเพียงนี้มาก่อน ราวกับว่าฟ้าดินถล่มลงมาตรงหน้า เขาก็ยังสามารถใช้กระบี่ในมือผ่ามันออกเป็นสองซีกได้ด้วยตัวคนเดียว
และหลี่เฟิงเอง ก็สัมผัสได้ถึงหัวใจอันบริสุทธิ์ดั่งผลึกแก้วของหญิงสาว แม้ภายนอกนางจะเย็นชา หยิ่งทะนง และป้องAปกป้องตนเองจากโลกภายนอกด้วยกำแพงน้ำแข็งหนาทึบเพียงใด แต่เนื้อแท้แล้วนางกลับโดดเดี่ยวและแบกรับภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่าเพียงลำพัง
ดวงตากลมโตคู่สวยของไป๋อวี๋ชิงเปิดขึ้นช้าๆ นางมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหลี่เฟิงที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แสงสลัวจากหินเรืองแสงกระทบกับสันจมูกโด่งเป็นคมและแนวขากรรไกรที่เด็ดเดี่ยว ความใกล้ชิดสนิทสนมในระดับที่วิญญาณแทบจะหลอมรวมกันเช่นนี้ ทำให้หัวใจที่ด้านชาและปิดตายมาตลอดชีวิตของนางเกิดรอยร้าวขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ความรู้สึกอบอุ่น ลึกซึ้ง และแปลกประหลาดไหลทะลักเข้าสู่ห้องหัวใจของนาง ดั่งสายฝนแรกแห่งฤดูใบไม้ผลิที่รดรดผืนดินแห้งแล้งมานานปี
*เหตุใด... เด็กหนุ่มผู้นี้จึงทำให้ข้ารู้สึกปลอดภัยถึงเพียงนี้...* ไป๋อวี๋ชิงรำพันในใจ แววตาที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีบัดนี้กลับสั่นไหวระริก เจือด้วยความอ่อนโยนที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นมาก่อนในชีวิต
ผ่านไปนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ จนกระทั่งไอสีดำสนิทสายสุดท้ายถูกขับออกจากปลายนิ้วของไป๋อวี๋ชิงและสลายกลายเป็นอากาศธาตุ หลี่เฟิงจึงค่อยๆ ถอนฝ่ามือออก ลมหายใจของเขาหอบถี่เล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวลงไปถนัดตาจากการใช้พลังงานมหาศาล
"ข้า... รอดแล้ว..." ไป๋อวี๋ชิงเอמהเสียงแผ่วเบา ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงเอนพิงซบลงบนอกของหลี่เฟิงโดยไม่รู้ตัว กลิ่นอายบุปผาเหมันต์จางๆ ลอยเข้าแตะนาสิก ผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษอันหนักแน่นของเขา
หลี่เฟิงนิ่งงันไปชั่วขณะ เขาไม่ได้ผลักนางออก ทว่ากลับยกแขนขึ้นโอบประคองร่างบางนั้นไว้อย่างนุ่มนวลโดยสัญชาตญาณ ทว่าในวินาทีที่ความเงียบสงบอันลึกซึ้งกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้...
*ครืนนนนน!*
พื้นถ้ำศิลาเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า ผนังหินด้านนอกแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสูรโบราณกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
หลี่เฟิงพลันหันขวับไปมองที่ปากถ้ำ แววตาคมกริบหรี่แคบลงทันที เมื่อเงาร่างมหึมานับสิบสายปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอก พร้อมกับจิตสังหารอันเย็นเยียบที่พุ่งตรงมายังพวกเขาอย่างแม่นยำ
"ดูท่า... พวกมันจะไม่ยอมปล่อยให้เราออกจากที่นี่ไปง่ายๆสินะครับ"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีเซียนนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 8
พบพานนางเซียนเหมันต์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!