กลิ่นอายโลหิตจางๆ คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอียนความชื้นของห้องใต้ดินลับ หลังตำหนักรกร้างของสำนักกระบี่นภา
หลี่เฟิงยืนซ่อนกายอยู่หลังม่านเงาของเสาหินศิลาอัคนี ดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ซ่อนเล็บเพ่งมองผ่านความมืดมิด เบื้องล่างห่างออกไปไม่ถึงสามสิบก้าว ร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาเข้มผู้หนึ่งกำลังยืนโคจรพลังปราณสีดำทมิฬ ปราณมารที่บิดเบี้ยวและชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
"ผู้อาวุโสซ่ง... ท่านยังกล้าใช้ 'วิชามარโลหิตกลืนวิญญาณ' ภายในเขตสำนักอีกหรือ หากเจ้าสำนักล่วงรู้เข้า เกรงว่าแม้แต่ศพของท่านก็คงไม่เหลือ"
เสียงกระซิบอันเยือกเย็นราวกับลมหนาวจากแดนบูรพา ดังขึ้นข้างกายของหลี่เฟิง ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ของ ไป๋อวี๋ชิง ปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง กลิ่นอายความเย็นยะเยือกของวิชากระบี่เหมันต์ช่วยกดขี่กลิ่นอายมารอันน่าสะพรึงกลัวเบื้องล่างให้สงบลงอย่างแนบเนียน นางเหลือบมองชายหนุ่มด้วยหางตา แววตาคู่สวยสะท้อนประกายความกังวลระคนเย็นชา
หลี่เฟิงไม่ตอบคำถามทันที เขากำด้าม 'กระบี่เหล็กไร้นาม' ในมือแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวโพลน ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อชาติภพก่อนย้อนกลับมาในหัว สมบัติวิเศษของสำนักที่สูญหายอย่างไร้ร่องรอย การตายอย่างปริศนาของอาจารย์ และรอยแผลเป็นรูปบัวโลหิตบนร่างของผู้อาวุโสในสำนัก ทุกอย่างเริ่มต่อ0เป็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจน
"ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวหรอก อวี๋ชิง..." หลี่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำทุบหนักแน่น แววตาสะท้อนประกายอำมหิตที่ยากจะปิดบัง "ตาแก่ซ่งเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานนี้เท่านั้น เบื้องหลังของมันยังมีคนที่ใหญ่กว่า... คนที่คอยชักใยอยู่เบื้องบน"
เบื้องล่าง ร่างของผู้อาวุโสซ่งหยุดโคจรพลัง เมื่อเงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านหน้าต่างเข้ามา ปรากฏร่างของบุรุษสวมหน้ากากอสูรสีทอง กลิ่นอายของมันรุนแรงถึงขั้นขอบเขตผันแปรวิญญาณขั้นสมบูรณ์!
"สถานการณ์ทางนี้เป็นอย่างไร?" บุรุษหน้ากากอสูรเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่าคล้ายโลหิตกระทบแผ่นหิน
ผู้อาวุโสซ่งคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด "เรียนท่านทูตมาร... แผนการส่งมอบรายชื่อศิษย์อัจฉริยะและคัมภีร์ลับขั้นสูงของสำนักกระบี่นภาให้แก่พรรคพวกแดนปีศาจดำเนินไปได้ด้วยดี แต่... เด็กหนุ่มที่ชื่อหลี่เฟิงนั่น เริ่มสร้างปัญหาให้เรามากเกินไปแล้ว ข้าเกรงว่ามันจะล่วงรู้ความลับเข้าสักวัน"
"หึ! แค่ศศิษย์ขยะที่เพิ่งฟื้นคืนชีพจากการตกหน้าผา จะไปทำอะไรได้?" บุรุษหน้ากากอสูรแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน "อีกสามวันจะมีงานชุมนุมกระบี่ ถึงเวลานั้น... ข้าจะใช้มือของเจ้าสำนักนภาเอง เด็ดหัวมันทิ้งเสีย ปัญหาทุกอย่างก็จะจบลง"
คำพูดนั้นดังสะท้อนก้องในความมืด หลี่เฟิงที่ฟังอยู่เบื้องบนแทบจะระเบิดโทสะออกมา ปรากฏการณ์ลมปราณรอบตัวสั่นไหวจนหินใต้เท้าแตกร้าวเป็นรอยกว้าง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ก้าวออกไป ไป๋อวี๋ชิงกลับเอื้อมมือเรียวยาวมาแตะที่แขนของเขาไว้เบาๆ สัมผัสเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งช่วยดึงสติของชายหนุ่มให้กลับคืนมา
นางส่ายศีรษะน้อยๆ สายตาสื่อความหมายชัดเจน—*ยังไม่ใช่เวลา*
หลี่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกระงับโทสะในอก ดวงตาคมกริบจับจ้องบุรุษหน้ากากอสูรที่กำลังยื่นม้วนคัมภีร์สีดำสนิทให้แก่ผู้อาวุโสซ่ง
นั่นคือหลักฐานชิ้นสำคัญ! คัมภีร์ลับประจำสำนักที่ถูกขโมยไป!
"จงเก็บรักษาม้วนคัมภีร์นี้ไว้ให้ดี รอจนถึงคืนวันชุมนุม... เมื่อแดนปีศาจบุกเข้าโจมตีจากภายในและภายนอก สำนักกระบี่นภาอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ จะกลายเป็นทะเลเลือด" บุรุษหน้ากากอสูรกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะสะบัดกายหายลับไปกับความมืดอย่างไร้ร่องรอย
ผู้อาวุโสซ่งลุกขึ้นยืนพลางหัวเราะด้วยความพึงพอใจ มันเก็บม้วนคัมภีร์ไว้ในแหวนมิติ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในประตูลับด้านหลังห้องโถง
ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องใต้ดินอีกครา เหลือเพียงหลี่เฟิงและไป๋อวี๋ชิงที่ยังคงซ่อนตัวอยู่
ชายหนุ่มค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ไอสังหารรอบกายถูกเก็บกวาดจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความนิ่งสงบดุจผิวน้ำในบึงลึก เขาหันไปมองนางเซียนข้างกาย แววตาอ่อนลงวูบหนึ่งเมื่อเห็นความเป็นห่วงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น
"เจ้าดูออกหรือไม่... ว่ากลิ่นอายของบุรุษหน้ากากอสูรตนนั้น คล้ายคลึงกับผู้ใด?" หลี่เฟิงเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา
ไป๋อวี๋ชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นึกย้อนถึงพลังปราณเมื่อครู่ ก่อนที่ดวงตาสวยจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ "หรือว่าจะเป็น..."
"ถูกต้อง..." หลี่เฟิงมุมปากยกยิ้มหยัน เย็นชาและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายามโกรธเกรี้ยว "มันคือกลิ่นอายปราณของ 'ผู้อาวุโสสูงสุด' ผู้ปิดด่านบำเพ็ญเพียรมาตลอดสามสิบปี... ผู้อยู่เบื้องหลังการตายของอาจารย์ข้า"
ทันทีที่สิ้นคำพูดของหลี่เฟิง พื้นดินใต้เท้าของทั้งสองก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินไหว เสียงระฆังสำนักดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันถึงเก้าครั้ง—สัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของสำนักกระบี่นภา!
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ขยับตัว ประตูหินห้องใต้ดินก็พังทลายลงด้วยแรงกระแทกอันมหาศาล พร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยองที่ดังสะท้อนมาจากความมืดเบื้องหน้า
"ฮ่าๆๆๆ... ในเมื่อพวกเจ้าบังเอิญล่วงความลับนี้เข้าแล้ว ก็จงอย่าได้หวังว่าจะได้มีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่เลย!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีเซียนนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 7
เงาแห่งสำนักมารโลหิต
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!