"เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงบังanอาจเหยียบย่างขึ้นมาบนลานกระบี่ฟ้าคำรามแห่งนี้!"
เสียงคำรามดั่งสายฟ้าฟาดกู่ก้องกังวานไปทั่วหุบเขาสำนักกระบี่เมฆา แรงกดดันจากลมปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์พรั่งพรูออกมาราวกับคลื่นคลั่งซัดสาด บดขยี้พื้นศิลาแกร่งใต้ฝ่าเท้าจนแตกร้าวเป็นลายใยแมงมุม
จ้าวเทียนเหล่ย ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในทำเนียบศิษย์สายใน ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดวงตาทรงอำนาจจ้องมองร่างโปร่งบางของเด็กหนุ่มผู้ยืนไขว่ห้างด้วยแววตาดดูถูกเหยียดหยาม รัศมีกระบี่รอบกายของเขาแผ่พุ่งเป็นประกายสีทองเจิดจ้า สะท้อนภาพความเกรียงไกรที่สะสมมานับสิบปี
หลี่เฟิงไม่แม้แต่จะชายตามองแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทรโบราณ ไร้ซึ่งความหวั่นเกรง มีเพียงความเยือกเย็นชาที่แฝงไว้ด้วยประกายคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในฝัก
"ลานกระบี่แห่งนี้ หรือแผ่นดินใต้หล้า... มีกฎเกณฑ์ใดบัญญัติไว้ว่าข้า หลี่เฟิง จะก้าวเท้าขึ้นมาไม่ได้?" น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังดังก้องกังวาน ไม่ดังไม่เบา ทว่ากลับแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทของเหล่าศิษย์นับร้อยคนที่รายล้อมอยู่รอบลานประลองอย่างชัดเจน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงซุบซิบนินทาจะดังระเบิดขึ้นราวกับผึ้งแตกรัง
"ไอ้สวะหลี่เฟิงเสียสติไปแล้วกระมัง! นั่นคือศิษย์พี่ใหญ่จ้าวเทียนเหล่ยเชียวนะ ผู้สำเร็จวิชากระบี่อัสนีทะลวงนภา!"
"รนหาที่ตายแท้ๆ หลังจากตกอับกลายเป็นศิษย์ไร้รากปะทะ คราวนี้คงอยากตายด้วยน้ำมือของศิษย์พี่ใหญ่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีครั้งสุดท้ายกระมัง"
บนระเบียงหินสูงชันเบื้องบนร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรยปราย ไป๋อวี๋ชิงยืนกอดอกมองเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยแววตาราบเรียบ ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวที่กุมด้ามกระบี่ประจำกายกลับกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างนางโดยไม่รู้ตัว สะท้อนความกังวลลึกๆ ที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็น แม้แต่ตัวจ้าวเทียนเหล่ยเองก็ยังแอบเหลือบสายตาขึ้นไปมองนางด้วยความริษยาและหลงใหล
"หลี่เฟิง... วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ซึ้งว่า ช่องว่างระหว่างขยะกับยอดฝีมือ มันกว้างใหญ่ไพศาลปานใด!" จ้าวเทียนเหล่ยสะบัดมือขวา กระบี่เหล็กกล้าชั้นยอดน้ำหนักเจ็ดสิบชั่งพลันปรากฏขึ้นพร้อมเสียงแผדแหลมของสายฟ้าที่แล่นริ้วอยู่บนคมกระบี่
วิชากระบี่อัสนีคลั่ง!
บรรยากาศรอบด้านพลأنแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัด เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นเหนือลานประลองราวกับฟ้าดินรับรู้ถึงจิตสังหารที่ระเบิดออกมา
หลี่เฟิงยังคงยืนนิ่งสนิท มือขวาค่อยๆ วางลงบนด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาที่เหน็บอยู่ข้างเอว กระบี่เล่มนี้หาใช่ศาสตราวิเศษอันใดไม่ มันเป็นเพียงกิ่งไผ่ปรกติที่เขาเหลาขึ้นด้วยมือเปล่าเมื่อยามค่ำคืน แต่ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาแตะสัมผัสกับด้ามกระบี่ รัศมีรอบกายของหลี่เฟิงก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
*ฟุบ!*
มหาเทพกระบี่ผู้เคยเหยียบย่างเหนือเก้าสวรรค์ ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างมนุษย์ปุถุชน
"เจ้าใช้กระบี่เหล็กกล้า... แต่ข้าใช้เพียงใจ" หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับรำพันกับตนเอง "ในสายตาของข้า กระบี่ในมือเจ้า ช่างเต็มไปด้วยช่องโหว่และน่าสมเพชเสียเหลือเกิน"
"สามหอง!"
จ้าวเทียนเหล่ยบันดาลโทสะจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าฟาด คมกระบี่สีทองผสานพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่พุ่งเป็นรูปพยัคฆ์อัสนีคำราม กัดกินอากาศเบื้องหน้าจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว การโจมตีนี้รวดเร็วและรุนแรงจนแม้แต่ผู้อยู่ในขอบเขตเดียวกันยังต้องหน้าถอดสี
ทุกคนกลั้นหายใจ ภาพเบื้องหน้าคือการสังหารที่ไร้ความปรานี!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้นเอง หลี่เฟิงกลับหลับตาลงช้าๆ
โลกทั้งใบราวกับหยุดนิ่ง เสียงลมหายใจ เสียงหัวใจเต้น และเสียงคำรามของสายฟ้า ล้วนตกอยู่ภายใต้การรับรู้ที่เฉียบคมยิ่งกว่าเทพยดา
*แกร็ก...*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเบาหวิว แผ่วเบาราวกับเสียงใบไม้ไผ่ลู่ลมในยามเช้า
แต่นั่นคือเสียงเดียวที่ดังกลบทุกสรรพเสียงในโลกหล้า!
เพียงแค่ชักกระบี่ออกเพียงเสี้ยวคราเดียว... ประกายกระบี่สีครามบริสุทธิ์ก็ระเบิดออก รัศมีกระบี่อันคมกล้าสายหนึ่งพุ่งทะยานตัดผ่านผืนฟ้า ผ่าเมฆดำทะมึนออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดายราวกับใช้มีดกรีดกระดาษ แรงกดดันระดับสวรรค์สะเทือนร่วงหล่นลงมาทับถมร่างของทุกผู้คนจนต้องคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวถึงขั้วหัวใจ!
จ้าวเทียนเหล่ยที่กำลังพุ่งเข้ามา เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลูกตาแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายของเขาแข็งค้างกลางอากาศ รัศมีพยัคฆ์อัสนีสลายกลายเป็นเพียงควันจางๆ ในพริบตาเดียว
คมกระบี่สีครามหยุดนิ่งอยู่ห่างจากปลายจมูกของจ้าวเทียนเหล่ยเพียงครึ่งนิ้ว ทว่าลมปราณกระบี่ที่แฝงอยู่กลับกรีดผิวหนังจนเกิดรอยแผลเป็นสายเลือดไหลซึมออกมา
ความเงียบงันระดับมรณะเข้าปกคลุมลานประลอง ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่ไป๋อวี๋ชิงที่อยู่บนระเบียงสูง ก็ยังเบิกXตาขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง นางมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรำระส่ำไม่เป็นจังหวะ
หลี่เฟิงเก็บกระบี่ไม้ไผ่กลับเข้าฝักด้วยกิริยาสง่างามดั่งเดิม ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย ไร้ร่องรอยความเหน็ดเหนื่อย เขากวาดสายตามองศิษย์พี่ใหญ่ผู้คุกเข่าตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่สะท้านไปถึงวิญญาณ
"วิชากกระบี่ของเจ้า... ยังอ่อนหัดนัก"
ทว่า ในวินาทีที่หลี่เฟิงกำลังจะหันหลังเดินกลับ ท้องฟ้าเบื้องบนที่ถูกผ่าแยกด้วยอานุภาพกระบี่เมื่อครู่ กลับเกิดรอยร้าวสีดำมืดขึ้นราวกับรอยแตกของกระจกเงา พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องจากห้วงมิติที่ลึกยิ่งกว่าสวรรค์—เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทพร้อมไอสังหารเย็นยะเยือก ปรากฏตัวขึ้นจากรอยแยกระหว่างมิติโดยไม่มีใครทันตั้งตัว!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีเซียนนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 6
ประลองเดือดวิถีกระบี่
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!