กลิ่นอายโลหิตจางๆ ที่ลอยคละคลุ้งอยู่เบื้องหน้าไม่ดึงดูดสายตาของหลี่เฟิงเท่ากับหยาดน้ำค้างบนปลายยอดหญ้า ซึ่งกำลังสะท้อนภาพเงากระบี่อันว่างเปล่า
"ข่าวลือว่าไอ้สวะแห่งยอดเขาเมฆาคล้อยสามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้... ดูท่าจะมิใช่เรื่องเหลวไหลกระนั้นหรือ?"
สุ้มเสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับแรงกดดันจากพลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดที่แผ่พุ่งออกมาอย่างไร้ความเกรงใจ ร่างของจ้าวหู ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักย่อยตระกูลจ้าว ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง สองมือไพว้หลัง สายตากวาดมองร่างของหลี่เฟิงด้วยความดูแคลนราวกับมองมดปลวก ตัวมันไม่เคยคิดเลยว่า คนที่ควรจะนอนเน่าตายบนเตียงศิษย์ไร้ค่า กลับมายืนรับลมยามอัสดงอยู่ ณ ลานฝึกยุทธ์แห่งนี้ได้อย่างหน้าตาเฉย
หลี่เฟิงมิได้หันกลับไปทันที เขายังคงหลับตาลงซึมซับกระแสลมปราณธรรมชาติที่ไหลเวียนผ่านจุดชีพจรทั่วร่าง ร่างกายนี้แม้จะอ่อนแอและเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากการฝึกวิชาผิดพลาดในอดีต ทว่าด้วยจิตวิญญาณแห่งมหาเทพกระบี่ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เพียงแค่การเดินลมปราณโคจรหนึ่งรอบ ก็เพียงพอที่จะขับไล่พิษตกค้างทั้งหมดออกไปจนหมดสิ้น
"เจ้ามีธุระอันใดกับคนใกล้ตายเช่นข้าอย่างนั้นหรือ... จ้าวหู" หลี่เฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีจนอีกฝ่ายเผลอชะงักไปชั่วขณะ
"สามหาม!" จ้าวหูตวาดลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกศิษย์สวะเมินเฉย "ไอ้สวะ เจ้าคิดว่ารอดพ้นจากความตายมาได้ แล้วจะทำตัวผยองพองขนเช่นนี้ได้กระนั้นหรือ? ข่าวลือสะพัดไปทั่วสำนักว่าเจ้ากล้าท้าทายกฎ และยังมีหน้าไปเดินเคียงข้างกับศิษย์พี่หญิงไป๋อวี๋ชิงแห่งยอดเขากระบี่เหมันต์ ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาเสียเลย!"
บรรยากาศรอบลานฝึกยุทธ์พลันเงียบสงัดลงทันที เหล่าศิษย์น้องที่แอบซุ่มดูอยู่ตามพุ่มไม้และระเบียงทางเดินต่างกลั้นหายใจ พวกมันต่างรู้ดีว่าจ้าวหูแอบหลงใหลในตัวไป๋อวี๋ชิงมาเนิ่นนาน การที่หญิงงามอันดับหนึ่งผู้เย็นชาดุจเทพธิดา กลับปรากฏกายร่วมกับหลี่เฟิงเมื่อวานนี้ ย่อมสร้างความริษยาและเพลิงโทสะให้ลุกโชนขึ้นในอกของจ้าวหูจนแทบคลั่ง
หลี่เฟิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นล้ำลึกดั่งห้วงมหาสนิทประกายแสงสีทองจางๆ วับวามผ่านม่านตาชั่วพริบตา ก่อนจะจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวของหลี่เฟิงในยามนี้ แม้จะยังอยู่ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่สาม ทว่ากลับหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความหวั่นไหวต่อแรงกดดันของคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าถึงสี่ขั้น
"นางจะไปไหน หรือจะยืนเคียงข้างผู้ใด มันเกี่ยวข้องอันใดกับสุนัขรับใช้เช่นเจ้าด้วยเล่า?" หลี่เฟิงกล่าววาจาเชือดเฉือนโดยไม่ต้องเงื้อกระบี่
"เจ้า!" จ้าวหูบันดาลโทสะจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ฝ่ามือขวาตบลงบนด้ามกระบี่ข้างกาย เสียงเหล็กกระทบฝักดัง "กริ๊ง" กังวานไปทั่วบริเวณ ปราณกระบี่สีครามพวยพุ่งขึ้นฟ้าสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงจนน่ากลัว "ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่นัก ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้สำนึกว่า ระหว่างสวะกับยอดฝีมือ มันมีเส้นกั้นกลางที่ไม่มีวันข้ามผ่านได้อย่างไร!"
ทว่า ในวินาทีที่จ้าวหูเตรียมจะชักกระบี่เข้าห้ำหั่น อุณหภูมิโดยรอบกลับลดฮวบลงอย่างกะทันหัน เกล็ดน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอก กลิ่นอายความเย็นเยือกที่บาดลึกถึงกระดูกสันหลังทำให้ทุกคนในรัศมีร้อย丈ต้องสะท้อนเฮือก
เงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาเหมันต์ปรากฏขึ้นบนหลังคาตำหนักฝึกยุทธ์ราวกับภูตผี นางมิได้เร่งรีบปล่อยพลังอันใดออกมา เพียงแค่ยืนกอดอกถือกระบี่ฝักขาวไว้ในมือ ดวงตางามล้ำลึกคู่นั้นกวาดมองลงมาเบื้องล่างด้วยความเยียบเย็น ดุจดั่งมองซากศพไร้ค่า
"ผู้ใดบังอาจส่งเสียงเอะอะรบกวนความสงบในเขตแดนของข้า...?"
เสียงหวานใสแต่ทว่าเยือกเย็นราวกับลมหนาวจากแดนเหนือเอ่ยขึ้น ไป๋อวี๋ชิงปรากฏกายแล้ว นางมาปรากฏตัวอยู่ ณ ที่แห่งนี้อย่างไม่มีใครคาดคิด และเป้าหมายของสายตานางหาใช่จ้าวหูไม่ หากแต่หยุดลงที่ร่างของหลี่เฟิงด้วยความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา
จ้าวหูหน้าถอดสีทันที เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มแผ่นหลัง ยามเผชิญหน้ากับศิษย์พี่หญิงผู้ทรงอิทธิพลและมีพรสวรรค์สูงส่งที่สุดคนหนึ่งในรอบร้อยปีของสำนัก แม้แต่ผู้อาวุโสบางท่านยังต้องเกรงใจ แล้วนับประสาอะไรกับศิษย์สายรองเช่นมัน
"ศิษย์... ศิษย์คารวะพี่หญิงไป๋..." จ้าวหูรีบประสานมือคำนับด้วยความหวาดหวั่น ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย "ข้าเพียงแต่มาสั่งสอนศิษย์น้องผู้นี้ที่บังอาจ..."
"บังอาจสิ่งใด?" ไป๋อวี๋ชิงตัดบท น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ทว่ากลับกดทับจิตใจของจ้าวหูจนแทบกระอักเลือด "คนที่เจ้าเรียกว่าสวะผู้นี้... คือคนที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของข้า หากผู้ใดกล้าแตะต้องเขาแม้แต่ปลายเส้นผม วันนี้... กระบี่ในมือข้าจะไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น"
สิ้นคำกล่าวของนาง ทั่วทั้งลานฝึกยุทธ์พลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด บรรดาศิษย์ที่แอบดูอยู่ต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ข่าวลือที่ว่าหลี่เฟิงเกาะแข้งเกาะขาหญิงงามว่าน่าเหลือเชื่อแล้ว การที่นางถึงกับออกปากปกป้องเขาอย่างเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าสถานะของหลี่เฟิงในใจของนางมิใช่ธรรมดาอีกต่อไป
หลี่เฟิงแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความมั่นใจและความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งในรอบหลายภพชาติ เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ยืนหยัดเคียงข้างสตรีผู้เยือกเย็น ทอดสายตามองจ้าวหูที่หน้าซีดเผือดด้วยแววตาท้าทาย
"จ้าวหู ดูท่าวันนี้เจ้าคงจะสั่งสอนข้าไม่ได้เสียแล้วกระมัง" หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ "แต่หากเจ้ายังไม่หายข้องใจในพลังของข้า... สามวันให้หลัง ในการประลองประจำสำนัก เรามาสะดุดสะตวงสะบั้นบุญคุณความแค้นกันบนลานประลองเป็นตายดีหรือไม่?"
จ้าวหูขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นเคือง แม้จะมีไป๋อวี๋ชิงหนุนหลัง แต่ศักดิ์ศรีของศิษย์พี่ใหญ่ย่อมไม่อาจยอมก้มหัวให้ศิษย์สวะเช่นนี้ได้ มันแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ "ดี! สามวันให้หลัง บนลานประลองเป็นตาย ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะมีปัญญาเอาชีวิตรอดจากกระบี่ของข้าได้หรือไม่!"
กล่าวจบ จ้าหูก็สะบัดแขนเสื้อแล้วทะยานร่างจากไปอย่างหัวเสีย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่ตึงเครียดและสายตาของผู้คนนับร้อยที่จับจ้องมายังคนทั้งสอง
เมื่อผู้คนเริ่มสลายตัวไป ไป๋อวี๋ชิงจึงลดกระบี่ลง หันมามองหน้าหลี่เฟิงด้วยแววตาที่แฝงความห่วงใยเจือจาง "เจ้าประมาทเกินไปแล้ว การท้าทายจ้าวหูบนลานประลองเป็นตาย ไม่ใช่เรื่องที่จะล้อเล่นได้ ขอบเขตพลังของมันอยู่ขั้นที่เจ็ด..."
"อวี๋ชิง..." หลี่เฟิงเอ่ยขัดขึ้นเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้หญิงสาวชะงักไป ดวงตาทั้งสองประสานกันในยามอัสดง "สำหรับข้า... การล้างแค้นและการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ย่อมต้องอาศัยก้าวแรกที่หนักแน่นเสมอ และสามวันหลังจากนี้... จะเป็นวันที่ข้าใช้เลือดของมันประกาศการกลับมาอย่างแท้จริง"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้ง พลันเกิดความผิดปกติขึ้นที่ห้วงมิติเบื้องบน ท้องฟ้าที่ควรจะมืดค่ำลงตามธรรมชาติ กลับปรากฏกลุ่มเมฆสีดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสีทองที่ผ่าผ่าลงมากลางสำนักอย่างไร้สาเหตุ!
แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ซ่านมาจากยอดเขาต้องห้าม—สถานที่ซึ่งบรรพจารย์ผู้ล่วงลับเก็บตัวบำเพ็ญเพียรมานานนับพันปี และแสงสว่างวาบจากอสนีบาตสายนั้น ก็พุ่งตรงลงมายังทิศทางที่หลี่เฟิงยืนอยู่พอดี!
"ระวัง!" ไป๋อวี๋ชิงอุทานด้วยความตกใจ ร่างของนางพุ่งเข้ามาเพื่อปกป้องเขาทันที ทว่า...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีเซียนนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 5
การกลับมาของอัจฉริยะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!