ความเงียบงันภายในโถงใหญ่สำนักมารโลหิตนั้นหนักอึ้งราภูเขาทับถม แรงกดดันระดับปราณก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นพายุคลั่งที่พร้อมจะบดขยี้สรรพสิ่งให้แหลกสลายเป็นจุล ทว่าเบื้องหน้ามหาพายุแห่งจิตสังหารนั้น กลับมีร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งยืนหยัดตระหง่านราวกับรูปสลักน้ำแข็งหมื่นปี
ไป๋อวี๋ชิงปรายตามองกลุ่มผู้อาวุโสด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง นางมิได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เพียงแค่ปล่อยไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาคุมเชิงรอบกาย ก็ทำให้พื้นหินศิลาใต้เท้าปรากฏรอยร้าวเป็นทางยาวแล้ว
"ผู้อาวุโสสูงสุด... ท่านคิดจะใช้วิถีมารรังแกผู้น้อยในบ้านของข้าอย่างนั้นหรือ?"
เสียงหวานกังวานราวกับเสียงกระบี่กระทบกัน ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันบริสุทธิ์ที่ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสในชุดคลุมโลหิตถึงกับใบหน้ากระตุกวูบ
"ไป๋อวี๋ชิง! เจ้าอย่าได้ลำพองตัวจนเกินไปนัก!"
เสียงคำรามดั่งอสุนีบาตดังขึ้นจากประธานที่นั่งสูงสุด ผู้อาวุโสสูงสุด 'มู่หรงเทียน' ผู้มีอายุขัยเกือบสองพันปีค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ร่างของเขาห่อหุ้มด้วยหมอกโลหิตหนาแน่น ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นจ้องมองมาที่หลี่เฟิงราวกับต้องการจะฉีกกระชากวิญญาณออกมาบดขยี้
"เด็กน้อยนามหลี่เฟิงผู้นี้บังอาจสังหารหลานรักของข้า และยังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของสำนักมารเราจนป่นปี้ ต่อให้เจ้าเป็นถึงศิษย์เอกแห่งหุบเขากระบี่เหมันต์ ก็ไม่มีสิทธิ์มาขวางการชำระแค้นในครั้งนี้!"
มู่หรงเทียนสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง แรงกดดันระดับปราณหลุดพ้นพันธนาการก็พรั่งพรูออกมาดั่งเขื่อนแตก เป้าหมายมิใช่ใครอื่น แต่เป็นหลี่เฟิงที่ยืนอยู่เบื้องหลังไป๋อวี๋ชิง
เขามุ่งหวังจะใช้จิตสังหารกดดันให้หลี่เฟิงคุกเข่าลงด้วยกระบวนท่าเดียว เพื่อเหยียบย่ำกระดูกสันหลังของเด็กหนุ่มผู้นี้ให้แหลกคาตา เป็นการประกาศศักดาให้ผู้คนทั่วหล้าได้ประจักษ์ว่า ผู้ใดที่กล้าต่อกรกับมู่หรงเทียนจะต้องพบกับจุดจบเช่นไร
ทว่า... หลี่เฟิงกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพชเวทนา ราวกับกำลังมองดูสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังเห่าหอนใส่ดวงจันทร์
"ตาแก่... เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าจิตสังหารอย่างนั้นหรือ?"
หลี่เฟิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับสายลมพัดผ่านยอดหญ้า ทว่าทุกคำพูดกลับดังสะท้อนก้องกังวานในโถงใหญ่ ราวกับเสียงประกาศิตจากสรวงสวรรค์
"เด็กสามหาว!"
มู่หรงเทียนบันดาลโทสะจนหนวดเคราสั่นเทา จิตสังหารของเขาถูกโหมกระหน่ำจนถึงขีดสุด อากาศภายในรัศมีร้อยเมตรบิดเบี้ยวเป็นคลื่น รอยร้าวบนพื้นศิลาขยายวงกว้างขึ้นอย่างน่ากลัว ศิษย์สายในหลายคนทนแรงกดดันไม่ไหวจนต้องกระร่อนลงไปคุกเข่ากับพื้น กระรอกเลือดสดๆ ออกมาคำโต
แต่หลี่เฟิง... กลับยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับต้นสนพันปีที่หยั่งรากลึกถึงใจกลางปฐพี
ในวินาทีนั้นเอง ดวงตาของหลี่เฟิงก็ทอประกายสีทองเจิดจ้าขึ้นวูบหนึ่ง!
เคล็ดวิชา 'เนตรสวรรค์สะท้อนวิญญาณ' ที่หลอมรวมเข้ากับกระดูกมหาเทพ ถูกขับเคลื่อนขึ้นอย่างเต็มกำลัง!
*ตูม!*
พลังจิตวิญญาณอันไร้ شكل ไร้ขอบเขต พุ่งทะยานสวนกลับออกไปราวกับมังกรเพลิงคำราม คลื่นพลังจิตสังหารที่มู่หรงเทียนโถมใส่ ถูกแรงสะท้อนย้อนกลับด้วยความเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว!
มู่หรงเทียนที่กำลังยิ้มเยาะด้วยความลำพองใจ ชะงักงันไปในทันที
ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างจนแทบถล่นออกจากเบ้า ความรู้สึกราวกับถูกค้อนยักษ์นับล้านตันกระแทกเข้าที่กลางหน้าอกอย่างจังแล่นพล่านไปทั่วร่าง
"อั๊ก...!"
เสียงครางต่ำด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมาจากไรฟัน ร่างชราของมู่หรงเทียนเซถอยหลังไปสามก้าวใหญ่ๆ พื้นศิลาใต้เท้าแหลกละเอียดเป็นผุยผง เลือดสีแดงฉานพุ่งทะลักออกจากมุมปากของผู้อาวุโสสูงสุดอย่างห้ามไม่อยู่
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมโถงใหญ่อีกครั้ง... เงียบสนิทจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สำนักมารต่างอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดกลัว พวกเขาไม่อาจเชื่อในสิ่งที่เห็นด้วยซ้ำ ผู้อาวุโสสูงสุดผู้ทรงพลังอันดับต้นๆ ของสำนักมาร ผู้สำเร็จวิชาปราณหลุดพ้นพันธนาการ กลับถูกเด็กหนุ่มขอบเขตปราณรวบรวมลมปราณสะท้อนจิตสังหารจนกระอักเลือดด้วยการมองเพียงครั้งเดียว!
นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใดกัน!
ไป๋อวี๋ชิงแอบเหลือบมองหลี่เฟิงเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอย่างรวดเร็วก่อนจะจางหายไป ความเยือกเย็นในแววตาของนางบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมและภาคภูมิใจอย่างลึกซึ้ง
หลี่เฟิงปัดฝุ่นที่หัวไหล่เบาๆ ราวกับเพิ่งทำเรื่องไร้สาระเสร็จสิ้น เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับมู่หรงเทียนที่กำลังจ้องมองมาด้วยความเคียดแค้นชิงชังแต่ทว่าแฝงความหวาดหวั่นไว้ลึกๆ
"ผู้อาวุโส... ตาของท่านดูเหมือนจะฝ้าฟางเกินไปเสียแล้วกระมัง?" หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าแฝงคมมีด "หากมองไม่เห็นว่าผู้ใดสมควรเคารพ และผู้ใดที่ท่านไม่ควรหาญกล้าต่อกร... เช่นนั้นแล้ว ข้าว่าตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดนี้ ให้คนอื่นที่ตาดีกว่ามาทำหน้าที่แทนเสียจะดีกว่าไหมครับ?"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนการตบหน้ามู่หรงเทียนอย่างฉาดใหญ่กลางฝูงชน ความอับอายและโทสะตีรวนขึ้นจนหน้าของผู้อาวุโสเฒ่าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
"เจ้าเด็กสารเลว... ข้าจะฆ่าเจ้า!" มู่หรงเทียนคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง มือเหี่ยวเฉายื่นออกหมายจะคว้ากระบี่วิญญาณประจำกาย
ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะสัมผัสกับด้ามกระบี่ บรรยากาศรอบกายก็พลันหนתทึบลงอย่างฉับพลัน
*ฉึก!*
ประกายกระบี่สีครามประกายแสงวาบขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย ไป๋อวี๋ชิงก้าวเท้ามาขวางหน้าหลี่เฟิงไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดทันสังเกต ปลายกระบี่เหมันต์จ่ออยู่ห่างจากคอหอยของมู่หรงเทียนเพียงแค่หนึ่งนิ้วเท่านั้น!
ไอเย็นยะเยือกแช่แข็งเส้นผมสีขาวโพลนของมู่หรงเทียนจนเกาะเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
"หากท่านยังขยับอีกแม้แต่นองเดียว..." ไป๋อวี๋ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ ทว่ากลับทรงพลังยิ่งกว่าคำประกาศิตสวรรค์ "กระบี่ในมือข้าเล่มนี้... จะไม่ไว้หน้าสำนักมารของพวกท่านอีกต่อไปแล้วนะครับ"
มู่หรงเทียนแข็งค้าง ร่างทั้งร่างชาหนึบ จิตวิญญาณของเขาฟ้องร้องเตือนภัยถึงความตายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด และทุกคนกำลังกลั้นหายใจรอว่าความขัดแย้งนี้จะปะทุไปถึงจุดใด...
จู่ๆ ม่านพลังป้องกันนอกโถงใหญ่ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคยที่ดังแทรกเข้ามาจากท้องน่ายามวิกาล ราวกับภูตผีจากขุมนรกที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
"ฮ่าๆๆๆ... ไม่นึกเลยว่าสำนักมารอันยิ่งใหญ่ จะตกต่ำถึงขนาดต้องให้สตรีจากหุบเขากระบี่เหมันต์มาปกป้องเด็กน้อยคนหนึ่ง น่าสมเพชเวทนาเสียจริง!"
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือโถงใหญ่ พร้อมกับแรงกดดันระดับ 'ปราณราชันย์' ที่กดทับลงมาจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นวงกว้าง!
- พยัคฆ์ขาวคำราม -
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 25
ตบหน้าผู้อาวุโสตาบอด
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!