สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 26

กระบี่ไร้เทียมทาน

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"หากพวกเจ้ายังไม่ถอยไปอีกก้าวเดียว... วันนี้เลือดของสุนัขรับใช้ตระกูลหลง จะต้องนองท่วมลานประลองฟ้าดินแห่งนี้ให้จงได้" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มที่ตื่นจากการจำศีล ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ณ ลานพิธีร้อยสำนัก ผู้คนนับหมื่นชีวิตต่างยืนนิ่งงันดั่งรูปปั้น แรงกดดันจากจิตสังหารอันบริสุทธิ์ของหลี่เฟิงแผ่ซ่านออกไปทุกทิศทุกทาง กดทับบ่าของเหล่าผู้วิโสและยอดฝีมือจนหน้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายไหลซึมอาบแผ่นหลังของทุกคนที่กล้าสบตาเขา บนแท่นประลองเบื้องบน หลี่เฟิงยืนหยัดตระหง่านราวกับเสาหลักค้ำฟ้า ร่างกายผอมเพรียวแต่เปี่ยมด้วยมัดกล้ามเนื้อและเส้นชีพจรปราณที่หมุนวนดั่งพายุหมุน อาภรณ์สีขาวปลิวสะบัดตามแรงลมปราณที่ระเบิดออกอย่างไม่มีวันหมดสิ้น แม้ทั่วร่างจะเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้ยืดเยื้อข้ามวันข้ามคืน แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับสุกใสและคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งผ่านการลับคมจากห้วงน้ำแข็งพันปี "ความอวดดีไร้ขีดจำกัด! หลี่เฟิง เจ้าคิดว่าฝ่ามือทลายสวรรค์ของเจ้าจะปกป้องตัวเจ้าได้ตลอดไปหรือ?" ผู้วิโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่โลหิตแค่น "ฮึ" ออกมาอย่างเกรี้ยวกราด แม้ปากจะกล่าววาจาดูถูกเหยียดหยาม แต่ดวงตากลับฉายแววหวาดหวั่นอย่างปิดไม่มิด พลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ของอีกฝ่ายสั่นสะท้านขึ้นตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มผู้มีอายุไม่ถึงยี่สิบปี แต่กลับมีจิตวิญญาณที่ผ่านการสังหารและผ่านวัฏสงสารมานับครั้งไม่ถ้วน ในมุมหนึ่งของลานประลอง ไป๋อวี๋ชิงยืนสง่างามดั่งเทพธิดาน้ำแข็ง นางปรากฏตัวในชุดยาวสีฟ้าครามบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ทว่าแววตาที่ทอดมองไปยังแผ่นหลังของหลี่เฟิงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนล้ำลึกที่มอบให้แก่บุรุษเพียงผู้เดียวในใต้หล้า กระบี่เหมันต์ในมือของนางสั่นระริกเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงกระแสลมปราณอันร้อนแรงและบ้าคลั่งที่กำลังแผดเผาจิตวิญญาณของหลี่เฟิง นางมิได้ขยับเขยื้อนเข้าช่วยเหลือ เพราะนางรู้ดีว่า... ศักดิ์ศรีของยอดนักกระบี่ผู้นี้ ย่อมต้องชำระสะงอกสะเก็ดด้วยคมกระบี่ของตนเองเท่านั้น "ข้าไม่เคยอวดดี..." หลี่เฟิงกล่าวช้าๆ น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับสะท้อนก้องในโสตประสาทของคนนับหมื่น "ข้าเพียงแต่... กำลังทวงคืนสิ่งที่พวกเจ้าแย่งชิงไปจากตระกูลหลี่ และทวงคืนความยุติธรรมที่หลับใหลใต้เถ้าธุลีมานานเกินไปแล้วต่างหาก" สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยน ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีดำทะมันทึบ สายฟ้าสีครามแล่นแปลบปลาบผ่าผ่ากลางนภากาศราวกับกาลเวลาและมิติแตกสลาย แรงกดดันระดับสวรรค์พรั่งพรูลงมาดั่งภูเขาห้าร้อยลูกทับถม ท้องสนามประลองเกิดรอยร้าวลึกแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ผู้ฝึกตนระดับต่ำถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโตและทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง หลี่เฟิงหลับตาลงชั่วพริบตา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงสีทองเจิดจ้าก็พวยพุ่งทะลักออกจากม่านตา มือขวาค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่สนิมเขรอะที่เหน็บอยู่ข้างเอว นั่นคือกระบี่ที่ผู้คนต่างหัวเยาะหยันว่าเป็น "เศษเหล็กไร้ค่า" กระบี่ที่ศิษย์สายตรงและผู้วิโสต่างขับไล่ไสส่งให้พ้นตา แต่ในยามนี้ เมื่อปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสโดนด้ามกระบี่ ห้วงมิติรอบตัวกลับส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับมันกำลังหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น "นั่น... หรือว่า..." ผู้วิโสสำนักกระบี่โลหิตหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณดิบเตือนภัยเขาสุดขีดว่า หากกระบี่เล่มนั้นหลุดออกจากฝัก ความตายจะมิใช่เพียงแค่การดับสูญของร่างกาย แต่อาจหมายถึงดวงวิญญาณที่ถูกลบเลือนจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว ไป๋อวี๋ชิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตางามเปล่งประกายเจิดจ้า นางกระชับกระบี่เหมันต์ในมือแน่นขึ้น พร้อมที่จะสะบั้นทุกผู้คนที่กล้าเข้ามาขัดขวางช่วงเวลาแห่งการจุติใหม่ของเขา หลี่เฟิงสูดลมหายใจยาวนาน ดึงเอาพลังปราณฟ้าดินทั้งหมดในรัศมีร้อยลี้เข้าสู่จุดตันตระกูลในคราเดียว เสียงคำรามต่ำดั่งพยัคฆ์โผนทะยานหลุดจากลำคอ "ชักกระบี่!" *ฉึบ!* เสียงเหล็กกระทบฝักดังกังวานบาดแก้วหู ราวกับเสียงคำรามกึกก้องของมังกรและพยัคฆ์ที่ประสานกันสะท้านฟ้าดิน ประกายกระบี่สีทองเจิดจ้าพวยพุ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงอากาส ทะลุทะลวงเมฆหมฆทมิฬจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ แสงสว่างจ้าอันเจิดจรัสแผ่ขยายครอบคลุมทั่วทั้งสำนักและอาณาบริเวณโดยรอบ จนรัศมีอันเจิดจ้านั้นสว่างไสวเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ณ เสี้ยววินาทีนั้นเอง... แรงกดดันอันมหาศาลจากรัศมีกระบี่ไร้เทียมทานได้แผ่ซ่านลงมา ผู้คนนับหมื่นชีวิต ทั้งจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้วิโสผู้ทรงเกียรติ หรือแม้กระทั่งเหล่าเจ้าสำนักผู้เย่อหยิ่ง ต่างรู้สึกราวกับมีภูเขาน้ำแข็งหนักหมื่นชั่งกดทับลงบนกระดูกสันหลัง เข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบลงอย่างไม่อาจต้านทาน ตึง! เสียงคุกเข่าดังสนั่นหวั่นไหวระรัวไปทั่วทั้งลานประลอง ผู้คนนับหมื่นต่างทรุดกายลงคุกเข่าคำนับต่อประกายกระบี่อันเกรียงไกรโดยพร้อมเพรียงกันอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ทว่าความหวาดกลัวต่ออำนาจแห่งวิถีกระบี่นี้ได้ทำลายความทะนงตนของพวกมันจนไม่เหลือชิ้นดี หลี่เฟิงยืนถือกระบี่เปลือยเปล่าในมือ ประกายแสงสีทองสะท้อนบนใบหน้าอันหล่อเหลาที่เย็นชาดั่งเทพยดา ทว่าในวินาทีที่เขากวาดสายตากลับมามองไปยังเบื้องล่าง รอยยิ้มเย้ยหยันก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "พวกเจ้า... ยังคิดว่าข้าไม่มีสิทธิ์ทวงความยุติธรรมอีกหรือไม่?" คำพูดเพียงประโยคเดียวกลับดังก้องราวกับประกาศิตสวรรค์ ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังนิ่งค้างอยู่ในความหวาดผวา เสียงหัวเราะแหברי้วลึกลับพลันดังแทรกขึ้นมาจากรอยแยกมิติเบื้องบน... รอยแยกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอสูรโบราณและเงาดำสนิทที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏขึ้นในสถานที่แห่งนี้! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมกระบี่และหยาดเหงื่อนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%