"เปรี้ยง!"
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม แรงกดดันระดับขอบเขตวิญญาณบรรพกาลแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วท้องพระโรงใหญ่แห่งเขาเทียนซาน บรรยากาศภายในงานชุมนุมเจ้ายุทธภพตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ เหล่าเจ้าสำนักนับร้อยชีวิตต่างนั่งตัวเกร็ง ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวต่อรัศมีอำนาจที่กดทับลงมาดั่งภูเขาทองคำ
ใจกลางลานประลองหินหยกขาวร่างโปร่งบางในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของ ไป๋อวี๋ชิง ยืนสงบนิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็ง กระบี่เหมันต์ในมือยังคงส่งไอเย็นยะเยือกตัดผ่านอากาศจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งโปรยปราย นางมิได้เหลือบแลมองร่างไร้ลมหายใจของผูอาวุโสพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ที่นอนจมกองเลือดอยู่เบื้องล่างเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเยียบเย็นที่ทำให้ผู้กล้าทั่วหล้าต้องสะท้านสะเทือน
"ฮึ่ม! ไป๋อวี๋ชิง เจ้าช่างอวดดีเกินไปแล้ว!"
เสียงคำรามดังก้องด้วยความโกรธเกรี้ยวมาจากเบื้องบน ประมุขพรรคกระบี่ไร้พ่าย 'อี้เทียนสิง' ชายชราผู้มีหนวดเคราสีขาวดอกเลาและดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยว ยืนขึ้นจากเก้าอี้ประธานด้วยความเดือดดาล พลังปราณกระบี่ในร่างกายระเบิดออกอย่างไร้การควบคุมจนพนักเก้าอี้หยกสลายกลายเป็นผุยผง "งานชุมนุมเจ้ายุทธภพในวันนี้จัดขึ้นเพื่อหาผู้ทรงคุณธรรมขึ้นกุมบังเหียนยุทธภพ มิใช่สถานที่ให้เด็กอมมือจากสำนักกระบี่เมฆาเช่นพวกเจ้ามาสร้างความวุ่นวาย!"
คำพูดดังกล่าวเรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพทันที หลายคนพากันพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเกรงกลัวต่ออิทธิพลเก่าแก่ที่สั่งสมมานับร้อยปีของพรรคกระบี่ไร้พ่ายและสำนักพันธมิตร
ทว่า ไป๋อวี๋ชิงเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อย นางไม่แม้แต่จะปริปากเอ่ยคำใดออกมาเพื่อแก้ต่าง เกียรติยศ คำนินทา หรืออำนาจจอมปลอมเหล่านี้ไม่เคยมีค่าพอให້ນางใส่ใจ สิ่งเดียวในยุทธภพนี้ที่นางสนใจ... คือบุรุษผู้กำลังก้าวเดินผ่านประตูหินเข้ามาท่ามกลางสายตานับพันคู่ต่างหาก
ตึง... ตึง... ตึง...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นทีละก้าว ราวกับเสียงกลองศึกที่สะท้านสะเทือนโสตประสาทของทุกคนในที่นั้น หลี่เฟิงก้าวเดินผ่านม่านหมอกบางเบาเข้ามาด้วยท่าทีสบายๆ สองมือไขว้หลัง ใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันบางเบา นัยน์ตาคู่นั้นล้ำลึกดั่งห้วงจักรวาล สะท้อนภาพความเน่าเฟะของบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ที่อ้างตัวว่าเป็นผดุงคุณธรรม
การปรากฏตัวของเขาทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ยิ่งทวีความดุเดือดขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
"นั่น... หลี่เฟิง ศิษย์สายในผู้ไร้ค่าของสำนักกระบี่เมฆาไม่ใช่หรือ? มันกล้าดียังไงถึงมาปรากฏตัวในงานชุมนุมระดับนี้!"
"เจ้าไม่รู้ข่าวหรือ? ได้ยินว่ามันเพิ่งสังหารศิษย์เอกของพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แถมยังรอดพ้นจากค่ายกลอสนีบาตมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ!"
เสียงซุบซิบนินทาดังระงมไปทั่วสารทิศ สายตานับร้อยคู่จ้องมองมาที่หลี่เฟิงราวกับมองตัวประหลาด บางคนมองด้วยความดูถูกเหยียดหยาม บางคนมองด้วยความริษยา และมีไม่น้อยที่มองด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
หลี่เฟิงหาได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกาเหล่านั้นไม่ สายตาของเขาหยุดลงที่ร่างระหงของไป๋อวี๋ชิงที่ยืนอยู่กลางลาน ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วพริบตา แต่กลับสื่อสารความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดนับหมื่นคำ ไป๋อวี๋ชิงที่เคยเย็นชาต่อโลกหล้า มุมปากกลับยกย่องขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะสังเกตเห็น ความอ่อนโยนเพียงน้อยนิดนั้นมอบให้แก่เขาแต่เพียงผู้เดียว
"เจ้าเด็กเหลือขอ!" อี้เทียนสิงแค่นเสียง, แผ่รังสีอำมหิตพุ่งตรงเข้ากดดันหลี่เฟิงโดยตรง "เจ้ามีความกล้าหาญมากที่กล้าเหยียบย่างเข้ามาที่นี่ รู้ตัวหรือไม่ว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาหาเจ้าแล้ว?"
หลี่เฟิงหยุดเดิน เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าลานประลอง แหงนหน้าขึ้นมองเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเลศนัย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะกังวานใส ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่ขับไล่แรงกดดันของอี้เทียนสิงจนสลายหายไปในพริบตา
"ความตายหรือ?" หลี่เฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้องไปทั่วทุกซอกมุมของท้องพระโรง "สำหรับข้า หลี่เฟิง... คำว่าความตายเป็นเพียงเรื่องตลกที่พวกแก่นแก้วผู้เฒ่าใช้หลอกลวงเด็กน้อยเท่านั้น อี้เทียนสิง เจ้าอ้างตัวว่าเป็นผู้ทรงคุณธรรม เป็นเจ้ายุทธภพผู้ยิ่งใหญ่ แต่เบื้องหลังกลับร่วมมือกับสำนักมารดูดกลืนวิญญาณ ลักพาตัวผู้ฝึกยศบริสุทธิ์เพื่อหลอมโอสถต่ออายุขัย... เช่นนี้แล้ว หน้าอย่างเจ้า ยังมีหน้ามากล่าวคำว่า 'คุณธรรม' ต่อหน้าข้าอีกหรือ?"
ตูม!
ราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ คำพูดของหลี่เฟิงเปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางใจของทุกคนในที่นั้น บรรดาเจ้าสำนักต่างหน้าถอดสี หันไปมองหน้ากันด้วยความตกใจและหวาดระแวง บางคนถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความร้อนรน
"เหลวไหล! เจ้าเด็กนี่มันเดรัจฉานสามหาว กล้าใส่ร้ายป้ายสีประมุขของเรา! สวนสวรรค์กระบี่ไร้พ่าย ไม่มีวันยอมให้คนเช่นมันลอยนวล!" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งแผดเสียงคำราม ชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งทะยานเข้าหาหลี่เฟิงด้วยความเร็วแสง ประกายกระบี่เจิดจ้าบาดตา หวังจะเด็ดหัวผู้บังอาจในกระบวนท่าเดียว
หลี่เฟิงไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนร่างกาย นัยน์ตาคมกราบหรี่ลงเล็กน้อย รัศมีพลังปราณสีทองอร่ามระเบิดออกจากร่างวูบหนึ่ง
ช้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของผู้อาวุโสพรรคกระบี่ไร้พ่ายพลันหยุดชะงักกลางอากาศ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด กระบี่ในมือหักสะบั้นเป็นสองท่อน ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะกระเด็นถอยหลังกลับไปกระแทกกับพื้นเสียงดังสนั่น กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโตจนสติหลุดลอย
ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วบริเวณอีกครั้ง เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
นี่มัน... วิชาอันใดกัน? แม้แต่จะชักกระบี่ยังไม่จำเป็น หลี่เฟิงเพียงแค่ปล่อยรังสีปราณออกมาก็สามารถซัดผู้อาวุโสขั้นกำเนิดวิญญาณกระเด็นได้ในพริบตาเดียว!
อี้เทียนสิงใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปน มือที่กำด้ามกระบี่สั่นเทาด้วยความแค้น "ดี... ดีมาก! ในเมื่อเจ้าอยากหาที่ตายนัก วันนี้ข้าในนามของเจ้ายุทธภพ จะเป็นผู้ลงทัณฑ์คนอกตัญญูเช่นเจ้าด้วยมือของตัวเอง!"
อี้เทียนสิงก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว พื้นหินหยกใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นจุล รัศมีกระบี่ไร้พ่ายแผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้า เมฆฝนดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ แรงกดดันระดับขอบเขตบรรพกาลขั้นสมบูรณ์แบบแผ่ซ่านสะท้านฟ้าดิน ทำให้เหล่าผู้ฝึกยศระดับต่ำกว่าถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น
หลี่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก 1 ครั้ง ร่างกายของเขาสั่นไหวเบาๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นเร้าใจของนักสู้ที่กระหายการต่อสู้มาเนิ่นนาน กระบี่เหล็กธรรมดาในมือข้างกายสั่นระริกส่งเสียงร้องคารามราวกับพยัคฆ์ร้ายที่รอคอยการปลดปล่อย
เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับฟ้าดิน แววตาทะนงตนฉายชัดถึงความท้าทายที่พร้อมจะฉีกกระชากกฎเกณฑ์ทั้งหมดของโลกใบนี้ให้แหลกสลายคามือ
"เข้ามาเถอะ อี้เทียนสิง..." หลี่เฟิงเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณของทุกคน "วันนี้ข้าจะใช้กระบี่ในมือของข้า... สยบความเย่อหยิ่งของพวกเจ้าให้หมดสิ้น!"
ทันใดนั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดถึงขีดสุด ท้องฟ้าเบื้องบนก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับเสียงกรีดร้องของอสูรกาย สายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าผ่าลงมากลางลานประลองอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมๆ กับเงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอี้เทียนสิงอย่างไร้สุ้มเสียง เงาร่างนั้นหัวเราะออกมาด้วยเสียงแหบพร่าเย็นยะเยือกที่ทำให้ผู้ฟังต้องขนหัวลุก
"ช้าก่อน... ประมุขพรรคอี้ ดูเหมือนว่าเหยื่อตัวนี้... จะไม่ใช่ธุระที่คุณควรจัดการด้วยคนเดียวกกระมัง?"
---
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีเซียนเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้นะครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 24
งานชุมนุมเจ้ายุทธภพ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!