สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 12

ก้าวสู่โลกภายนอกยุทธภพ

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นอายโลหิตและสนิมเหล็กยังคงคละคลุ้งติดปลายจมูก ยามที่หลี่เฟิงกวาดตามองซากปรักหักพังเบื้องหน้า เมืองเล็กๆ แห่งนี้ได้กลายเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์อันมืดมนที่ถูกฝังกลบไว้ด้วยเพลิงโทสะของเขา รากฐานอันปลอมเปลือกและตระกูลท้องถิ่นที่เคยคอยกดขี่บีทาบ บัดนี้ล้วนสลายกลายเป็นธุลีดินใต้ฝ่าเท้า ไม่มีผู้ใดหลงเหลือพอที่จะเอ่ยวาจาแก้ต่างให้แก่ความตายของพวกมันอีกต่อไป “เศษสวะที่สมควรตาย... การชำระแค้นระดับนี้ยังนับว่าน้อยเกินไปด้วยซ้ำสำหรับหนี้โลหิตที่พวกมันติดค้าง” หลี่เฟิงกล่าวพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวเล็กน้อย “เจ้าจมอยู่กับอดีตมากเกินไปแล้ว หลี่เฟิง” เสียงหวานใสราวกับหยกกระทบกันกังวานขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัน ไป๋อวี๋ชิงก้าวเท้าออกมาจากเงาสะท้อนของเสาหินที่แตกหัก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางไม่แม้แต่จะมีฝุ่นละอองแปดเปื้อน ท่ามกลางกลิ่นไอความตาย นางยังคงสง่างามและเยือกเย็นดั่งเทพธิดาน้ำแข็ง เกศาสลวยพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกาย รัศมีกระบี่เหมันต์แผ่ซ่านออกมาราวกับต้องการขับไล่ความอัปลักษณ์ของโลกหล้าให้ออกห่างจากร่างของนาง ดวงตาคู่คมของหลี่เฟิงหันกลับไปสบมองสตรีผู้เคียงข้าง เขาพบแต่ความห่วงใยอันลึกล้ำที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเย็นชา ความอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียวที่มหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดผู้นี้หยิบยื่นให้ มีเพียงนาง... ไป๋อวี๋ชิง “ข้ามิได้จมปลัก ไป๋เอ๋อร์... ข้าเพียงแค่ตรวจตราดูว่า ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดไปได้อีก” หลี่เฟิงคลายมุมปากยิ้มบางๆ ความเย่อหยิ่งทนงตนในวิถีกระบี่ลดทอนลงเหลือเพียงความอบอุ่นยามเมื่อทอดมองนาง “สำนักเมฆาอัคคีเบื้องหน้า... คือเป้าหมายต่อไปของเรา ป่านนี้พวกมันคงระแคะระคายเรื่องที่เมืองนี้ถูกกวาดล้างแล้วกระมัง” ไป๋อวี๋ชิงปรายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น ที่ซึ่งกลุ่มเมฆหนาทึบปกคลุมยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของสำนักใหญ่อันดับหนึ่งแห่งภูมิภาคตะวันออก แววตาของนางวับวาวด้วยประกายกระบี่คมกริบ “ต่อให้พวกมันระดมยอดฝีมือทั้งสำนักมาขวางทาง หากขวางเส้นทางของเจ้า... ข้าก็จะใช้กระบี่เหมันต์ในมือแช่แข็งพวกมันให้สิ้นซาก” วาจานั้นเรียบง่าย ทว่าเด็ดเดี่ยวและจริงจังยิ่งกว่าคำสาบานใดๆ ในยุทธภพ “ฮ่าๆๆๆ!” หลี่เฟิงเงยหน้าหัวเราะร่า เสียงคำรามของเขาดังก้องสะท้อนผืนป่า “ดี! สมกับที่เป็นเจ้า! ในเมื่อรากฐานอันคับแคบนี้ถูกถอนรากถอนโคนแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องก้าวออกสู่โลกภายนอกยุทธภพอันกว้างใหญ่ เพื่อให้พวกมันรับรู้ว่า... การมาเยือนของข้าในชาตินี้ คือทัณฑ์สวรรค์ที่แท้จริง!” ทั้งสองร่างทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน ราวกับสายฟ้าสองสายที่พาดผ่านม่านหมอก ปราณกระบี่และปราณเหมันต์ประสานกันเป็นเกลียวคลื่น พุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่ใจกลางยุทธภพโดยไม่หันกลับมามองเบื้องหลังอีกเลย ตลอดการเดินทางข้ามผ่านหุบเขาและผืนป่ารกร้าง พลังปราณรอบกายของหลี่เฟิงแปรเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง แก่นแท้พลังวัตรที่เคยติดขัดในร่างสวะ บัดนี้ถูกหล่อหลอมด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันจนทะลวงผ่านจุดชีพจรสำคัญทีละจุด เสียงคำรามต่ำในลำคอของเขาบ่งบอกถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่กำลังอัดแน่นอยู่ภายใน ร่างกายของเขาแผ่ไอร้อนระอุออกมาตัดกับความเย็นเยียบของกระบี่เหมันต์ที่ไป๋อวี๋ชิงแผ่คุ้ม นี่คือวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรฝืนลิขิตฟ้าดิน ยิ่งเผชิญอุปสรรค ยิ่งต้องเหยียบย่ำมันให้จมดิน! กระทั่งล่วงเข้าสู่เขตแดนรอยต่อระหว่างเมืองรอบนอกและอาณาเขตอิทธิพลของสำนักใหญ่ บรรยากาศโดยรอบก็พลันเปลี่ยนแปรเป็นอึมครึม กลิ่นอายปราณอันแข็งแกร่งนับสิบสายดักซุ่มรออยู่เบื้องหน้าราวกับตาข่ายมรณะที่กางรอเหยื่อ ม่านหมอกหนาทึบเบื้องหน้าถูกแหวกออกด้วยรังสีคมกริบ ปรากฏร่างของชายชราในชุดคลุมสีนิล ปักลายหงส์เพลิงอันเป็นสัญลักษณ์เด่นชัดของผู้วิสุทธิ์แห่งสำนักเมฆาอัคคี ดวงตาของมันหรี่แคบ จ้องมองคนทั้งสองด้วยจิตสังหารที่ไม่อาจปิดบัง “หลี่เฟิง... เจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้ กล้าดียังไงถึงบังហาญทำลายสาขาของเราในเมืองเล็กจนย่อยยับ เจ้าคิดหรือว่าหนีพ้นความตายไปได้!” เสียงตวาดดั่งอสุนีย์คำรามสะท้อนก้องหุบเขา แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มพิกัด หมายกดดันให้หลี่เฟิงคุกเข่าลง ทว่า หลี่เฟิงหาได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายตั้งตรงสง่างามดั่งเทพกระบี่ผู้ไม่ก้มหัวให้ผู้ใด แววตาเย้ยหยันฉายชัดขึ้นพร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม “แก่ชราป่านนี้แล้วยังส่งพวกมดปลวกมาเห่าหอนน่ารำคาญ... สำนักเมฆาอัคคีคงใกล้ถึงคาล่มจมเต็มทีแล้วกระมัง” หลี่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน มือขวาค่อยๆ เลื่อนไปกุมด้ามกระบี่ข้างกายอย่างเชื่องช้า ไป๋อวี๋ชิงขยับกายมายืนเคียงข้าง รังสีความเย็นเยียบแผ่ขยายปกคลุมรัศมีร้อยลี้ เม็ดฝนรอบกายแปรสภาพเป็นเกล็ดน้ำแข็งคมกริบในพริบตา นางมิได้เอ่ยวาจาใดๆ เพิ่มเติม มีเพียงประกายตาที่สะท้อนเงาความตายรอการพิพากษา หลี่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ปราณมหาเทพในตัน티นหมุนวนด้วยความเร็วดุจพายุหมุน เสียงกระบี่หลุดออกจากฝักดัง “แกร็ก” แผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องกังวานเสียดแทงแก้วหูของผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนในรัศมีรอบด้าน ทันใดนั้นเอง... ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งเหนือหุบเขากลับมืดครึ้มลงในพริบตา สายฟ้าสีทองคำสายมหึมาผ่าฟาดลงมาตรงหน้าศัตรูชุดนิลผู้นั้น พร้อมกับเงาร่างลึกลับอีกนับร้อยที่ปรากฏตัวขึ้นจากความมืด พร้อมใจกันคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลี่เฟิงและเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงสั่นเทาที่ไม่มีใครคาดคิด... แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%